วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ไต้หวัน ณ วันนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งคำว่า “พัฒนา” นั้น เมื่อพูดถึงกัน ก็มักจะมุ่งไปที่สถิติตัวเลขต่างๆ นานา เป็นหลัก เช่น รายได้ต่อหัว อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จำนวนวิทยุโทรทัศน์ และมือถือ จำนวนบัตรเครดิต เป็นต้น หรือไม่ก็อ้างอิงปรากฏการณ์ทางกายภาพ สิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น รถใต้ดิน ทางด่วน ทางยกระดับ รถไฟฟ้า ความโออ่าของสนามบิน สถานีรถไฟ รถบัส และตึกรามบ้านช่องใหญ่โตต่างๆ รวมไปถึงความสะอาดสะอ้านของสถานที่สาธารณะต่างๆ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความสำเร็จก้าวหน้าของการพัฒนา หรือการบ่งบอกถึงการเป็นสังคมที่ทันสมัย (Modern Society) ก็คงจะต้องมองไปยังสิ่งที่มิใช่วัตถุด้วย ซึ่งก็คือผู้ที่อยู่ในสังคม และความประพฤติของสมาชิกในสังคมนั้นๆ โดยการที่คนในสังคมนั้นประพฤติอย่างไร ปฏิบัติต่อกันและกันอย่างไร มีความเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของกันและกันระดับไหน ก็จะเป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนา สะท้อนความเป็นศิวิไลซ์ของสังคมนั้นๆ
ครั้งล่าสุดที่ไปเยือนไต้หวัน ผมมีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนไต้หวันและคนไทย รวมทั้งข้าราชการนักการทูตประจำสำนักงานเศรษฐกิจการค้า (เป็นคำที่ใช้แทนคำว่าสถานทูต เพราะโดยนิตินัยแล้ว ไทยเรารับรองรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่แต่เพียงหนึ่งเดียว จึงเรียกสำนักงานที่กรุงไทเป ว่า สถานทูตมิได้) ได้พบเห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า คนส่วนใหญ่ที่นี่ ไม่ค่อยนิยมใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะระบบการขนส่งมวลชนของไต้หวันเขา สะดวก สะอาด ตรงเวลา และราคาย่อมเยา แถมยังมีรถจักรยานสาธารณะให้ใช้อย่างทั่วถึงด้วยค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ด้วยบัตรเติมเงิน
อีกทั้งสวนสาธารณะมากมายให้ไปพักผ่อน และออกกำลังกาย และไม่รังเกียจสัตว์เลี้ยง และที่สำคัญดึกดื่นยังวิ่ง เดิน ออกกำลังกายได้เพราะปลอดภัยในช่วงค่ำคืนดึกดื่น
ไต้หวันไม่มีปัญหาการไม่อนุญาตมิให้มีสัตว์เลี้ยงในอาคารที่พัก หรือในสวนสาธารณะ และการพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นนั้น เจ้าของ
ต้องเก็บผลงาน ซึ่งเขาเขียนไว้ว่า เกิดอาการธรรมชาติ (If Nature Come) เจ้าของก็ต้องตักเก็บทันที (Scoop)
คนกวาดถนนจะขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนไปตามเขตปฏิบัติการของตน ซึ่งทำให้ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยปราศจากกลิ่นและขยะกองพะเนิน ผู้คนแยกขยะ และจะถูกปรับถ้าขยะปนกัน
เมื่อเดินทางไปที่ไหนก็จะเห็นผู้คนทุกคนเข้าคิวอย่างสงบเรียบร้อย แม้จะเข้าไปในร้านอาหารเล็กใหญ่ ก็ไม่มีใครแสดงอาการตะโกนพูดคุยกันอย่างโฉ่งฉ่างชนิดไม่เกรงอกเกรงใจผู้อื่น
เจ็บป่วยโทรศัพท์ไปนัดพบแพทย์ ก็มีพนักงานตอบรับหรือไม่ก็ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือไปได้ ค่าตรวจก็ย่อมเยา รวมทั้งยารักษาโรคด้วย ประชาชนพลเมืองทุกคนมีระบบสวัสดิการ รัฐจ่ายส่วนหนึ่ง พลเมืองจ่ายส่วนหนึ่ง ส่วนคุณภาพการรักษานั้นทั่วถึงทั้งประเทศ ในส่วนที่ทัดเทียมกัน สุขภาพของคนเป็นเรื่องสำคัญ (มีข้อสังเกตอีกว่า ขนมต่างๆ มีรสหวานพอสมควร แต่ไม่หวานสุดๆ)
ผัก ผลไม้ หมูเห็ดเป็ดไก่ต่างๆ ดูมีราคาย่อมเยา ซึ่งหมายถึงสอดคล้องกับรายได้ แม้จะยังไม่ทัดเทียมสิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น (คือต่ำกว่า) แต่อาหารการกินมีราคาย่อมเยากว่ามาก ผู้คนก็ได้บริโภคของดีในราคาที่สู้ได้ ไม่เป็นภาระต่อค่าครองชีพ
แท็กซี่เขาไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่พาวกเวียน ไม่บ่น ก็คงเป็นเรื่องของการจัดระบบและการบริหารจัดการที่ดีและปลอดภัย
ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าระบบต่างๆ ของไต้หวันนั้นอำนวยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนพลเมืองเขานั้น ดูมั่นคง ปลอดภัย และสะดวกสบาย
ในระหว่างการพูดคุยกับข้าราชการไทย และนักเรียนไทย ทุกๆ คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ติดอกติดใจไต้หวัน รู้สึกว่าน่าอยู่เพราะในยามว่างมีอะไรให้ทำมากมาย ทั้งการชื่นชมธรรมชาติ การเรียนรู้หาประสบการณ์ และความสงบสุขจากวัดวาอาราม ประเพณีวัฒนธรรม ศิลปะต่างๆ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ และโรงแสดงต่างๆ
นั่นก็คือการดำรงชีวิตด้วยความรู้สึกว่าสะดวกสบายอย่างพอเพียง และปลอดภัย
นอกจากนั้น ความเขียวขจีของบ้านเมืองก็มีอยู่ทั่วไป ด้วยการรักษาป่า ปลูกป่า รักษาสวนสาธารณะ และที่สำคัญตามถนนหนทาง เช่น ระหว่างสนามบินทั้งตัวเมืองหลวง เราจะไม่พบเห็นป้ายโฆษณาใหญ่โตเกะกะสายตา ของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่
หรือบริษัทข้ามชาติทั้งหลายอย่างที่เห็นในเมืองไทย ที่ต่างคนก็ประกาศโฆษณาตนเองกันด้วยเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) แต่สุดท้ายก็ยังสนับสนุนทัศนะอุจาด ผ่านทางป้ายโฆษณาที่ไร้ระเบียบไม่มีกฎหมายควบคุมเข้มงวด และสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมที่เข้มแข็ง
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐและเจ้าหน้าที่รัฐของเขาถือตนเป็นผู้ตอบสนองรับใช้ประชาชน จึงดำเนินการอย่างซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ขณะที่ประชาชนเองก็รู้ซึ่งสิทธิและหน้าที่ โดยเฉพาะการเคารพและไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นและชุมชน รวมทั้งเอกชนผู้ดำเนินธุรกิจก็มีสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมไต้หวันไปสู่ความเจริญก้าวหน้านั่นเอง
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี