วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“…Le pouvoir des moins puissants commence par l’honnêteté. (The power of the less power starts with honesty.) …”- Mark Carney (20 Jan 2026, World Economic Forum)
เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศแคนาดา นาย Mark Carney ได้กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีWorld Economic Forum (WEF) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากในเนื้อหาของสุนทรพจน์นั้น ได้เน้นย้ำถึงการเรียกร้องให้ประเทศอำนาจระดับกลาง (Middle Powers) รวมตัวกันเพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่บนพื้นฐานของคุณค่าที่ยึดถือร่วมกัน ได้แก่ การเคารพสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน การเคารพในอธิปไตย และการมีอยู่ของสิทธิในการบูรณภาพแห่งดินแดน (Territorial Integrity) ของรัฐ
นอกจากนี้ ในสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี Carney ยังได้กล่าวพาดพิงถึงประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้บ่อนทำลายระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based order) ผ่านนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งถือเป็นท่าทีที่พบเห็นได้ยากจากผู้นำประเทศอำนาจระดับกลาง ที่สามารถแสดงจุดยืนเชิงท้าทายต่อประเทศมหาอำนาจบนเวทีเดียวกันได้ แม้ตลอดทั้งสุนทรพจน์ นาย Carney จะไม่ได้เอ่ยชื่อสหรัฐฯ โดยตรง แต่สาระทั้งหมดของสุนทรพจน์สื่อสารอย่างชัดเจนว่าเป็นการกล่าวถึงสหรัฐฯ ในฐานะผู้ที่กำลังทำลายระเบียบโลกในขณะนี้
สำหรับผู้เขียนแล้ว คงเห็นไม่ต่างจากนายกฯ Carney ว่าระเบียบโลกอันทรงคุณค่าที่มหาอำนาจเคยสร้างร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเคารพในอธิปไตยของรัฐ หลักการค้าเสรี และการเคารพในสิทธิมนุษยชนได้ถูกทำลายไปตั้งแต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ ยุติการสนับสนุนหรือถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่มีบทบาทกำหนดทิศทางด้านความมั่นคงทางสุขภาพในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผู้เขียนได้อ่านสุนทรพจน์ฉบับเต็มของนายกรัฐมนตรีแคนาดาแล้วนั้น ผู้เขียนยังเห็นถึงความหวังในการรักษาระเบียบโลกอันทรงคุณค่าที่เคยมีอยู่ โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ประเทศอำนาจระดับกลางและเล็กแสดงความเป็นเอกภาพร่วมกันนายกฯ Carney ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังอยู่ในภาวะที่มีการแข่งขันกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งทำให้ประเทศที่มีอำนาจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าสู่ภาวะต้องเลือกระหว่างการแข่งขันกันเองเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากประเทศมหาอำนาจ หรือการรวมพลังกันเพื่อสร้าง “ตัวเลือกที่ 3” ที่สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองได้
สุนทรพจน์บนเวที World Economic Forum (WEF) ครั้งนี้จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับประเทศอำนาจระดับกลางและขนาดเล็ก ในการตระหนักถึงความจำเป็นของการรวมตัวกันเพื่อร่วมสร้างระบบโลกบนพื้นฐานของคุณค่าที่เคยยึดถือร่วมกัน ตลอดจนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นระหว่างประเทศมหาอำนาจ การรวมตัวของประเทศอำนาจระดับกลางและขนาดเล็กสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าที่เคยยึดถือมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าประชาธิปไตย หลักอธิปไตย และการเคารพในกติกาและระเบียบโลก ยังคงมีความหมายและความสำคัญในบริบทของโลกปัจจุบัน
ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดเล็กสามารถจะแสดงจุดยืนอย่างไรท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนไป
สำหรับผู้เขียนนั้น ประเทศไทยมีศักยภาพในการแสดงบทบาทสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศ ผ่านการเป็นผู้นำเชิงรุกในฐานะสมาชิกขององค์การระดับภูมิภาคอย่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทในการผลักดันให้ประเทศสมาชิกใช้กลไกอาเซียนเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อเสริมสร้างให้การเป็นองค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคมีความเข้มแข็งขึ้นในระดับการเมือง และเสริมสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของกลไกอาเซียนในประเทศสมาชิก
ยิ่งไปกว่านั้น ในบริบทที่อาเซียนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสนามการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ประเทศสมาชิกจึงมีความจำเป็นต้องร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของค่านิยมที่ยึดถือร่วมกันเพื่อให้อาเซียนสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นภูมิภาคที่มีอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจได้อย่างแท้จริง มากกว่าการปล่อยให้อาเซียนกลายเป็นเวทีที่ประเทศสมาชิกแข่งขันกันเองเพื่อแสวงหาความโปรดปรานหรือพยายามเข้าหามหาอำนาจ
ในฐานะภาคประชาสังคมจะรับมือกับระเบียบโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไร
เมื่อระเบียบโลกแบบเดิมได้ถูกทำลายโดยมหาอำนาจ ภาคประชาสังคมก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงผลกระทบจากการระงับความช่วยเหลือหรือการตัดเงินทุนสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาต่อโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทั่วโลกไว้ในบทความคอลัมน์ คิดด้วยพลเมือง เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดทุนสนับสนุนดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในผลกระทบสำคัญจากการทำลายของระบบโลกแบบเดิม อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญกับบริบทที่ท้าทายดังกล่าว ภาคประชาสังคมไม่เคยหยุดความพยายามในการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมในประเด็นต่างๆ
ผู้เขียนในฐานะผู้ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Civil Society Organizations for Anti-CorruptionNetwork : SEA-CAN) ซึ่งขับเคลื่อนหลักโดยศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) ได้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันความร่วมมือด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีนับตั้งแต่เครือข่ายดังกล่าวก่อตั้งขึ้น ได้เกิดความร่วมมือและโครงการสำคัญมากกว่า 2 โครงการ อาทิ โครงการศึกษาการประสานมาตรฐานคำนิยามของบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (Politically Exposed Persons: PEPs) ในภูมิภาคอาเซียน (ประเทศมาเลเซียและประเทศไทย)และโครงการศึกษาการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งทั้งสองโครงการได้มีบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม และองค์กรภาคประชาสังคมในมาเลเซีย อย่างองค์กร Sinar Project และ ศูนย์Center to Combat Corruption and Cronyism (C4 Center) ร่วมกันขับเคลื่อนภายใต้วัตถุประสงค์หลัก คือ ส่งเสริมให้ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทภาคประชาสังคม และนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในประเทศสมาชิกอาเซียน หรือการพัฒนามาตรฐานชุดข้อมูลบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง เพื่อป้องกันการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติ
ในท้ายที่สุด แม้ความร่วมมือในระดับภาคประชาสังคมอาจเป็นเพียงการรวมตัวกันในระดับฐานล่างของโครงสร้างอำนาจ หรือระดับล่างสุดของพีระมิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ก็เป็นการรวมพลังที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ ดังที่นายกรัฐมนตรี Carney ได้กล่าวไว้ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ภาษาฝรั่งเศสบนเวที World Economic Forum ว่า “Le pouvoir des moins puissants commence par l’honnêteté” หรือ “พลังอำนาจของผู้ที่ไร้อำนาจเริ่มต้นจากความซื่อสัตย์” ซึ่งในที่นี้ ผู้เขียนตีความว่าความซื่อสัตย์นั้นหมายถึงการยึดมั่นในระเบียบคุณค่าเดิมที่โลกเคยยึดถือและปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะคุณค่าแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งความซื่อสัตย์ที่ Carney กล่าวถึงนั้น คือ ความพยายามของภาคประชาชนในการผลักดันให้เกิดธรรมาภิบาล และการสร้างระบบนิเวศด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในระดับภูมิภาค ซึ่งพลังจากฐานล่างหรือภาคประชาชนเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับภูมิภาคอาเซียน และผลักดันให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็น “ตัวเลือกที่ 3” ที่สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจได้
ศรันย์ชนก ลิมวิสิฐธนกร

ป.ป.ส.บุกระนอง รวบผัว-เมีย เอเย่นต์ขาใหญ่ซอย 5 ยึดยาบ้า-อาวุธปืน
กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ไม่จบ นัดบุกกกต.พรุ่งนี้ 10 โมงเช้า
ชลบุรีระอุอีก! วิโรจน์แฉเขต 3 ยกหีบหนี-ไอซ์สมทบแฉคลิปว่อน
เขย่าเลือกตั้งใต้! ประชาชาติแถลงการณ์ จับทุจริตปัตตานี-นราฯ
ต้าห์อู๋ เดือดจัด ฟาดแรง ลั่น'ใครใช้ภาษีเพื่อส่วนตัว ขอให้มันฉิบXาย'

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี