วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
หลังจากมีการลงนามหยุดยิงระหว่างไทยกับเขมรเมื่อเที่ยงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นั่งดูและอ่านความคิดเห็นของคนไทยจากการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวหลัก, สื่อออนไลน์ และการโพสต์เองในบัญชีสื่อออนไลน์ส่วนตัว พอประเมินได้ว่า คนไทยเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายแดน 7 จังหวัด อยากให้สร้างรั้วกำแพงกั้นระหว่างพรมแดนไทยและกัมพูชาทันที
นั่นคือความต้องการอย่างแรกสุดของคนไทยที่สามารถสัมผัสรับรู้ได้ บางทีความต้องการนี้แยกย่อยที่มาได้ 2 ประการ คือ ต้องการความสงบสุขของชีวิตแบบถาวร และเขมรไม่ใช่เพื่อนบ้านที่จำเป็นต้องคบหา
อีกทางหนึ่ง คนไทยในปริมาณเท่าๆ กัน เชื่อว่าจะเกิดการรบใหญ่ครั้งที่ 3 ค่อนข้างแน่ ไม่ใช่แค่คำที่พูดกันติดปากว่า “เขมรไว้ใจไม่ได้” เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และเสมอมา
ยิ่งกว่านั้น แม้จะสูญเสียมากมายเท่าไหร่ ผู้นำเขมรก็ไม่สนใจ ขณะที่ทางการไทยดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเหมาะสม รัฐบาลเขมรทิ้งซากศพทหารของตนอย่างไร้ค่า ปล่อยให้เน่าเหม็น เป็นอาหารของแร้งกาและสรรพสัตว์ ไม่มีการเก็บศพของคนที่พลีชีวิตเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนอย่างสมเกียรติ
เท่านี้ก็บอกชัดว่า ภายใต้การปกครองของตระกูลฮุน ชีวิตและเลือดเนื้อของใครก็ไม่สำคัญเท่าอำนาจของตน และในทางกลับกัน พร้อมจะส่งคนเขมรไปตายแนวหน้าตราบที่ยังอยู่ในอำนาจ
หลังหยุดยิง แม้มีการกำหนดเงื่อนไขที่ 2 ฝ่ายต้องปฏิบัติตามมากมายหลายข้อ แต่เขมรก็ยังเหมือนเดิม การคาดหวังให้เขมรทำตามข้อตกลงหรือสัญญาใดๆ เหมือนคาดหวังว่าจะได้เห็นงาช้างงอกออกมาจากปากหมา
เพราะผ่านการหยุดยิงไปเพียง 1 สัปดาห์ เขมรยังเคลื่อนไหวไม่อยู่นิ่ง เหมือนภาพซ้ำจากการหยุดยิงครั้งแรก ตั้งแต่การเร่งซ่อมแซมถนนเก่าและสร้างถนนใหม่, การขนส่งเคลื่อนย้ายกำลังคนและอาวุธอย่างคึกคัก, การส่งโดรนขึ้นบินริมชายแดนทุกวัน, การลาดตระเวนเพื่อยั่วยุใกล้แนวหน้า และการทำสงครามข่าวสารในทางสากล ซึ่งดูเหมือนว่าไทยจะเป็นรองเขมรมาตลอด
สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้จากการสู้รบ 2 ครั้งที่ผ่านมา คือ ไม่มีประเทศใดอยู่ข้างประเทศไทยเลย แม้ว่าไทยจะช่วยปราบสแกมเมอร์ที่เป็นภัยต่อโลกโดยรวม ความสำคัญและบุญคุณของไทยไม่มีอยู่จริงในโลกตะวันตก
แม้ไทยจะแสดงหลักฐานที่พิสูจน์ทราบได้มากมายว่า เขมรละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ที่มีเป้าหมายเพื่อยุติการใช้, การผลิต, การสะสม และการโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งบังคับให้ประเทศภาคีต้องทำลายทุ่นระเบิดที่ตนมีอยู่ เพื่อปกป้องพลเรือนจากอาวุธร้ายแรงที่สร้างผลกระทบต่อเนื่อง แม้สงครามจะจบลงแล้วก็ตาม
ผลลัพธ์ก็คือ เงียบกริ๊บ! ไม่มีบทลงโทษ ไม่มีการประณามเขมร ราวกับตัวแทนของประเทศอนุสัญญาออตตาวาเป็นเจว็ดในศาลพระภูมิ นั่งโง่ๆ และเงียบๆ ไป
ประเทศมหาอำนาจที่พยายามแสดงบทบาทเป็นผู้ประสานงานเพื่อสันติภาพ ขณะเดียวกัน ก็ขายอาวุธให้เขมรอยู่โครมๆ ไม่นับที่ช่วยเหลือด้านอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ยังมีสื่อใหญ่ระดับโลกที่เสนอข่าวในทางที่เป็นลบกับประเทศไทย คงไม่ใช่แค่เชื่อข่าวโกหกที่ปล่อยทุกวันจากรัฐบาลเขมร แต่อาจจะมีการรับข้อมูล (และรับตังค์) จากบริษัทล็อบบี้ยิสต์อเมริกันที่รัฐบาลเขมรว่าจ้างไว้ พร้อมจะเสนอข่าวสารที่บิดเบือนประวัติศาสตร์การรุกรานของเขมรที่มีต่อประเทศไทย และทำให้เขมรกลายเป็นเหยื่อที่น่าสงสารในสายตาประชาคมโลก
จึงไม่แปลกอะไรที่คนไทยส่วนมากจะอยากให้การสู้รบที่ผ่านมา ดำเนินต่อจนกระทั่งเขมรสิ้นสภาพต่อสู้จริงๆ ซึ่งไม่ใช่ความคลั่งชาติอย่างที่คนไทยสันดานเสียพวกหนึ่งพยายามชี้นิ้วประณามคนอื่น แต่เกิดจากความต้องการความสงบสุขที่ยั่งยืน และไทยคงต้องสู้อย่างโดดเดี่ยวในเวทีนานาชาติ
ดังนั้น เราต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญสำหรับประเทศของเรา โดยไม่ต้องแคร์ความเห็นของต่างประเทศบ้าง
เมื่อคนไทยส่วนใหญ่คาดหมายว่า จะต้องมีการเปิดศึกครั้งที่ 3 แน่ๆ และเชื่อว่า ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็คงประเมินไม่ต่างกันมากนัก คำถามคือ“การสู้รบครั้งใหม่จะเริ่มเมื่อไร?”
คำตอบแรกที่ตามมาเลยคือ “เมื่อเขมรคิดว่าตัวเองพร้อมเต็มที่แล้ว” นั่นหมายถึงการได้อาวุธใหม่ๆมาเพิ่มเติมส่วนที่เสียหายไป ไม่ว่าจะได้มาจากชาติมหาอำนาจ ทั้งการซื้อขาย, แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์บางด้าน และได้มาฟรีๆ หรือได้มาจากการซื้อหาในตลาดมืดโดยเงินของพวกสแกมเมอร์ และความพร้อมอีกอย่างมาจากการเกณฑ์ทหารรุ่นใหม่ได้มากพอ เอามาฝึกแบบเร่งรัดเพื่อส่งลงสู่สนามรบ
คำตอบอย่างที่ 2 คือ “รอดูผลการเลือกตั้งใหญ่ในประเทศไทย”
ถ้านายกรัฐมนตรีไทยยังเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล เจ้าเก่าหน้าเดิม การปะทะรอบใหม่ก็เกิดจะเร็วขึ้น เพราะ อนุทิน แสดงความเข้มแข็งให้เห็นแล้วว่า “กูไม่ยอมมึง”และยังมีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ คอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
แต่ถ้าเป็นพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล เป็นไปได้ว่าจะไม่มีการรบพุ่งกันอีก เพราะผลประโยชน์ผูกพันระหว่างลุงและพ่อของหลาน คงทำให้ทุกอย่างเคลียร์กันได้ แต่ที่จะเสียหายหนักคือประเทศชาติและประชาชนไทย เสียทั้งแผ่นดิน และเสียทั้งทรัพยากร
หรือหากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล ฮุนเซน ก็คงจะลูบปากแล้วบอกว่า “หวานเจี๊ยบ”
ทิวา สาระจูฑะ

โลกจับตาสองมหาอำนาจ ทรัมป์ เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ คาดถก สี จิ้นผิง ยืดเวลาสงบศึกการค้า
อนุทิน ขอบคุณคนเมืองเพชร เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด สัญญาจะนำความผาสุข อยู่ดีกินดี มามอบให้
อนุทิน สวมชุดไทยนุ่งโจงกระเบน นั่งรถโบราณ เปิดงาน ‘พระนครคีรี-เมืองเพชร’ ใบ้หวยงวดนี้ 37
'หมอวรงค์'ย้ำจุดยืน!!! ลั่น รอ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ก่อนตัดสินใจทางการเมือง
ธรรมนัส ใส่เสื้อสีส้ม-ดำ พาครอบครัวเล่นหิมะ ดูแสงเหนือ ท่ามกลางข่าว ‘ภท.’ตั้งรัฐบาลไม่มี‘กธ.’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี