วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
การปฏิบัติตนของพวกเราชาวพุทธโดยทั่วๆ ไปก็คงเหมือนๆ กัน นั่นคือการสวดมนต์ประจำวัน การฟังเทศน์ช่วงเช้าตรู่ การทำบุญทำทานและการตักบาตร การถวายอาหารเพล และการสนทนาธรรมกับพระภิกษุสงฆ์เป็นครั้งคราว ในขณะเดียวกัน เราส่วนใหญ่ก็พยายามที่จะรักษาศีล 5 และช่วยทำนุบำรุงพุทธศาสนาด้วยการบริจาคเงินเพื่อการซ่อมแซม หรือก่อสร้างอาคารเพื่อกิจสงฆ์ต่างๆ ตามโอกาส และพละกำลังแล้วเราก็ยังร่วมบริจาคในเรื่องสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ เกี่ยวกับคำสั่งสอน
โดยรวมแล้ว ก็พอกล่าวได้ว่า เราคนไทยชาวพุทธนั้นยังอยู่ใกล้วัดวาอาราม ไม่ห่างไกลจากการเป็นพุทธมามกะมากนัก
กิจการต่างๆ ดังกล่าวนั้นจัดได้ว่าเป็นเรื่องการปฏิบัติทางกาย ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่สามารถถ่ายทอดให้กับลูกหลานเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันได้ไปโดยตลอด เป็นการช่วยนำความยั่งยืนมาสู่พุทธศาสนาในระดับหนึ่งด้วย
แต่นอกจากเรื่องการปฏิบัติภายนอกแล้ว พุทธศาสนายังมีเรื่องจิตใจอีกเรื่องหนึ่งที่เราชาวพุทธต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วยกับการปฏิบัติภายนอกดังกล่าว ซึ่งในวันนี้เราคนไทยมักจะลืมเลือน มองข้ามไป หรือไม่ให้เวลากับมัน ซึ่งแท้จริงแล้วการไม่ให้ความสำคัญกับจิตใจข้างในตัวเรา ถือเป็นการไม่ใส่ใจต่อพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง เราที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่จะละเลย ไม่ช่วยกันถ่ายทอดให้กับลูกหลานไม่ได้
การณ์นี้ก็เท่ากับว่าเราเป็นชาวพุทธแค่ครึ่งเดียว คือด้านการปฏิบัติ หรือด้านโลกข้างนอก แต่ยังอ่อนอยู่ในเรื่องโลกข้างในตัวเรา ก็เป็นการดำรงตน ดำรงชีวิตที่ยังไม่สมบูรณ์ และเป็นการเสียโอกาสไปโดยเฉพาะตัวเราต่างสามารถฝึกจิตและควบคุมจิตได้ ซึ่งถ้าไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ลุ่มหลงงมงายยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะผ่องใส และเมื่อจิตดีก็มีผลต่อกาย คือช่วยบรรเทาความไม่พอดีไม่สมหวังของกาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจ็บป่วย เรื่องความร่วงโรยของสังขาร ซึ่งแวดวงวิชาการแพทย์ทั่วโลกได้ทำการศึกษาทดลองและพิสูจน์แล้วว่า เมื่อจิตดี จิตสงบ จิตก็ช่วยบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บด้วย
การณ์นี้เราก็จะได้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น ไม่ยึดติดอยู่กับอดีตที่ผ่านไป และไม่คิดหวังกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงและไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ให้เวลากับตัวเองได้ไตร่ตรอง ได้สงบ เป็นกำลังกับตนเอง และดีกับผู้อื่นด้วย เพราะเรามีสติที่ดีแล้ว
ฉะนั้น บทความนี้จึงขอเป็นโอกาสเชิญชวนให้พวกเราชาวพุทธให้เวลากับตนเองทุกเมื่อ เมื่อว่างจากกิจการเฉพาะหน้าหรือไม่ก็ทำตัวว่างเว้นจากกิจประจำๆ เป็นระยะๆ แล้ว หันเข้ามองมาข้างในตนเอง หาความสงบสุข ตั้งสติ เพื่อทบทวนตัวเอง ให้โลภะ โมหะ โทสะ เบาบางลง และให้มีความเมตตา กรุณา อภัยทาน ให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้ตัวรอบๆ ตัว ให้ได้มากที่สุด เสมือนยานยนต์ที่สั่นอยู่ตลอดเวลา หากได้พักเสียบ้างเป็นระยะๆ ก็จะทำให้ “เครื่องเย็นลง ความร้อนคลายลง” แล้วจักได้ตั้งหลัก สภาพเครื่อง “ใจ” กันใหม่ อย่างสุขุมคัมภีรภาพ รู้เนื้อรู้ตัว ทั้งกายทั้งใจก็จะผ่องใสเป็นแน่แท้
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

เจ้าของบ้าน ฝันเห็นแม่ผู้ล่วงลับ ตื่นมาเจอ มะพร้าวเศียรพญานาค โผล่หลังบ้าน
สีหศักดิ์ หารือทูตอิหร่าน ให้ช่วย ติดตาม 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรี นารี
ด้วยความหวังดี! ดร.เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ ครม.ใหม่ ฝ่าวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ
สะใจทั้งประเทศ! ไทยกดท้ายเกมโค่นเติร์กฯ 2-1 คว้าตั๋วเอเชียนคัพ
จีน ยืนยันเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำ แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำเร็จ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี