วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569
หลังจากมีการลงนามหยุดยิงระหว่างไทยกับเขมรเมื่อเที่ยงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นั่งดูและอ่านความคิดเห็นของคนไทยจากการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวหลัก, สื่อออนไลน์ และการโพสต์เองในบัญชีสื่อออนไลน์ส่วนตัว พอประเมินได้ว่า คนไทยเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายแดน 7 จังหวัด อยากให้สร้างรั้วกำแพงกั้นระหว่างพรมแดนไทยและกัมพูชาทันที
นั่นคือความต้องการอย่างแรกสุดของคนไทยที่สามารถสัมผัสรับรู้ได้ บางทีความต้องการนี้แยกย่อยที่มาได้ 2 ประการ คือ ต้องการความสงบสุขของชีวิตแบบถาวร และเขมรไม่ใช่เพื่อนบ้านที่จำเป็นต้องคบหา
อีกทางหนึ่ง คนไทยในปริมาณเท่าๆ กัน เชื่อว่าจะเกิดการรบใหญ่ครั้งที่ 3 ค่อนข้างแน่ ไม่ใช่แค่คำที่พูดกันติดปากว่า “เขมรไว้ใจไม่ได้” เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และเสมอมา
ยิ่งกว่านั้น แม้จะสูญเสียมากมายเท่าไหร่ ผู้นำเขมรก็ไม่สนใจ ขณะที่ทางการไทยดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเหมาะสม รัฐบาลเขมรทิ้งซากศพทหารของตนอย่างไร้ค่า ปล่อยให้เน่าเหม็น เป็นอาหารของแร้งกาและสรรพสัตว์ ไม่มีการเก็บศพของคนที่พลีชีวิตเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนอย่างสมเกียรติ
เท่านี้ก็บอกชัดว่า ภายใต้การปกครองของตระกูลฮุน ชีวิตและเลือดเนื้อของใครก็ไม่สำคัญเท่าอำนาจของตน และในทางกลับกัน พร้อมจะส่งคนเขมรไปตายแนวหน้าตราบที่ยังอยู่ในอำนาจ
หลังหยุดยิง แม้มีการกำหนดเงื่อนไขที่ 2 ฝ่ายต้องปฏิบัติตามมากมายหลายข้อ แต่เขมรก็ยังเหมือนเดิม การคาดหวังให้เขมรทำตามข้อตกลงหรือสัญญาใดๆ เหมือนคาดหวังว่าจะได้เห็นงาช้างงอกออกมาจากปากหมา
เพราะผ่านการหยุดยิงไปเพียง 1 สัปดาห์ เขมรยังเคลื่อนไหวไม่อยู่นิ่ง เหมือนภาพซ้ำจากการหยุดยิงครั้งแรก ตั้งแต่การเร่งซ่อมแซมถนนเก่าและสร้างถนนใหม่, การขนส่งเคลื่อนย้ายกำลังคนและอาวุธอย่างคึกคัก, การส่งโดรนขึ้นบินริมชายแดนทุกวัน, การลาดตระเวนเพื่อยั่วยุใกล้แนวหน้า และการทำสงครามข่าวสารในทางสากล ซึ่งดูเหมือนว่าไทยจะเป็นรองเขมรมาตลอด
สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้จากการสู้รบ 2 ครั้งที่ผ่านมา คือ ไม่มีประเทศใดอยู่ข้างประเทศไทยเลย แม้ว่าไทยจะช่วยปราบสแกมเมอร์ที่เป็นภัยต่อโลกโดยรวม ความสำคัญและบุญคุณของไทยไม่มีอยู่จริงในโลกตะวันตก
แม้ไทยจะแสดงหลักฐานที่พิสูจน์ทราบได้มากมายว่า เขมรละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ที่มีเป้าหมายเพื่อยุติการใช้, การผลิต, การสะสม และการโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งบังคับให้ประเทศภาคีต้องทำลายทุ่นระเบิดที่ตนมีอยู่ เพื่อปกป้องพลเรือนจากอาวุธร้ายแรงที่สร้างผลกระทบต่อเนื่อง แม้สงครามจะจบลงแล้วก็ตาม
ผลลัพธ์ก็คือ เงียบกริ๊บ! ไม่มีบทลงโทษ ไม่มีการประณามเขมร ราวกับตัวแทนของประเทศอนุสัญญาออตตาวาเป็นเจว็ดในศาลพระภูมิ นั่งโง่ๆ และเงียบๆ ไป
ประเทศมหาอำนาจที่พยายามแสดงบทบาทเป็นผู้ประสานงานเพื่อสันติภาพ ขณะเดียวกัน ก็ขายอาวุธให้เขมรอยู่โครมๆ ไม่นับที่ช่วยเหลือด้านอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ยังมีสื่อใหญ่ระดับโลกที่เสนอข่าวในทางที่เป็นลบกับประเทศไทย คงไม่ใช่แค่เชื่อข่าวโกหกที่ปล่อยทุกวันจากรัฐบาลเขมร แต่อาจจะมีการรับข้อมูล (และรับตังค์) จากบริษัทล็อบบี้ยิสต์อเมริกันที่รัฐบาลเขมรว่าจ้างไว้ พร้อมจะเสนอข่าวสารที่บิดเบือนประวัติศาสตร์การรุกรานของเขมรที่มีต่อประเทศไทย และทำให้เขมรกลายเป็นเหยื่อที่น่าสงสารในสายตาประชาคมโลก
จึงไม่แปลกอะไรที่คนไทยส่วนมากจะอยากให้การสู้รบที่ผ่านมา ดำเนินต่อจนกระทั่งเขมรสิ้นสภาพต่อสู้จริงๆ ซึ่งไม่ใช่ความคลั่งชาติอย่างที่คนไทยสันดานเสียพวกหนึ่งพยายามชี้นิ้วประณามคนอื่น แต่เกิดจากความต้องการความสงบสุขที่ยั่งยืน และไทยคงต้องสู้อย่างโดดเดี่ยวในเวทีนานาชาติ
ดังนั้น เราต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญสำหรับประเทศของเรา โดยไม่ต้องแคร์ความเห็นของต่างประเทศบ้าง
เมื่อคนไทยส่วนใหญ่คาดหมายว่า จะต้องมีการเปิดศึกครั้งที่ 3 แน่ๆ และเชื่อว่า ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็คงประเมินไม่ต่างกันมากนัก คำถามคือ“การสู้รบครั้งใหม่จะเริ่มเมื่อไร?”
คำตอบแรกที่ตามมาเลยคือ “เมื่อเขมรคิดว่าตัวเองพร้อมเต็มที่แล้ว” นั่นหมายถึงการได้อาวุธใหม่ๆมาเพิ่มเติมส่วนที่เสียหายไป ไม่ว่าจะได้มาจากชาติมหาอำนาจ ทั้งการซื้อขาย, แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์บางด้าน และได้มาฟรีๆ หรือได้มาจากการซื้อหาในตลาดมืดโดยเงินของพวกสแกมเมอร์ และความพร้อมอีกอย่างมาจากการเกณฑ์ทหารรุ่นใหม่ได้มากพอ เอามาฝึกแบบเร่งรัดเพื่อส่งลงสู่สนามรบ
คำตอบอย่างที่ 2 คือ “รอดูผลการเลือกตั้งใหญ่ในประเทศไทย”
ถ้านายกรัฐมนตรีไทยยังเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล เจ้าเก่าหน้าเดิม การปะทะรอบใหม่ก็เกิดจะเร็วขึ้น เพราะ อนุทิน แสดงความเข้มแข็งให้เห็นแล้วว่า “กูไม่ยอมมึง”และยังมีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ คอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
แต่ถ้าเป็นพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล เป็นไปได้ว่าจะไม่มีการรบพุ่งกันอีก เพราะผลประโยชน์ผูกพันระหว่างลุงและพ่อของหลาน คงทำให้ทุกอย่างเคลียร์กันได้ แต่ที่จะเสียหายหนักคือประเทศชาติและประชาชนไทย เสียทั้งแผ่นดิน และเสียทั้งทรัพยากร
หรือหากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล ฮุนเซน ก็คงจะลูบปากแล้วบอกว่า “หวานเจี๊ยบ”
ทิวา สาระจูฑะ

ระทึก! ไฟไหม้รถกระบะบนโทลเวย์ 3 ชีวิตหนีตาย
เข้ามะกันไม่ง่าย! เช็กด่วน 38 ชาติวางหลักประกันสูงครึ่งล้าน ยื่นขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ
อนุทิน สุดชิล เดินตลาดศรีย่าน แวะทักทายพ่อค้าแม่ค้า ซื้อของกินก่อนเข้าทำเนียบฯ
เรืองไกร ร้อง กกต อ เจษฎ์ ชัยวุฒิ เต้นหาเสียง ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่
ธนาธร อ้อน ชาวศรีสะเกษ-สุรินทร์ เลือกตั้งเพื่อการเปลี่ยนแปลง กาพรรคประชาชน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี