วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เป็นเรื่องที่หลายคนออกมาแสดงความแปลกใจคล้ายๆ กันว่า ทำไมจู่ๆ รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงกล้าออกมาขายความคิดอภิมหาโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ ที่มีวงเงินลงทุนสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ในลักษณะชงเองกินเอง จนกระทั่งกลายเป็นนโยบายเรือธงระหว่างทางของรัฐบาลไปโดยปริยาย
ที่สำคัญคือ รัฐบาลแสดงท่าทีจริงจังมากที่จะเตรียมการให้แล้วเสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้เพราะหลังจากส่งแม่ทัพใหญ่ภาคใต้อย่างนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ออกมาโยนหินถามทางไม่กี่วันปรากฏว่าไทม์ไลน์ถูกวางออกมาเสร็จสรรพถึงขั้นเตรียมนำเข้าคณะรัฐมนตรีกลางปีนี้ รวมทั้งตั้งเป้าว่าจะสามารถทำพิธีตอกเสาเข็มได้ภายในปี 2573
การผลักดันอย่างเร่งรีบดังกล่าว กลายเป็นกระแสตีกลับ เกิดเป็นข้อระแวงสงสัย และเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่มีต่อโครงการขึ้นมาทันที อย่างแรกคือขณะที่รัฐบาลกำลังวาดฝันถึงความคุ้มค่ามหาศาล ปรากฏว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนภาคใต้ แม้ส่วนใหญ่จะเห็นด้วย แต่กลับพบข้อกังวลว่า ชาวบ้านเข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พูดง่ายๆ คือชาวบ้านไม่มีข้อมูลโครงการนี้เลย
ประเด็นนี้ สอดคล้องกับการออกมายอมรับของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อย่างจริงจังมาก่อนเพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวบ้านอาจยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะตัดสินใจ แต่ที่แปลกคือ รัฐบาลกลับประโคมโหมโอ่โครงการนี้เหมือนกับมีผลศึกษาฉบับสมบูรณ์ล่าสุดอยู่ในมือแล้ว
ถึงแม้รัฐบาลอ้างถึงข้อมูลจากรายงานของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งจราจร (สนข.) แต่มันเป็นข้อมูลที่ไม่ทันสมัย และไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะตอบโจทย์รอบด้าน ทั้งการคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หรือผลกระทบที่จะตามมา ยิ่งไปกว่านั้นคือขัดแย้งกับรายงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ระบุว่า แลนด์บริดจ์มีจุดเสี่ยงสูงที่ไม่คุ้มค่า และเป็นไปไม่ได้ในทางเศรษฐศาสตร์
ประการต่อมาคือ โปรเจกต์แลนด์บริดจ์ ไม่มีอยู่ในนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยมาก่อน หรือไม่มีแม้กระทั่งในนโยบายที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา แต่รัฐบาลกลับยกขึ้นมาเป็นโครงการขายฝัน และเร่งรีบผลักดันอย่างออกหน้าออกตา ทั้งๆ ที่ในมือยังไม่มีผลการศึกษาที่สร้างการยอมรับจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประชาชนตัวเล็กตัวน้อยที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลอธิบายว่า เหตุที่หยิบเอาโครงการนี้มาปัดฝุ่นอย่างเร่งรีบ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่ แต่เหตุผลนี้ก็ถูกมองว่ายังไม่มีน้ำหนักมากพอ และมีคำเตือนที่ตามมาอย่างน่าฉุกคิดก็คือ อาจชักนำให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ เพราะเรื่องช่องทางขนส่งสินค้าได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในโลกแห่งสงครามสมัยใหม่ไปแล้ว
ปัญหาและอนาคตของโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้มีแค่เรื่องความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ เรื่องประเด็นความอ่อนไหวอื่นๆ อีกหลายสิบข้อ และไม่ได้มีแค่เรื่องผลการศึกษา 90 วัน ที่จะออกมาเป็นคำตอบในอีก 90 วันข้างหน้าเท่านั้น แต่โจทย์ใหญ่กว่านั้นก็คือ สังคมกำลังหวาดระแวงเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อนนี่คือจุดอันตรายที่สุดของรัฐบาลว่า แลนด์บริดจ์มันคือโอกาส หรือหลุมดำทางการเมือง

ทภ.2 แจงปมทหารเขมรรัวปืน 11 นัด แนวชายแดนโอร์เสม็ด คาดฝีมือทหารขาดวินัย
'มิลลิ' ออกโรงขอโทษ ปมกดไลก์ 'มายด์-พาย' ยันไม่สนับสนุนความรุนแรง
รัสเซีย รู้ทัน ทรัมป์ แฉยับวางแผนคุมตลาดพลังงานโลก จ้องฮุบเส้นทางขนส่งทั้งหมด
อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย
ใครว่า Gen Z ไม่อึด? ดู 2 หนุ่มปราจีนฯ ลุยงานหนักยันเช้า อาสาช่วยวาดกำแพงพ่อหลวงด้วยใจ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี