วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
.jpeg)
กิจกรรมช้างงางาม 11 เชือก ถวายบังคม บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2559 ที่ผ่านมา ได้รับการกล่าวถึงมาก ถูกบันทึกภาพ ถ่ายวีดีโอ เผยแพร่อย่างกว้างขวาง
ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่แพร่ภาพออกไปทั่วโลก
1. ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย
พระมหากษัตริย์ไทย กับช้าง มีโบราณราชประเพณีผูกพันกันลึกซึ้ง
เรามี “ช้างต้น” ช้างเผือกคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ช้างที่มาแสดงออกในวันนั้น แม้จะประดับด้วยคชาภรณ์แบบช้างศึก มีท่วงท่าสง่างาม มีการประโคมมโหรี มีการแปรขบวน หมอบกราบได้อย่างน่าชื่นชม
ผิวช้างที่มาแสดงออกสีขาว ก็ด้วยการตบแต่งให้ดูงดงาม คล้ายช้างเผือก
แต่ข้อเท็จจริง คือ ช้างทั้ง 11 เชือกนั้น ไม่ใช่ช้างเผือก ตามตำราคชลักษณ์
และไม่ใช่ “ช้างต้น” ของพระมหากษัตริย์
เป็นช้างที่มาจากอยุธยาแลเพนียด
เป็นกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี จากประชาชนคนไทยผู้เกี่ยวข้อง
มิใช่โบราณราชประเพณีแต่อย่างใด
.jpeg)
2. อย่างไรก็ตาม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระเมตตาและความรักต่อช้างอย่างยิ่ง
ไม่เฉพาะ “ช้างต้น” แต่พระเมตตายังแผ่คลุมไปถึงช้างป่าตามธรรมชาติด้วย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระราชดำรัสว่า
“ช้างป่าเป็นสัตว์ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงรัก ทรงห่วงใย โดยเฉพาะช้างทางกุยบุรีและแก่งกระจาน ทรงห่วงใยมาตลอด ทรงช่วยหาที่อยู่ที่กินให้ช้าง จะได้ไม่รบกวนคน คนกับช้างจะได้มีปัญหากันน้อยที่สุด เช่น ที่กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ช้างมีความสำคัญมาแต่ครั้งประวัติศาสตร์ เคยช่วยรักษาบ้านเมือง กู้บ้านกู้เมือง ดังนั้น ขอให้ช่วยกันดูแลมิให้ช้างถูกฆ่าอย่างทารุณเยี่ยงนี้ เพื่อจะได้ไม่ผิดพระราชประสงค์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระทัย ที่จะให้มีการอนุรักษ์ช้าง ให้เป็นสัตว์คู่แผ่นดินสืบไป”
.jpeg)
3. ย้อนกลับไปช่วงปี 2540 พื้นที่แนวรอบป่ากุยบุรี เกิดปัญหาขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนกับช้างป่า
ช้างป่ากุยบุรีลงมากินสับปะรด ซึ่งชาวบ้านขยายพื้นที่ปลูกกว้างขวาง ป้อนโรงงานอุตสาหกรรม
ปรากฏข่าวครึกโครม ว่า ช้างป่าถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ หลายตัว
บางตัว ถูกเผานั่งยาง
บางตัว ถูกวางเรือใบ
บางตัว ตายเพราะยาพิษ มีใครวางยาพิษในสับปะรด
จากเหตุการณ์ความรุนแรง คนทั่วไปอาจมองเห็นปัญหาความโหดร้ายระหว่างคนกับช้างเท่านั้น
แต่ในหลวงทรงมองลึกไปถึงต้นเหตุของปัญหา และทรงพระราชทานแนวทาง
แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
เหตุแห่งการขาดแคลนอาหารของช้างในป่า
เหตุแห่งการขาดความอุดมสมบูรณ์ของป่า
19 มิถุนายน 2540 ทรงมีพระราชดำริกับแม่ทัพภาคที่ 1 พลโทวินิจ กระจ่างสนธิ์ ให้ดำเนินการตรวจสอบสภาพพื้นที่ เพื่อดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี
ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ดำเนินการ โดยใช้รูปแบบในการฟื้นฟูเช่นเดียวกับโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี และโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี
หลังจากนั้น ยังทรงใส่พระราชหฤทัย ทรงติดตามงาน
จะเห็นว่า พระองค์มิได้ทรงมีพระเมตตาเฉพาะช้างป่า แต่ยังทรงมองเห็นปัญหาของชาวบ้านที่ควรจะต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่
4. ปี 2541 โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
ในหลวงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหาหลายครั้ง เช่น
ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก โดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณ
ให้จัดทำ Check Dam หรือ ฝายชะลอน้ำแบบผสมผสาน ดูแลและฟื้นฟูความชุ่มชื้นในป่า
ส่วนการแก้ปัญหาแหล่งอาหารช้างป่า ให้ปลูกสับปะรดที่คุณภาพไม่จำเป็นต้องดีนัก สำหรับเป็นอาหารช้าง โดยที่ลูกค้าของสับปะรดคือช้าง เพื่อให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข จึงให้ชาวบ้านช่วยดูแลพืชอาหารช้าง พร้อมทั้งให้ค่าตอบแทนเขาด้วย
.jpeg)
นอกจากนี้ ให้มีการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารช้าง ลึกเข้าไปในป่า ปลูกให้กระจาย เช่น อ้อย สับปะรด ฯลฯ มีการทดลองใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยหว่านเมล็ดพันธุ์ทางอากาศ
ให้ทหารที่มีหน้าที่ในการลาดตระเวนอยู่แล้ว นำพืชหรือเมล็ดพันธุ์พืชติดตัวไปด้วยเพื่อทำการปลูกในขณะลาดตระเวนเข้าไปในป่าลึก ฯลฯ
เมื่อช้างมีอาหารรับประทาน ก็จะไม่มารบกวนชาวบ้าน
ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสว่า
“ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างเพียงพอ การปฏิบัติคือ ให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า”
ในพื้นที่โครงการพระราชดำริเกือบสองหมื่นไร่ ได้รับการจัดตั้งให้เป็นพื้นที่ฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่า
พร้อมกันนั้น ก็มีการส่งเสริมอาชีพเพื่อเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่โดยรอบ ด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสาน เลี้ยงไหม เลี้ยงแพะ เลี้ยงปลา ฯลฯ เกิดการทำงานร่วมกัน ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ กรมชลประทาน ทหาร เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี และชุมชนในพื้นที่ เพื่อสนองพระราชปณิธาน
โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการต่อเนื่อง ผลปรากฏว่า ปัญหาความรุนแรงระหว่างคนกับช้างป่า ลดหายไปเกือบหมด
ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา ประชากรสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น
ไม่ใช่เฉพาะช้างป่า ยังมีสัตว์ป่าชนิดอื่นอีกมากมาย
ปัจจุบัน มีช้างป่ากุยบุรีมากกว่า 250 ตัว
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานใหญ่ เปิดเผยรายงานว่า อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นหนึ่งในสองพื้นที่ที่มีการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
ปัจจุบัน ชาวบ้านยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวดูช้าง ดูสัตว์ป่ากุยบุรี
ป่ากุยบุรี เป็นเสมือนซาฟารีเมืองไทย แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย
สารส้ม
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี