วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ลัทธิการเมือง คือชุดความคิด อุดมการณ์ หรือความเชื่อที่เป็นแนวทางในการบริหารประเทศและการจัดระเบียบสังคม ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มอุดมการณ์หลักๆ ดังนี้
ลัทธิประชาธิปไตย (Democracy) ลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) ลัทธิสังคมนิยม(Socialism) ลัทธิคอมมิวนิสต์ (Communism)ลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ลัทธิเผด็จการ (Authoritarianism / Totalitarianism)
ทั้งหมดนี้กล่าวอย่างวิชาการ แต่ในการปกครองจริง-ชีวิตจริงก็ไม่ได้เป็นตามตำราแต่อย่างใด มันเป็นไปตาม “ตัณหาของผู้มีอำนาจ” มากกว่า เราจึงเห็นได้ว่า “ประชาธิปไตยแต่ละประเทศนั้นมีหลายแบบ สังคมนิยม - คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการก็เช่นกัน
ลัทธิพวกนี้แบ่งตามความเห็นของพวกชาติตะวันตก ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจ มันจึงส่งผลให้คนชาติอื่นๆ เชื่อตาม ทั้งที่ยังมีลัทธิอื่น อีกมากที่พวกชาติตะวันตกไม่รู้จัก
เมื่อเชื่อตามชาติตะวันตก คนในชาติก็ไม่รู้จักลัทธิในประเทศของตนไปด้วย อย่างในอินเดียสมัยพุทธกาลก็มีลัทธิ “สามัคคีธรรม” ในประเทศไทยก็มีลัทธิ “ทศพิธราชธรรม”อันเป็นธรรมของผู้ปกครองทุกระดับตั้งแต่หัวหน้าครอบครัว หัวหน้าหน่วยงานจนถึงพระมหากษัตริย์
ทุกลัทธิที่กล่าวมานั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในประเทศไทยนำลัทธิประชาธิปไตยมาใช้ก็ล้มเหลว – ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อปี 2475 จนถึงวันนี้ แต่กระนั้นเราก็ยังตะแบงใช้กันต่อไป ทั้งที่มันนำปัญหาสารพันมาให้ชาติบ้านเมือง
ระบอบประชาธิปไตยถูกละเลยองค์ประกอบและมาตรการที่สำคัญอื่นๆ ที่จะทำให้ได้คนดีมีคุณภาพเป็นนักการเมืองจนหมด เหลือเพียง “ระบบเลือกตั้ง” เท่านั้น
ระบบนี้เปิดโอกาสให้คนร้อยพ่อพันแม่ เป็นโจร เป็นอันธพาล เป็นนักค้าของเถื่อน พวกตั้งใจเข้าไปโกง นายบ่อน เป็นพวกกเฬวรากและอีกสารพัด ได้เป็นนักการเมือง
ระบอบประชาธิปไตยนั้นถึงทางตันมาตั้งแต่ยุคคณะราษฎร์แล้ว มันไม่สามารถสร้างพลเมืองให้มี “สำนึกประชาธิปไตย” อย่างอุดมการณ์ของลัทธิได้ ซ้ำกลับทำลายพลเมืองให้เป็นแค่ “ผู้แบมือ” รอนโยบายประชานิยม
พลเมืองได้เศษเนื้อเศษกระดูกจากนักการเมือง แต่นักการเมืองกินเนื้ออย่างตะกรุมตะกรามไม่รู้จักอิ่ม
ล้วนเป็นเงินภาษีและรายได้ของรัฐทั้งนั้น
เมื่อระบอบประชาธิปไตยกำลังทำลายบ้านเมือง ทำลายคุณภาพของมนุษย์ ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและสังคม จึงมีผู้เสนอ “ลัทธิ” ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมไทย ทั้งยังช่วย “ยกระดับความเป็นมนุษย์และสังคม” ด้วย
เพราะ - ในสังคมไทยนั้นเกิดความแตกแยกมานับแต่มีการปล้นชิงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในปี 2475 แล้ว แม้คณะราษฎรจะเรียกระบอบใหม่ที่ตนสถาปนาขึ้นว่า “ระบอบประชาธิปไตย” แต่ไส้ในของระบอบนี้ก็คือ “ลัทธิสังคมนิยม”
ลัทธิสังคมนิยมนี้เป็นคู่ปรปักษ์กับลัทธิหรือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเรื่อยมา แม้กระทั่งถึงวันนี้ ดังเห็นได้จากพรรคส้มประกาศ “สืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร” และมีม็อบในยุคพรรคอนาคตใหม่ที่ชื่อ “คณะราษฎร 2563”
ลัทธิสังคมนิยมตามลัทธิของ คาร์ลมาร์กซ์ นั้น ต้องโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะถือว่าเป็น “เป็นยอดสุดของชนชั้นผู้กดขี่” จึงอยู่ร่วมกันไม่ได้ ผสานกันก็ไม่ได้ พวกนิยมลัทธินี้ก็เชื่อตามกันอย่างหน้ามืดตามัว จนมองไม่เห็นความจริงในแต่ละสังคมว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้”
อย่างลัทธิประชาธิปไตยทั่วโลกนั้นจะมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่ก็ได้ มาเลเซียยิ่งแตกต่าง เพราะมีการปกครองด้วยลัทธิประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่อยู่ในรูปแบบสหพันธรัฐ โดยประมุขแห่งรัฐมาจากการเลือกตั้ง และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันดำรงตำแหน่งคราวละ5 ปี จากสุลต่านผู้ปกครอง 9 รัฐ แม้ประเทศที่ใช้ลัทธิเผด็จการก็มีกษัตริย์และไม่มี
แล้วทำไมลัทธิสังคมนิยมจะมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่ได้?
เหตุที่มันมีไม่ได้เพราะ 1. เราเชื่อการจัดประเภทลัทธิของพวกชาติตะวันตก 2.พวกมาร์กซิสต์ก็เชื่อมาร์กซ์จนฝังหัวและเกลียดชังกษัตริย์ตามลัทธิ
ทั้งหมดเป็นความมืดบอด จนมองไม่เห็นความเป็นจริงในสังคมไทยและคนไทยว่าเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งอะไรบ้างที่จะ “จัดการ” ให้เป็น “ปัญญา” สำหรับบริหารบ้านเมือง
ท่านพุทธทาสภิกขุนั้นเห็นมานานแล้ว จึงเสนอลัทธิหรือระบอบเศรษฐกิจการเมืองที่ท่านเรียกว่า “ธัมมิกสังคมนิยม”
ครั้งหน้าผมจะเล่าครับว่าเป็นอย่างไร
วิมล ไทรนิ่มนวล

กรวีร์ ออกโรงลั่น ภท. ไม่มี ศ. มีแต่ อ.อนุทิน จวกกลับพวกหวังสร้างแรงกระเพื่อมการเมือง
นพดล เสนอ 5 ไอเดีย ปฏิรูปด่านตำรวจ ชี้ด่านที่ดี คือด่านที่อาชญากรกลัว แต่ปชช.รู้สึกอุ่นใจ
ทภ.2 ยันเหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง
ข่าวเท็จ!! ทบ.แจงปม เขมร กุข่าว ทหารไทยขว้างบอมบ์ชายแดนสุรินทร์ คาดเหยียบกับระเบิดตัวเอง!!
อ่านแล้วยิ้มตาม บี พุทธิพงษ์ ย้อนคำสัญญาเมื่อ 27 ปีถึง นุสบา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี