วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569
“โมเมนตัมเชิงบวกน้อยลง”
บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินแนวโน้มธุรกิจโรงพยาบาลใน 1Q69 และพัฒนาการระยะยาว โมเมนตัมเชิงบวกน้อยลงจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
โรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยตะวันออกกลางจะได้รับผลจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
สำหรับกลุ่มโรงพยาบาล เรามองว่าสงครามดังกล่าวจะส่งผล sentiment เชิงลบจากการพึ่งพารายได้จากผู้ป่วย ME ในบริษัทต่างๆ ( บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์(BH), บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ(BDMS), บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล(BCH) และบมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ) ตามข้อมูลปี 2568 เราคาดว่า BH จะได้รับผลกระทบมากที่สุดในกลุ่มฯ เพราะมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วย ME สูงราว 27% ของรายได้รวม ซึ่งสูงที่สุดใน peers
“ปีทอง” แห่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism)
ตามข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ล่าสุดระบุว่า นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 107,662 บาท ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปมากกว่า 100% นอกจากนี้การผ่อนคลายกฎระเบียบวีซ่าและแผน “Medical Hub 10 ปี” ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยระยะไกล (จากตะวันออกกลางและยุโรป) สามารถเข้ารับการรักษาระยะยาวได้ง่ายขึ้น
การปฏิวัติด้านสุขภาวะ (Wellness)
ระบบการดูแลสุขภาพ (healthcare) ในประเทศไทยกำลังขยายออกนอกกรอบโรงพยาบาล ขณะที่ 1Q69 มีการเปิดเผยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) โดยยกระดับสู่การแพทย์เชิงป้องกัน (preventive medicine) และโปรแกรมด้านการมีอายุยืนยาวขึ้น (longevity) อย่างไรก็ดีคาดว่าประชากรไทยราว 21% จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุภายในปี 2573 ส่งผลให้ปี 2569 มีการลงทุนสูงในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเทคโนโลยี “Smart Living”
คาดกำไร 1Q69F ของโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะเติบโต YoY
ในเบื้องต้น เราคาดว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่เราวิเคราะห์อยู่จะมีกำไร 1Q69F เติบโต YoY หนุนจากจำนวนผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติฟื้นตัวดีต่อเนื่องในการเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่ต้นปี 2569 นี้
เทรดที่ PE Bands กรอบล่าง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่ม healthcare ซื้อขายที่ valuation ต่ำหลังผ่านสถานการณ์ COVID-19 ในปี 2566 จากที่ตลาดหวังว่ากำไรจะเติบโตต่ำตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป ทั้งนี้หุ้นกลุ่ม healthcare เคยได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างมากจาก COVID-19 ในช่วงปี 2563-2566 ทำให้มีรายได้และกำไรสูงผิดปกติ หลังจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่โอกาสที่กำไรจะกลับไปทำสถิติสูงสุดเดิมมีค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ดี เรามองว่า ณ ราคาหุ้นในกลุ่ม healthcare ปัจจุบันยังไม่แพงพิจารณาจากการซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PE ในอดีตที่ -1 ถึง -2 S.D. (Figure 10)
Valuation & Action
เราคาดว่ากำไรปี 2569F รวมของกลุ่มฯจะเติบโตราว 4.6% YoY โดยที่เรายังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่ม healthcare “มากกว่าตลาด” โดยในเบื้องต้น เราคาดกำไร 1Q69F ของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะเติบโต YoY หลักๆมาจาก i) ฐาน 1Q68 ต่ำ ii) ปริมาณผู้ป่วยเพิ่มขึ้น iii) ผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนมีมากขึ้น iv) ไม่มีผลกระทบจากค่ารักษาเฉพาะทาง (RW>2) ทั้งนี้เรายังคงชื่นชอบ BCH และ BDMS โดยคาดว่ากำไรของ BCH จะเติบโตแข็งแกร่งตั้งแต่ปี 2569F เป็นต้นไป ส่วน BDMS เป็นโรงพยาบาลที่มีแพลตฟอร์มแข็งแกร่งและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีผ่านแบรนด์ที่หลากหลาย ปัจจุบันเราเลือกทั้ง BCH และ BDMS เป็นหุ้นเด่นสุดในกลุ่มนี้ โดยประเมินราคาเป้าหมาย DCF ที่ 14.00 บาท และ 23.00 บาท ตามลำดับ
ที่มา..บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี