วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
ทำไมคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง จึงชอบโกหก โดยโกหกทั้งตัวเอง และโกหกสังคมว่า ไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย
ถามจริงๆ เถอะว่า ทุกวันนี้คุณๆ จำพวกที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ไม่เคยกระทำพฤติกรรมดังกล่าวจริงๆ หรือ
ก็ในเมื่อคนจำนวนไม่น้อยเห็นเป็นประจำว่าพวกที่ชอบ โจมตี และวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังคงแสดงพฤติกรรมต่างๆ อันเป็นการจงใจว่าร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงแสดงพฤติกรรมดังกล่าวตลอดเวลา แล้วก็ยังทำอยู่เสมอๆ แม้บางรายจะโกหกและอ้างเอาวิชาการเป็นเครื่องบังหน้าก็ตาม แต่ทว่าลึกๆ แล้ว พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตใจ แต่กระทำไปเพราะต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเจตนา
คนที่มีพฤติกรรมเหล่านั้น มีหน้าตา มีตัวตนเช่นไร เป็นคนกลุ่มไหน ทำมาหากินอยู่ในคณะวิชาใด ในมหาวิทยาลัยแห่งไหนบ้าง หรือในพรรคการเมืองชื่ออะไร เรื่องเหล่านี้คนไทยที่ไม่โง่เขลาต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ และสามารถชี้หน้าได้เลยว่านักการเมืองชื่ออะไรจากพรรคไหน คนสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยไหน คณะอะไร รวมถึงคนที่อ้างว่าตนเองมีอาชีพสื่อมวลชนหน้าตาแบบไหน อยู่สังกัดสื่อฯชื่ออะไร มีพฤติกรรมที่ชอบและจงใจจาบจ้วงล่วงละเมิดสมาชิกพระราชวงศ์ชั้นสูงของไทยตลอดเวลา
น่าสมเพชที่คนพรรค์อย่างว่าขี้ขลาดตาขาวมาก เพราะทั้งๆ ที่ตนเองจงใจโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประจำ แต่กลับอ้างว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งด้วยมาตรา 112 พร้อมกับออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 โดยอ้างว่ามาตราดังกล่าวไม่เป็นธรรม และเป็นเครื่องมือกดขี่ประชาชน
มีคนบางกลุ่มบอกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องแสดงการกดขี่ทางชนชั้นในสังคมไทย (และทุกสังคมที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์) โดยสาดสีใส่ความด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าสถาบันพระมหากษัตริย์รีดนาทาเร้นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน กอบโกยเอาผลผลิตของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินไปเป็นของพระมหากษัตริย์ อันที่จริง หากคนที่พูดเรื่องนี้จะพูดด้วยความเป็นธรรมบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงก็ต้องแยกแยะให้ชัดว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนที่ทรงมีพฤติกรรมเช่นนั้น ไม่ใช่พูดแบบเหมาโหลยกเข่งไปทั้งหมด
บางคนก็อ้างว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำงานอะไร แล้วทำไมทรงมีพระราชทรัพย์มากมาย ทำไมทรงร่ำรวยล้นฟ้า ก็ต้องบอกว่าคนที่พูดเช่นนี้น่าจะเพ้อพล่ามไปด้วยความไร้สติ เพราะจริงๆ แล้วพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชภารกิจ และพระราชกรณียกิจมากมายจนนับไม่ถ้วนในแต่ละวัน แน่นอนว่าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทำงานในบริษัทใดๆ แต่พระมหากษัตริย์ต้องทรงใส่พระทัยเพื่อให้พสกนิกรมีความสุขมากที่สุดตามที่จะพึงมีได้ หากพสกนิกรรายใดประสบปัญหา เผชิญกับความทุกข์ยากอันเนื่องมาจากเหตุภัยต่างๆ เมื่อเรื่องราวเหล่านั้นทราบถึงพระเนตรพระกรรณก็จะพระราชทานความช่วยเหลือโดนพลัน เพื่อให้พสกนิกรพ้นจากความเดือดร้อนแล้วสามารถดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้
มีคำถามจากคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวร้ายพระมหากษัตริย์ว่า แล้วเหตุใดพระมหากษัตริย์จึงจะต้องทรงมีพระสถานะยากจนข้นแค้นแสนเข็ญ ทั้งๆ ที่พระมหากษัตริย์คือบุคคลสำคัญในการสร้างบ้านแปงเมืองมาตั้งแต่เริ่มต้น นอกจากสร้างบ้านแปงเมืองแล้ว ยังทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เกิดกับบ้านเมืองตลอดมา ซึ่งเปรียบเสมือนพระเจ้าแผ่นดิน คือพระเจ้าของแผ่นดิน แล้วมีความจำเป็นตรงไหนมิทราบที่พระเจ้าแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์ต้องทรงยากจน ทั้งๆ ที่ทรงปกบ้านป้องเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยมาโดยตลอด
คนสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยบางจำพวกโจมตีพระมหากษัตริย์ว่าทรงเจ้ายศเจ้าอย่าง ทรงไม่เท่าเทียมกับคนทั่วไป ทรงมีขั้นตอนมีพระราชพิธี และทรงเป็นต้นแบบแห่งศักดินา อันทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในหมู่ชน
ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วคนสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยมีความเท่าเทียมกับคนอื่นในมหาวิทยาลัยจริงหรือ ถามย้ำว่าเท่าเทียมกันจริงหรือ ไหนคนสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยลองตอบให้ชัดสิว่า ทำไมต้องมีตำแหน่งทางวิชาการ (ทั้งๆ ที่บางคนก็แสนจะห่วยในด้านวิชาการ) ทำไมต้องมีห้องพักอาจารย์ ทำไมต้องมีห้องน้ำอาจารย์ ทำไมต้องมีที่กินข้าวสำหรับอาจารย์ ทำไมต้องมีที่จอดรถสำหรับอาจารย์ ทำไมอาจารย์ยืมหนังสือจากห้องสมุดคณะหรือมหาวิทยาลัยได้เป็นเวลายาวนานกว่านิสิตนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย แถมอาจารย์บางรายยังหน้าหนาอีกด้วย เพราะถึงเวลาต้องคืนหนังสือก็ไม่ยอมคืน เจ้าหน้าที่ห้องสมุดทวงก็ไม่ยอมคืน อ้างว่ายังใช้ไม่เสร็จเพราะต้องทำงานวิชาการ แล้วทำไมอาจารย์จำนวนไม่น้อยจึงสามารถติดปีกโบยบินไปทำมาหากินภายนอกคณะได้เป็นประจำ ทำไมเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ในคณะจึงไม่สามารถหายหน้า หายศีรษะไปโบยบินอย่างอิสรเสรีได้เหมือนอาจารย์ ทำไมอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องมีตำแหน่งผู้บริหาร ทำไมต้องได้ค่าตอบแทนมากขึ้น ทำไมเวลาบินไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินจึงต้องกระแดะนั่งชั้นธุรกิจหรือชั้นหนึ่ง ทำไมไม่นั่งชั้นประหยัด ฯลฯ อันที่จริงยังมีคำถามอีกมากมายที่จะถามพวกอาจารย์ที่ดัดจริตเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคม ทั้งๆ ที่พวกอาจารย์ไม่เคารพในหลักความเท่าเทียมแม้แต่น้อย อ้อ! แล้วที่ต้องถามให้หนักก็คือ อาจารย์เคยลงเวลาการทำงานหรือไม่ ลืมไปหรือเปล่าว่าเวลาราชการคือ 08.00-16.30 น. ทำไมอาจารย์จำนวนไม่น้อยเข้าที่ทำงานช่วงบ่าย หรือบางรายไม่เข้าที่ทำงานเลย แบบนี้เรียกว่าหนีงาน หนีราชการหรือเปล่า แล้วทำไมบางรายตากหน้าบินไปต่างประเทศได้บ่อยมาก ถามว่าหนีราชการหรือเปล่า หรือหนีงานหรือไม่
นี่คือข้อเท็จจริงที่คนซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยของรัฐเกือบทุกแห่งต่างประจักษ์เป็นอย่างดี แล้วก็รู้ดีว่าอาจารย์หรือคนสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยของไทยจำนวนไม่น้อยดัดจริต และช่างประดิษฐ์วาจาเพื่อถากถางสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด เรื่องนี้อย่านึกว่าเจ้านายชั้นสูงไม่ทรงทราบ แต่อาจจะไม่ทรงใส่พระทัยกับเรื่องไร้สาระมากกว่า
แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการอ้างเจ้าอ้างนายเพื่อใช้หากินโดยมิชอบ เรื่องเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำในมหาวิทยาลัยของรัฐบางแห่งโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ได้รับที่ดินพระราชทานจากพระมหากษัตริย์แต่น่าสังเวชที่มีการอ้างเจ้านายชั้นสูงเพื่อหาผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อของตนเอง แต่กลับปรากฏว่าผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยไม่เคยปกป้องพระเกียรติยศของเจ้านายชั้นสูงและพระมหากษัตริย์ แต่กลับปล่อยให้บุคคลบางกลุ่มในมหาวิทยาลัยจงใจหมิ่นพระเกียรติยศเป็นประจำ โดยกระทำต่างกรรมต่างวาระเรื่อยมาแถมผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยยังตีฝีปากหนีความรับผิดชอบว่า เป็นการแสดงออกทางวิชาการ ไม่ต้องการปิดกั้นหรือลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการ แล้วก็ปล่อยให้มีการกระทำเพื่อบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ได้โดยเสรีเรื่อยมา
ผู้เขียนขอกล่าวอีกทีว่า ไม่เคยมีการปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์แม้แต่น้อยในเมืองไทย ตรงกันข้ามกลับปล่อยให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นประจำ แม้การวิพากษ์วิจารณ์ในบางครั้งอาจจะเกือบเข้าข่ายการจงใจว่าร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ตาม
กลับไปที่ประเด็นที่ผู้จัดรายการข่าวทีวีจำพวกสร้างภาพบางรายอ้างว่า คนไทยไม่สามารถพูดในสิ่งอยากพูดได้ เพราะถูกกฎหมายปิดปาก และมีข้อห้ามวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ และอ้างว่า คนไทยไม่มีสิทธิเสรีภาพในการพูด เพราะมีความไม่เท่าเทียมกัน ก็ต้องบอกว่านั่นคือการดัดจริตแสร้งประดิษฐ์วาจาของนักจัดรายการจำพวกสร้างภาพ เพราะทุกวันนี้ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่โดยตลอด ทั้งด้วยคำพูด และด้วยบทความต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องคนจัดรายการทีวีทราบดีอยู่แก่ใจ เพราะตนเองก็วิพากษ์วิจารณ์อยู่ด้วย เพียงแต่เขาต้องการจะด่าทอ ประณามสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าที่กระทำอยู่ แต่ทว่าไม่สามารถทำได้โดยเปิดเผย ก็เลยต้องดัดจริตบอกว่าวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้
มีคนสอนหนังสือจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รายหนึ่งที่อยู่กับพรรคการเมืองของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บอกว่า พระราชดำรัส พระราชหัตถเลขา และการกระทำอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยพระมหากษัตริย์ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล จากรัฐมนตรี และจากสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อนักการเมืองที่มาจากคนสอนกฎหมายมีแนวคิดเช่นนี้ก็มีคำถามจากสังคมว่า แล้วทำไมต้องให้รัฐบาล รัฐมนตรี และสส. เป็นผู้อนุมัติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงทำอะไรได้หรือไม่ได้ นักการเมือง และรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือศรัทธามากกว่าพระมหากษัตริย์กระนั้นหรือ แล้วมีความจำเป็นอะไรที่ต้องเชื่อคำพูดของนักการเมืองที่มาจากคนสอนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าคนไทยที่มีสติปัญญาย่อมรู้ดีว่าสังคมไทยไม่ได้ห้ามคนไทยและคนไหนๆ วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ตรงกันข้ามกลับให้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอีกด้วย หากคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นไม่ใช้คำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือการโจมตีว่าร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
ผู้เขียนไม่อยากจะยกตัวอย่างบทความหรือคำพูดของคนไทยจำนวนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์มาโดยตลอด และกระทำอย่างต่อเนื่อง เราพบว่าคนกลุ่มดังกล่าววิพากษ์วิจารณ์มานานกว่า 40 ปีแล้ว และปัจจุบ้นก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ โดยบางครั้งก็วิจารณ์แบบพล่ามราวกับผีเจาะปาก เพราะเป็นความเห็นส่วนตัวโดยไม่มีข้ออ้างอิงใดๆ เป็นแก่นเป็นสาร ส่วนบางรายก็หนีความผิดคดีอาญาแล้วไปด่าทอพระราชวงศ์ชั้นสูงของไทยในต่างประเทศเป็นประจำ ซึ่งฟังแล้วก็ตลก เพราะคนหนีคดีอาญาบอกว่าตนเองถูกต้อง แต่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้ จนต้องระเห็จไปอยู่ในต่างประเทศ แล้วปากก็พล่ามด่าพระราชวงศ์เป็นประจำ
The King Can Do No Wrong. เป็นสิ่งที่เป็นจริง เพราะพระมหากษัตริย์ไทยไม่ทรงกระทำความผิดใดๆ แต่ถึงกระนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำรัสไว้ว่า King Can Do Wrong. (โปรดดูพระราชดำรัสที่พระองค์ท่านพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม2548) โดยความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัส มีดังนี้ ...ที่บอกว่าการวิจารณ์เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอก เป็นเรื่องขอให้เขารู้ว่าวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูกก็ไม่ว่า แต่ถ้าวิจารณ์ผิด ไม่ดี...
เพราะฉะนั้น ผู้เขียนขอยืนยันว่าเจ้านายชั้นสูงไม่เคยทรงห้ามประชาชนวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนใครที่ยังจงใจโกหกว่าเมืองไทยห้ามคนไทยวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ก็ต้องบอกว่า เชิญโกหกต่อไป เพราะคนมีสติปัญญารู้ว่าใครพูดจริง หรือพูดโกหก แล้วก็รู้ดีว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่ทรงทำผิด และไม่ทรงหวาดวิตกกับคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

JIC เปิดข้อเท็จจริง ช่องจอม เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที ยัน AOT ไม่ล้ำแดน
จับชายชาวอเมริกัน โพสต์เฟซฯเดือดขู่สังหาร ทรัมป์ วางแผนเผาคฤหาสน์หรู Mar-a-Lago
พูดไปใครจะเชื่อ! นางเอกคนดัง โชว์สเต็ปแดนซ์สะบัด ช็อตเด็ดในงานเกิด ก้อง ห้วยไร่ ชมคลิป
ใครคืออันดับ 1 ดูเลย หมอช้าง เปิด 5 ราศีดวงเฮงสุดปังเดือนเมษายน
ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต! ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี