ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นหัวใจสำคัญของตลาดคริปโตโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และสิงคโปร์ ต่างติดอันดับต้นๆ ในดัชนี Chainalysis Global Crypto Adoption Index 2025 สะท้อนถึงพฤติกรรม “crypto for real use” และการเติบโตของ DeFi อย่างก้าวกระโดด
สิงคโปร์ : ศูนย์กลางภายใต้กฎระเบียบเข้มงวด
สิงคโปร์ยังครองตำแหน่งผู้นำในฐานะศูนย์กลางทางการเงินและคริปโตของภูมิภาค แม้ธนาคารกลาง (MAS) จะมีนโยบายควบคุมที่เข้มงวด โดยล่าสุดออกกฎใหม่สำหรับผู้ให้บริการ Digital Token (DTSP)กำหนดให้บริษัทที่ให้บริการลูกค้าระหว่างประเทศต้องมีใบอนุญาตภายใน 30 มิ.ย. 2568
มิฉะนั้นจะต้องหยุดดำเนินการ แม้บริษัทบางแห่ง เช่น Bitget และ Bybit พิจารณาย้ายฐานไปฮ่องกงหรือดูไบแต่ความเข้มงวดนี้กลับสร้างภาพลักษณ์ความมั่นคงและน่าเชื่อถือ ดึงดูดนักลงทุนระยะยาว MAS ยังระบุด้วยว่าจะอนุญาตเฉพาะบางกรณี เนื่องจากกังวลเรื่องการฟอกเงินและการสนับสนุนการก่อการร้าย
ฟิลิปปินส์ : คริปโตเพื่อประชาชนและภาคแรงงาน
ฟิลิปปินส์โดดเด่นด้วยการใช้คริปโตในชีวิตจริง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ธนาคารกลาง (BSP) และ ก.ล.ต.ของฟิลิปปินส์ ได้กำหนดให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลต้องได้รับใบอนุญาต และเน้นให้มีการแยกเงินทุนของลูกค้าออกจากบริษัทเพื่อความปลอดภัย การโอนเงินผ่าน USDT/BTC จึงเป็นทางเลือกที่เร็วและต้นทุนต่ำ ที่สำคัญ ฟิลิปปินส์ยังเคยเป็นศูนย์กลางของเกม Play-to-Earn อย่าง Axie Infinity ส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศคริปโตระดับมหาชน และยังมีระบบกำกับดูแลแบบสองหน่วยงาน (twin regulator model) ที่แยกการดูแลระหว่าง BSP และ SEC อย่างชัดเจน
เวียดนาม : เติบโตในเงามืดแต่กฎหมายเริ่มชัดเจน
เวียดนามติดอันดับสูงสุดในด้านการยอมรับคริปโต (อันดับ 3–5 ของโลก) และเมื่อ 14 มิ.ย. 2568 รัฐสภาเพิ่งผ่าน“กฎหมายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้ากฎหมายฉบับนี้ให้คำจำกัดความทางกฎหมายแก่สินทรัพย์ดิจิทัลและโทเคนไนซ์เป็นครั้งแรกและเสนอสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เช่น อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำเพียง 10% เป็นเวลา 15 ปี สำหรับธุรกิจเทคโนโลยี นับเป็นก้าวสำคัญในการทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีกรอบกฎหมายชัดเจนที่สุดในอาเซียน
ไทย : Adoption สูง แต่ยังขาดทิศทางเชิงรุก
ไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลกในด้าน Crypto Adoption โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย แม้จะยุติการใช้คริปโตชำระค่าสินค้าและบริการตั้งแต่ปี 2565 แต่ยังเปิดให้ถือและเทรดได้ตามกฎหมาย ก.ล.ต. และธปท. มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เช่น การบล็อกแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้รับอนุญาต และกำหนดเกณฑ์ใหม่ให้ Exchange ในไทยสามารถลิสต์โทเคนของตัวเองได้ หากเป็น Utility Token ที่มีประโยชน์ต่อบล็อกเชนของตน นอกจากนี้ รัฐบาลยังยกเว้นภาษีกำไรจากการขายคริปโตผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตเป็นเวลา 5 ปี (2568–2572) และมีแผนออก G-Token เพื่อเชื่อมโยงตลาดทุนกับโลกดิจิทัล
ไทยควรเดินเกมอย่างไร?
1. Regulation with Innovation
ควรมี Sandbox สำหรับ DeFi และ Stablecoin รวมถึงสนับสนุนโทเคนที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง
ซึ่งอาจใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกันได้
2. สนับสนุน Startup และ Talent
สร้าง Web3 Bootcamp และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาบุคลากรสายเทคโนโลยีเชิงลึก
3. เพิ่มความรู้สู่สาธารณะ
เร่งแคมเปญให้ความรู้เรื่องการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วไป
4. ใช้คริปโตในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
รัฐบาลควรเร่งพิจารณาให้ต่างชาติจ่ายผ่านคริปโตที่แปลงเป็นบาททันที เช่น ผ่าน Tourist Wallet หรือ Phuket Crypto Sandbox
5. เปิดรับ Use Case ระหว่างประเทศ
ควรเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติใช้ Stablecoin ผ่าน wallet ที่ได้รับอนุญาตโดยไม่กระทบกับระบบการเงินภายในประเทศ
อาเซียนกำลังกลายเป็นภูมิภาคศูนย์กลางของคริปโต การแข่งขันระหว่างสิงคโปร์ เวียดนาม และฟิลิปปินส์สะท้อนว่าใครที่มีนโยบายชัดเจน โปร่งใส และเอื้อนวัตกรรม จะเป็นผู้ชนะในระยะยาวสำหรับไทย จุดแข็งคือ Adoption สูงและ Exchange ที่ได้ใบอนุญาต แต่การก้าวไปเป็นผู้นำต้องอาศัย “วิสัยทัศน์เชิงรุก” และการจับมือกับภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐอย่างมียุทธศาสตร์ หากประเทศไทยขยับให้ไวพอก็มีโอกาสเป็นศูนย์กลางคริปโตของอาเซียนได้ไม่แพ้ใคร
ดร.กร พูนศิริวงศ์
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี