วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ผ่านไปแล้ว 9 ปีที่พรรคส้มถือกำเนิด แต่คนไทย “ส่วนมาก” ยังไม่รู้ว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปัจจุบัน คือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ไปเป็นระบอบการปกครองอื่นที่ไม่มี “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
หรือเปลี่ยนประเทศจาก “ราชอาณาจักร” (มีสถาบันพระมหากษัตริย์) ไปเป็นสาธารณรัฐ (ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยคณะราษฎร
เมื่อปี 2475 ที่พยายามอยู่ถึง 25 ปีแต่ล้มเหลว
ครั้งนี้นำโดย “ขบวนการส้ม” โดยมีพรรคส้มเป็นศูนย์กลางในการต่อสู้ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของคณะราษฎร พวกเขาต่อสู้แบบคู่ขนานในสภากับนอกสภา (ในโลกออนไลน์+โลกจริง)
ในสภาพวกเขามุ่งมั่นจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว เพื่อจะได้เสนอกฎหมายและผ่านมันเพื่อจะลิดรอนพระราชอำนาจและเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ง่ายขึ้น
ส่วนนอกสภาทั้งในโลกออนไลน์และโลกจริง พวกเขาปลุกระดมประชาชนให้เกลียดชังพระมหากษัตริย์ ด้วยการปั้นเรื่องเท็จและใส่ร้าย พร้อมกันนั้นก็โจมตีพรรคอื่นที่ไม่คิดอย่างพวกตน และโยงปัญหาของบ้านเมืองและของพวกเขาเองเข้ากับพระมหากษัตริย์ว่าอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็ได้ผลดี มีลิ่วล้อกับพวกกเฬวรากขานรับโจมตีและแซะเจ้าไม่หยุด
อีกวิธีหนี่งก็ใช้นโยบายประชานิยมหรือการแจกเป็นเหยื่อล่อ โดยเฉพาะนโยบายรัฐสวัสดิการที่เป็นจริงไม่ได้ ซึ่งในสมัยพรรคอนาคตใหม่ กับพรรคก้าวไกลนั้นได้ผลดีมาก ทุกวันนี้ก็ยัง
ได้ผล เพียงแต่มีคนรู้ทันพวกเขามากขึ้นจึงเลือกพรรคอื่น
สรุปก็คือ พวกเขาใช้นโยบายแจกเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้ได้สส.มากที่สุดไปล้มเจ้าในสภา
มีคำถามว่าเมื่อพวกเขาล้มเจ้าหรือลิดรอนพระราชอำนาจได้แล้ว พวกเขาจะใช้ระบอบอะไร?
ตอนเริ่มตั้งพรรคส้ม ธนาธรและแม่ของเขาให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากเป็น “สี จิ้นผิง เมืองไทย”
สี จิ้นผิง หรือจีนนั้นปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ที่ “แปรรูป” โดยเติ้ง เสี่ยวผิง แล้ว เพราะถ้ายังคงดำเนินนโยบายแบบเหมา เจ๋อตุง ประชาชนจะอดตายมากขึ้นทุกวัน ความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจในชนชั้นผู้นำก็สูงขึ้น นโยบายของเหมานั้นตายตั้งแต่ตอนปฏิวัติสำเร็จแล้ว
เติ้ง เสี่ยวผิง แปรรูปแล้วผลเป็นอย่างไรก็ดูจีนในปัจจุบัน คือ ด้านการปกครองนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวบริหารประเทศ ซึ่งก็มีประชาชนไม่ได้เป็นสมาชิกจำนวนมหาศาล เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรนัก ส่วนใครเป็นสมาชิกพรรคก็มีสิทธิ์มีเสียงและมีสิทธิ์ไต่บันไดแห่งอำนาจ อาจไต่ได้สูงจนได้เป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์ หรือเลขาธิการพรรค หรือประธานาธิบดี
ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจนั้นใช้ระบบทุนนิยมหรือตลาดเสรีทำงาน ให้ประชาชนทำมาหากินเหมือนประเทศเสรีอื่นๆ แต่มีพรรคคอมมิวนิสต์คุม “พลังทุนและพลังบุคคล” ไม่ให้มีอำนาจบารมีเกินพรรคฯ ถ้ามีก็ทำให้หยุดเติบโต
กล่าวอีกอย่างก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์ใช้ระบบทุนนิยมหรือตลาดเสรีโดยเอกชนเป็นมือเท้าทำมาหากินให้แก่รัฐและสร้างรัฐแทนระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์
เมื่อ ธนาธร อยากเป็นอย่าง สี จิ้นผิง ก็หมายความว่าประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และมีระบบทุนนิยมหรือตลาดเสรีเป็นเครื่องมือทำมาหากินเช่นกัน
แต่ “ตัณหาของอำนาจ” นั้นรับประกันความคิดอะไรไม่ได้ จึงต้องดูต่อไปว่าพรรคส้มจะทำสำเร็จหรือไม่ ถ้าสำเร็จแล้วจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ขบวนการส้มมีกำลังใจมากขึ้น หลังจากแผ่วมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์สูญเสียรัชทายาทที่เป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งไป
คำถามสำคัญคือ ทำไมพรรคส้มจึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วนับแต่ตั้งพรรค?
คำตอบก็คือ พรรคส้มมี “อุดมการณ์ลัทธิมาร์กซ์หรือคอมมิวนิสต์” เป็นหลัก เป็นเป้าหมาย และรู้จักกันทั่วโลกมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว ลัทธินี้มีทั้งงานวิจัย ทฤษฎีหรือปรัชญา มียุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่สั่งสมกันมานาน และมีการพัฒนาให้เข้ากับแต่ละประเทศ จนแตกเป็นทฤษฎีสาขาเช่น เลนินนิสต์ เหมานิสต์
แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมไม่มีอะไรแบบนั้นเลย มีแต่คำว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นอุดมการณ์ที่กว้างมากจนเหมือนเป็นคำขวัญ ไม่มีปรัชญาหรือทฤษฎีอะไรเป็น “องค์ความรู้”คนรุ่นใหม่จึงไม่มีความรู้สึกร่วม ไม่รับรู้ความหมาย ไม่เห็นคุณค่า ซ้ำกลับมองว่าล้าหลัง ถ่วงความเจริญของประเทศ
ดังนั้น ฝ่ายอนุรักษนิยมจึง “สู้แบบตั้งรับ”ไปตามกระแสรุกของขบวนการส้ม พวกเขาพูดอะไรทำอะไรด่าอะไร ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ตอบได้แค่แบบกว้างๆ หรือด่าตอบ วนซ้ำไม่รู้จบ เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมไม่มี “ปรัชญาหรือทฤษฎี”ที่เป็นองค์ความรู้ให้ยึดมั่นและใช้ตอบโต้และ “รุกเข้าไปในพื้นที่แห่งความคิดความเชื่อของสังคม” ซึ่งเป็นการต่อสู้ยุคใหม่และแบบใหม่
ท่านพุทธทาสภิกขุได้เห็นปัญหานี้ท่านจึงเสนอ “ปรัชญาธัมมิกสังคมนิยม” ตั้งแต่ปีพ.ศ.2519 แล้ว ส่วนผมก็ทำหน้าที่แนะนำอีกทีแม้รู้ดีว่ามีคนอ่านไม่กี่คน แต่มีคนอ่านเพียง 1 คน ผมก็ถือว่าได้ประโยชน์แล้ว
วิมล ไทรนิ่มนวล


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี