วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569
อ่านข่าวการให้สัมภาษณ์ของ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้ว ได้แต่ถอนใจ เห็นได้ชัดว่าชีวิตคนไทยไม่มีรั้วปกป้อง มีแต่ระบบที่รั่ว คนทำงานที่ละเลย และใจที่เงินง้างได้
1) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับ 10 หน่วยงาน เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำและการตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการล้งผลไม้ โดยจากลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกพบ บริษัทกลุ่มเสี่ยงที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) ทำธุรกิจล้งจำนวน 15 บริษัท แยกเป็นในจังหวัดราชบุรี 11 บริษัท สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ จังหวัดละ 1 บริษัท และเชื่อว่ามีคนไทยสนับสนุนบริษัทดังกล่าว 10 คน ซึ่งเป็นทั้งผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ บางบริษัทตั้งมาแล้ว 5-6 ปี บางบริษัทเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่
ทั้งนี้ หลังจากตรวจพบแล้ว กรมได้ส่งให้ 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อาทิ ให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กระทรวงแรงงานดูความถูกต้องลูกจ้างแรงงาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดูแลเส้นทางเงินและการยึดทรัพย์ ขณะเดียวกัน ยังให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสเอ) ร่วมสอบสวนเชิงลึก ซึ่งโทษตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท
“เรื่องนี้กรมต้องเข้ามาดู เพราะพบพฤติกรรมการประกอบธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม มีทั้งเช่าสวนมะพร้าวเพื่อปลูก มีการแปรรูปและส่งออกเองครบวงจร และยังกดราคารับซื้อ ส่งผลให้ราคามะพร้าวในพื้นที่ตกต่ำผิดปกติ รวมถึงให้ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เข้ามาจัดการดูประเด็นการฮั้วราคาด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะไม่หยุดแค่ล้งมะพร้าวน้ำหอม แต่ผลไม้อื่นๆ ก็จะเข้าไปตรวจไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด ในพื้นที่ภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และภาคใต้ นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหากลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะขึ้นทะเบียนล้ง ตรวจสอบล้งการดำเนินธุรกิจที่อาจแทรกซึมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำด้วย”
2) นายพูนพงษ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ นอกจากเรื่องล้งส่วนหนึ่งแล้ว อีกสาเหตุสำคัญมาจากการที่ไทยมีผลผลิตมะพร้าวเพิ่มขึ้นรวดเร็ว โดยพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มจาก 235,903 ไร่ ในปี 64 เป็น 305,706 ไร่ในปี 68 และผลผลิตเพิ่มจาก 532,942 ตัน ในปี 64 เป็น 877,681 ตันในปี 68 เพิ่มขึ้น 49.80% สวนทางการกับการส่งออกที่ลดลง โดยปี 66 ส่งออกได้ 9,888 ล้านบาท ลดเหลือ 6,456 ล้านบาทในปี 68 ขณะที่ตลาดส่งออกที่จีน ก็สูญเสียให้คู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย และเวียดนามด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกส่วนที่ทำให้ราคาปรับลดลง
3) จากข่าวที่อ่านนี้ ท่านเห็นอะไรกันบ้างครับ ผมเห็น “เงิน” ที่จ้างคนไทยเป็นนอมินีให้ได้ นี่คือ จุดเริ่มต้นของ “ความฉิบหาย” ถัดมาคือ ระบบการตรวจสอบที่หละหลวม ปล่อยให้มีการเช่าสวน ตั้งล้ง เปิดบริษัทอำพราง จนทุกอย่างพินาศ ถึงได้รู้ นี่เป็นไปได้อย่างไร ระบบราชการไทยไม่มีข้อมูล ไม่มีการ “เอ๊ะ” ไม่มีการตรวจสอบเชิงรุกและเชิงป้องกันบ้างเลยหรือไร พอคนไทยขายตัวเป็นนอมินีได้ พอระบบก็หละหลวมล้มเหลว คิดดูสิว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่ความมั่งคั่งหรือความฉิบหาย นี่ไม่รวมการไม่ควบคุมปริมาณการเพาะปลูกอีกนะ เพราะทุกคนก็อยากมีรายได้ พอเห็นสินค้าชนิดไหนขายดี ก็แห่เพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก จะสุดท้าย ย้อนกลับมาเป็นภัยร้าย ทำลายตัวเอง
4) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมทีมงานพรรคลงพื้นที่สวนป๋าชัยมะพร้าวซิ่ง ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม สำรวจราคามะพร้าวน้ำหอม พร้อมรับฟังปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนโดยตรง เพื่อสะท้อนปัญหาถึงรัฐบาลในการหาแนวทางแก้ไข ช่วยเหลือเรื่องราคาขายส่งออก รวมถึงปัญหากลุ่มทุ่นต่างชาติที่แอบแฝงทำธุรกิจ กดราคารับซื้อหน้าสวน
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ราคาขายหน้าสวนปรับลดลงต่อเนื่อง เหลือเพียงลูกละ 2-3 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ที่เฉลี่ยอยู่ลูกละ 4-5 บาท ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุน เพราะล้ง และโรงงานส่งออก ซึ่งแท้จริงคือกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีน ที่เข้ามาสวมรอยกุมอำนาจเบ็ดเสร็จกดราคารับซื้อถึงหน้าสวนอย่างไร้ความปรานี เป็นการเอารัดเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกรไทยบนแผ่นดินเกิดของตัวเองอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
“จากที่ได้มาติดตามปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำนะครับ พบว่าวันนี้เกษตรกรเดือดร้อนมาก เพราะราคาซื้อที่สวน โดนกดราคาจากล้ง จากโรงงานส่งออก ที่เรียกว่าเป็นกลุ่มทุนต่างชาติ ทุนจีนเนี่ยแหละครับ มาเอารัดเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกรนะครับ”
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ขอตั้งคำถาม ถึงรัฐบาลว่าปล่อยให้ทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจรับซื้อสินค้าเกษตรแบบนี้ได้อย่างไร รัฐบาลต้องเข้าไปดูว่าการที่มีทุนต่างชาติ ทุนจีน มาทำธุรกิจล้ง ธุรกิจรับซื้อสินค้าเกษตรแบบนี้เนี่ย มันทำได้หรือไม่ อย่างไร ผิดกฎหมายไหม เป็นนอมินีหรือเปล่า รัฐบาลต้องไปกำกับดูแล ไม่ให้ทุนจีน ทุนต่างชาติเหล่านี้มาเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกร มาเอาเปรียบคนไทยไม่ได้
“ความน่ากลัวไม่ได้หยุดอยู่แค่สวนมะพร้าว แต่ภัยคุกคามที่กำลังขยายวงกว้าง ไม่ใช่แค่สินค้าเกษตรตัวอื่น ที่กำลังตกเป็นเหยื่อ แต่ยังลุกลามไปถึง ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ที่ถูกกลุ่มทุนข้ามชาติเหล่านี้ใช้นอมินี เข้ามาฮุบกิจการ เอารัดเอาเปรียบคนไทยอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเข้าไปตรวจสอบ ต้องเลิกเกียร์ว่าง จัดการกับขบวนการนอมินี ผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดก่อนที่เศรษฐกิจฐานรากของไทยจะถูกทุนต่างชาติกลืนกินจนไม่เหลือซาก อย่าให้มีการเอาเปรียบคนไทย เข้าไปดูโดยด่วนเลยครับ” นายชัยวุฒิ กล่าว
5) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 14.00 น. ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 หน่วยงาน และ 1 ในนี้ คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เข้าร่วมประชุมหารือและรับฟังข้อมูลปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำและการตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการล้งผลไม้ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค นำโดย พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ และศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 7 เข้าร่วมประชุมหารือ
ซึ่งตนได้รับรายงานว่า วาระการประชุมหารือเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาของล้งผลไม้ในพื้นที่ และประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งหลายหน่วยงานในที่ประชุมก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยทางดีเอสไอได้เรียนแจ้งที่ประชุมว่าทางดีเอสไอพร้อมสนับสนุนในการดำเนินการ เพราะดีเอสไอก็ได้มีการประสานกับทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หน่วยงานในพื้นที่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ว่าล้งผลไม้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีข้อมูลนั้น มีจำนวนกี่ล้ง พบความผิดปกติอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าหากพบสภาพปัญหาความผิดปกติใดๆ ที่เข้าข่ายเป็นภารกิจด้านกฎหมายของดีเอสไอ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มีการประสานข้อมูลมายังดีเอสไอ เพื่อนำไปตรวจสอบในลำดับต่อไป
ทั้งนี้ ปัจจุบันทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ยังไม่ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษมาให้ดีเอสไอดำเนินการแต่อย่างใด แต่เราได้ยืนยันว่า หากมีภารกิจใดที่เข้าข่ายตามกฎหมายดีเอสไอ เราก็พร้อมให้การสนับสนุนทุกมิติ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทนอำพรางในการประกอบธุรกิจกับทุกกลุ่มธุรกิจอย่างจริงจัง เน้นการตรวจสอบเชิงลึก และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใส สร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย
6) ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ COCOCO นักธุรกิจคนสำคัญในสายงานตลาดมะพร้าวไทย ให้สัมภาษณ์กับ สุวัฑ แซงลาด ทีมข่าวประชาชาติธุรกิจว่า ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ เกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ
1.ภาวะ Over Supply จากการปลูกอย่างไร้ทิศทาง
ปัญหาแรกที่ซีอีโอ COCOCO มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด คือการปล่อยให้มีการขยายพื้นที่ปลูกโดยไม่มีการควบคุมเชิงนโยบาย (Zoning)
“ผมว่าเราปล่อยให้เกษตรกรเนี่ยปลูกกันเต็มที่เลย ถ้ารัฐบาลทำ เขาต้องลงพื้นที่ จำกัดพื้นที่นะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ลงทะเบียนปลูกไปเรื่อยๆ จนปีนี้มันเกิดภาวะที่เรียกว่า Over Supply มันมีเยอะเกินไป”
2.กับดัก “ตลาดเดียว” บทเรียนราคาแพงจากทุเรียน
ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอมไทยพึ่งพา “ตลาดจีน” เป็นหลัก โดยส่งออกในรูปแบบมะพร้าวควั่นหรือ “Diamond Shape” มากกว่า 80% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์
“มันทำให้เกิดความเสี่ยงว่าถ้ามีผู้ซื้อรายเดียวใหญ่ๆ ยังไงเราก็โดนกดราคาแน่นอน ซึ่งคุณจะได้เห็นบทเรียนจากทุเรียน เราปลูกกันทุกจังหวัด แต่มีตลาดเดียวคือจีน ทำให้เราค่อนข้างโดนบีบราคาได้ง่าย”
3.ต้นทุนการผลิตที่แพงกว่าคู่แข่ง
เมื่อหันมามองต้นทุน ดร.วรวัฒน์ ยอมรับว่าไทยกำลังเสียเปรียบในเชิงโครงสร้าง “ต้นทุนการผลิตของเราค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อย่างเวียดนามเนี่ยต้นทุนเขาต่ำกว่า ทำให้เราแข่งขันได้น้อยลง การแก้ 3 ส่วนนี้ (คุม Supply, หาตลาดใหม่, ลดต้นทุน) ต้องใช้เวลาระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน”
4.“ล้งนอมินี” ที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือราคาหน้าสวน
ดร.วรวัฒน์ ย้ำชัดว่าไทยต้องเคารพหลักการค้าเสรี แต่ต้องอยู่บนบรรทัดฐานของกฎหมาย
“เราอยู่ในโลกเสรีที่ค้าขายได้ทั่วโลก แต่ข้อกำหนดของประเทศไทยคือ ถ้าต่างชาติจะมาลงทุนในรูปแบบบริษัท ควรจะถือหุ้นในสัดส่วน 49:51 และจดทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งตอนนี้ผมว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งจดทะเบียนไม่ถูกต้อง และใช้นอมินี”
เขายังสะท้อนภาพความเจ็บปวดที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยมานานว่า
“เรื่องนี้ (ล้งนอมินี) เขาทำมานานแล้ว และเราอาจละเลยกันมานาน ทำให้ทุนต่างประเทศเข้ามาขนาดที่ว่าแปรรูปเอง ไปซื้อของถึงสวนเอง หรือบางคนก็เช่าสวนซะด้วยซ้ำ พอมันเป็นส่วนใหญ่หรือคุมตลาดได้แล้ว เขาก็เลยใช้วิธีฮั้วกัน แล้วก็กดราคาลง ซึ่งอันนี้ผมว่าต้องแก้ให้สิ่งที่มันไม่ถูกต้อง กลับมาถูกต้องซะ”
ข้อเสนอแนะ 2 ระยะในการแก้ปัญหาล้ง
ระยะสั้น: รัฐต้อง “ปรามและปราบ” กลุ่มคนที่เปิดบริษัทหรือโรงงานที่ไม่ถูกต้อง เพื่อดึงธุรกิจกลับมาอยู่ในมือคนไทย
ระยะยาว: ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว โดยรัฐบาลต้องช่วยหาตลาดใหม่ๆ ทั่วโลก เพราะ “น้ำมะพร้าวไทย” เป็นสินค้าชั้นเลิศที่ทั้งโลกต้องการ
สรุป : จากการประมวลข่าว เหตุการณ์ และการให้สัมภาษณ์ของบุคคลทั้งหมด เราเห็นปัจจัยที่นำมาสู่ความฉิบหายชัดเจนมากว่า
1.ระบบการตรวจสอบป้องกันของไทย อ่อนแอ และไม่เอาจริงเอาจัง จนมีทุนข้ามชาติ เข้ามาจัดตั้งบริษัท ล้ง และใช้นอมินีไทยเลี่ยงกฎหมาย
2. คนไทยที่เห็นแก่เศษเงินของทุนสามานย์ ยอมพาพวกเขาข้ามผ่านกติกาทางกฎหมายได้ด้วยการพลีตนเป็นนอมินี
3. ระบบการผลิตของไทย ที่รัฐไม่ใช้ข้อมูลมาช่วยเกษตรกรวางแผนและจัดการให้เป็นระบบ เพื่อโอกาสในการแข่งขันทางการค้า
พูดง่ายๆ ว่า ต่างคนต่างอยู่ จะมารู้ก็ตอนที่คำว่า “ฉิบหาย” ได้ปรากฏขึ้น !!

รัสเซีย จ่อเบนเข็มส่งก๊าซธรรมชาติจากยุโรปมาเอเชีย ไทยติดโผอันดับต้นๆ
DSI ร่วมถก 10 หน่วยงาน วางกรอบป้องกัน ‘นอมินีอำพราง’ กดราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ
เจาะชีวิต มอส-มายด์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์สุดปัง ความพยายามเปลี่ยนชีวิต ค่าตัวพุ่งหลักแสน มีวันนี้เพราะคำว่าไม่มีเงิน
แห่อนุโมทนาบุญ แจ็ค แฟนฉัน กราบขอขมาลาไปปฏิบัติธรรม ถือศีล 8 ฝึกจิตใจให้สงบ
ยิ่งรบยิ่งโดดเดี่ยว! อดีตบิ๊ก ศรภ. มองเกมสหรัฐฯ เดินตามอิสราเอลจนเสียมิตร

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี