วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569
nn อย่างที่ทราบกันว่ากลุ่มผู้ประกอบการSME นั้นมีสัดส่วนมากว่า 90% ของวิสาหกิจของไทยทั้งระบบ จึงถือว่าเป็นฐานรากที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการ SME ของไทยกับอ่อนแอและเปราะบาง เพราะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ถูกสินค้านำเข้าจากจีนเข้ามาตีตลาด ขาดประสิทธิภาพในการผลิต ฯลฯ แต่ถึงกระนั้นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ดูเหมือนว่าในเวลานี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ กำลังหยิบเอาเรื่องของผู้ประกอบการSME ขึ้นมาเป็นวาระงานในลำดับต้นๆ
ล่าสุด นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการสั่งการให้เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่กระทรวงต้องการส่งเสริมสร้างโอกาส ให้ความสะดวก เติมทุนหนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ทั้งนี้จากสภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ส่งผลให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดการคาดการณ์ GDP ปี 2567 เหลือเพียง 2-3% โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จึงได้สั่งการดังกล่าว
ขณะที่ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กองทุนฯ ได้ออกสินเชื่อ 2 โครงการเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของ รมว.อุตสาหกรรม ที่ต้องการให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นประกอบด้วย 1.โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ (เสือติดปีก) เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะด้านการพัฒนานวัตกรรม การปรับปรุงเทคโนโลยีและการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทย
โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.เอสเอ็มอีที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่น หรือผ่านการคัดเลือกรอบที่ 1 ของการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่นจากกระทรวงอุตสาหกรรม ในระยะเวลา 3 ปีย้อนหลัง นับถึงวันที่ยื่นขอเข้าร่วมโครงการ 2.เอสเอ็มอีที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพจากหน่วยงานของรัฐในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยหน่วยร่วมดำเนินการ หรือสถาบันเครือข่ายภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม 3.เอสเอ็มอีที่ไม่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่น หรือการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ แต่มีความประสงค์เข้ารับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพตามที่กองทุนกำหนด
ทั้งนี้คุณสมบัติของผู้กู้ ประกอบด้วย เป็นเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ และมีขนาดของกิจการตามที่กำหนด เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย ดำเนินกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี สามารถนับรวมประสบการณ์การบริหารธุรกิจของผู้บริหารได้ ไม่เป็น NPL หรือถูกดำเนินคดี ณ วันที่ยื่นขอเข้าร่วมโครงการมีประวัติการชำระหนี้ปกติ ณ วันที่ยื่นขอเข้าร่วมโครงการ ไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากโครงการอื่นๆ ที่กำหนด สามารถยื่นความประสงค์ได้ทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่
“รูปแบบการให้สินเชื่อนั้น จะมีกรอบวงเงินรวม 1,200 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย และเป็นเงินกู้ระยะยาว อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3-5% ต่อปี
(ขึ้นอยู่กับหลักประกัน) ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุด 12 เดือน มีหลักประกัน เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร หรือหลักประกันทางธุรกิจหรือมีบุคคลค้ำประกัน”
2.โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้สามารถฟันฝ่าวิกฤตทางเศรษฐกิจได้ โดยกลุ่มเป้าหมายและคุณสมบัติของผู้กู้ มีลักษณะเดียวกันกับโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ (เสือติดปีก)ภายใต้กรอบวงเงินรวม 700 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย เป็นเงินกู้ระยะยาว อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-7% ต่อปี(ขึ้นอยู่กับหลักประกัน) ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปีมีหลักประกัน เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหรือหลักประกันทางธุรกิจ หรือบุคคลค้ำประกัน
“โครงการสินเชื่อเสือติดปีกเปรียบเสมือนการติดปีกให้กับเอสเอ็มอี พัฒนาให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น เป็นสินเชื่อที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ขณะที่โครงการสินเชื่อคงกระพันเปรียบเสมือนการเสริมเกราะป้องกันให้กับเอสเอ็มอี พัฒนาให้เข้มแข็งและสามารถผ่านพ้นวิกฤตได้ เป็นสินเชื่อที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยสินเชื่อดังกล่าวของกระทรวงถือว่าเป็นที่แรก และที่เดียวที่เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีที่ได้รับรางวัลสามารถนำมาใช้ในการประกอบการพิจารณาขอเสนอชื่อได้ โดยมองว่ากลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีความเก่ง และแนวโน้มของธุรกิจน่าจะไปได้ ซึ่งนำมาเป็นตัวอย่างให้กับเอสเอ็มอีรายอื่นในประเทศได้”นายณัฐพลกล่าว
นอกจากนี้ ทั้ง 2 โครงการยังมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ คุณสมบัติและหลักประกันให้เอื้อกับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพบางกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินปกติ สามารถเข้ามาขอรับสินเชื่อกับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีกลไกของหน่วยงานของรัฐ และสถาบันเครือข่ายภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ที่คอยรับรองและสนับสนุนตลอดการขอรับสินเชื่อเพื่อสร้างความมั่นใจในการเติบโตและก้าวไปข้างหน้าของเอสเอ็มอี
นายณัฐพล กล่าวว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ มีเงินหมุนเวียนอยู่ประมาณ20,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันมีการปล่อยสินเชื่อแล้ว 25,400 ล้านบาทซึ่งสามารถช่วยเอสเอ็มอีได้ 13,670 ราย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 36,000 ล้านบาทโดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล (NPL) ประมาณ 15.8%
กระบองเพชร

พ่อร้านสูทตัดพ้อ หลังถูกดรามานักตบทรัพย์ ยันไม่เคยรับเงินแม้บาทเดียว
เจี๊ยบ งานเข้า เรืองไกร ร้อง กกต. สอบปมปราศรัยถูกปล้นชัยชนะ
เข็ม ตีสิบ เดือด ฟาดสังคมบิดเบี้ยว ป้อง ทนายแก้ว โยนความผิดให้เหยื่อ
กระติ๊บ ประกาศเลิกแฟนหนุ่ม ปิดฉากรัก 15 ปี ทั้งที่วันนี้ต้องเข้าพิธีวิวาห์
ทองคำปี 69 แรงทะลุปรอท! เปิดตลาดเช้านี้บวกอีก 500 บาท

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี