วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569
การปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจโดยฝ่ายกองทัพพม่า ได้นำสังคมพม่าไปสู่การแตกแยกและการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง โดยฝ่ายกองทัพพม่าเป็นผู้ใช้กำลังอาวุธ และกฎหมายเป็นเครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายต่อต้าน
ไม่ว่าจะดูอย่างผิวเผิน หรือจะดูอย่างลึกซึ้ง ก็เป็นที่แน่นอนว่าฝ่ายกองทัพพม่านั้นมีพลังอำนาจเหนือกว่าฝ่ายต่อต้านอย่างมากมาย ไม่ว่าจะทั้งกำลังคน อาวุธยุทโธปกรณ์ ทุนทรัพย์ และการใช้กฎหมายตามอำเภอใจ (ควบคู่กับปืนผาหน้าไม้)
จนกระทั่งบัดนี้ แม้ล่วงเลยมา 3 เดือนร่วมจะ 4 เดือนแล้ว การยึดอำนาจของกองทัพพม่ากลับยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ อีกทั้งการใช้กำลังอาวุธกวาดต้อนฝ่ายต่อต้านก็ไม่สัมฤทธิผลเรียกได้ว่า การปฏิวัติรัฐประหารยึดและครองอำนาจครั้งนี้ยังไม่แล้วแสร็จ และดูเสมือนว่าจะไม่เสร็จสิ้นลงง่ายๆ แถมยังจะค้างคาไปเรื่อยๆ เพราะฝ่ายต่อต้านยังดูไม่สะทกสะท้าน หรือยัง “อึด” อยู่
เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น เราก็น่าจะเปรียบเทียบพละกำลังของทั้ง 2 ฝ่ายกันดูสักหน่อย
ฝ่ายคณะปฏิวัติรัฐประหาร มีทหารอยู่ในมือ 400,000 คน มีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียบ และยังสามารถจัดหาได้เพิ่มอีกจากรัสเซียและจีน นอกจากนั้น ฝ่ายกองทัพก็ยังมีธุรกิจอยู่ในมืออีกมากมาย และมีเงินออมเก็บไว้ทั้งในและนอกประเทศ เรียกว่า ถ้าเล่นไพ่พนันกันก็จัดได้ว่า ฝ่ายกองทัพพม่านั้น “หน้าตัก” ไม่อั้น
ด้วยการที่มีทั้งจีนและรัสเซีย คอยให้ท้ายอยู่ ฝ่ายกองทัพพม่าจึงค่อนข้างแน่ใจว่า ประชาคมโลกผ่านองค์การสหประชาชาติจะไม่สามารถบีบคั้นพม่าได้อย่างสุดแรง นอกจากนั้น อินเดียก็อยากรักษาช่องทางติดต่อกับพม่าไว้ จึงเลือกที่จะไม่ทำอะไรให้เสียประโยชน์ในอนาคต ส่วนประชาคมอาเซียนนั้นยิ่งไม่กล้ากับกองทัพพม่า เพราะขาดหลักการและภาวะผู้นำ
ส่วนทางด้านฝ่ายต่อต้านนั้นมีกองกำลังอาวุธจากชนกลุ่มน้อยทั้งหลาย บวกกับชนเผ่าพม่าที่มาสมทบภายหลัง และทำการเริ่มติดอาวุธ รวมกันประมาณ 80,000 คน
ข้อเด่นของฝ่ายต่อต้าน คือการมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งชนเผ่าพม่าที่เป็นชนส่วนใหญ่ กับบรรดาชนกลุ่มน้อยทั้งหลาย รวมทั้งชนมุสลิมโรฮีนจา แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ฝ่ายต่อต้านมีความชอบธรรม และมีความถูกต้องในแง่กฎหมาย ที่แกนนำทั้งหลายเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 และจะมีการเปิดสภา และตั้งรัฐบาลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 แต่ก็ถูกปฏิวัติรัฐประหารไปในวันเดียวกันนั้น
การนี้ก็เท่ากับว่า ฝ่ายกองทัพผู้ปฏิวัติรัฐประหารกระทำการผิดกฎหมาย และขาดความชอบธรรม ก็เป็นการยากลำบากที่จะได้รับการยอมรับ หรือการรับรองจากประชาคมโลก (แม้กระทั่งอาเซียน)
จัดได้ว่าฝ่ายกองทัพมีอำนาจดิบ แต่ขาดความชอบธรรม และความถูกต้องทางกฎหมาย ส่วนฝ่ายต่อต้านซึ่งได้จัดตั้งคณะรัฐบาลและองค์กรรัฐสภา เพื่อแข่งขันและเผชิญหน้ากับฝ่ายกองทัพผู้ปฏิวัติรัฐประหาร
ในสถานการณ์นี้กล่าวได้ว่า ชาวพม่าส่วนใหญ่ปฏิเสธการปฏิวัติรัฐประหาร และได้ทำการประท้วงอย่างกว้างขวาง สะท้อนการรับไม่ได้ซึ่งอำนาจเผด็จการ และความเหนื่อยหน่ายกับ “ทหารการเมือง”
ประเด็นคือ ฝ่ายกองทัพพม่าจะไล่ฆ่า ไล่จับกุมผู้คนไปได้อีกนานเท่าใด? และประชาคมโลกจะนิ่งเฉยได้อีกนานเท่าใด? แล้วจะหันมาเท “คะแนน” ให้ฝ่ายต่อต้าน เพราะเป็นเรื่องที่ถูกที่ควรเมื่อใด?
ระหว่างนี้ผู้คนที่รักอิสระ รักประชาธิปไตยทั่วโลก ก็ต้องช่วยกันส่งกำลังใจ และส่งความช่วยเหลือไปให้ฝ่ายต่อต้าน เพื่อให้พวกเขาแข็งแกร่ง และมีกำลังพอที่จะออกแรงกดดันให้รัฐบาลกองทัพพม่ายอมแพ้ และ “สิ้นหวัง” ที่จะกลับมามีอำนาจในวงการการเมืองพม่าอีกต่อไป
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

ปวีณาลุยตลาดโกสุม ช่วยผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง ขอโอกาสกล้าธรรมเข้าสภาฯ
ไทยก้าวใหม่ ปราศรัยใหญ่ ตั๊น จิตภัสร์ เผยย้ายค่ายเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง
ด่วน!หมายจับนักการเมืองดังอีสาน พบเป็นนายทุนใหญ่เครือข่ายเว็บพนัน ตร.ไซเบอร์ จ่อแถลงพรุ่งนี้
ระดับโลกของจริง ลิซ่า เปิดแคมเปญแรกกับ NikeSKIMS ลุคนี้ละสายตาไม่ได้
อดีตเทศกิจปืนดุ ชวดประกันนอนคุก คดียิงวินจยย.รับจ้างดับ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี