วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ความแซ่บทางการเมืองในช่วงเวลานี้ ไม่มีอะไร “มัน” เท่ากับการ “แฉ”
นายจตุพร พรหมพันธ์ุ แฉสันดาน “ทักษิณ” จนเจ้าตัวและขี้ข้าเดินหน้าไม่ถูก โต้แย้งไม่ได้ ยิ่งโต้ยิ่งถูกแฉ
มองมุมไหนก็ยิ่งเห็นว่า เป้าหมาย “แลนด์สไลด์” ห่างออกไปไกลทุกทีๆ เพราะเอา “เป้าหมายส่วนตัว” คือ “กลับบ้าน” มาเป็นตัวนำ
ต่อมา 9 กุมภาพันธ์ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ “สมหวัง อัสราษี” กับ “ยศวริศ ชูกล่อม” หรือ “เจ๋ง ดอกจิก” อดีตแนวร่วม นปช. ยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค เป็นตัวแทนต้อนรับ
สมหวัง-นายทุนใหญ่ ของม็อบ “คนเสื้อแดง” ให้สัมภาษณ์แบบพลิกขั้วจนน่าตื่นตะลึงว่า “คิดมานาน ได้เห็นการทำงานและติดตามข่าวของพรรคมาตลอด เห็นว่าพรรคนี้ทำเพื่อประเทศชาติ ไม่มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้น ตรงกับอุดมการณ์ของตน ทำให้คิดว่าพรรคนี้ช่างแตกต่างกับที่เคยอยู่มาในอดีต ซึ่งถือว่าเป็นความภูมิใจและยินดีที่เข้ามาเป็นสมาชิกรวมไทยสร้างชาติ รับรองว่าจะให้ความร่วมมือในการทำงาน ถ้ามีโอกาสจะทำให้ดีที่สุด อุดมการณ์ของตนคือ มีหัวใจสามสี คือ ขาว น้ำเงิน แดง ไม่ว่าจะอยู่ นปช. หรืออะไรก็ตาม แต่ก้นบึ้งหัวใจของตนเป็นแบบนี้มาตลอด
“ในการปราศรัยบนเวที ผมไม่เคยแตะต้องหรือพูดถึงสถาบันฯ เลย ใครจะพูดอะไรก็พูดไป หากไม่อยากฟัง ผมจะเดินหนี แต่วันนี้ที่ได้มาอยู่ตรงนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจ วันนี้พร้อมทุกเวลาที่จะลงสมัครในนามพรรคที่ชอบ ผมเห็นการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เสียสละแม้ว่าจะเกษียณอายุแล้วแต่ยังอุทิศตัวมาทำงาน ผมก็อยากจะเดินตามรอยแบบเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรีเช่นกัน” สมหวังกล่าว
ด้าน ยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนมีแนวความคิดที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งตลอดกว่า 10 ปี จนมาถึงวันนี้เห็นแล้วว่าบ้านเมืองไม่ควรมีความแตกแยกอีกต่อไป ทุกคนต้องหันหน้าเข้ามาสามัคคีกัน ไม่มีแดงไม่มีเหลือง ไม่มีนกหวีด หรือพันธมิตรฯ แต่ต้องหันหน้ามาพัฒนาประเทศด้วยกัน ไม่เช่นนั้นจะเสียเวลาทำให้บ้านเมืองพัฒนาไปไม่ได้ ที่ผ่านมาตนได้ลงพื้นที่ไปพบประชาชนอย่างต่อเนื่อง ได้เห็นว่าชาวบ้านมีความเจ็บปวดแต่ละจังหวัดมีปัญหาอยู่แล้ว ทั้งเรื่องที่ดินทำกินค่าครองชีพ สินค้าแพง ดังนั้นสิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ก็คือ พรรคการเมืองที่อยู่ในฟากรัฐบาลที่จะต้องนำเสนอนโยบายเพื่อนำไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน
เจ๋ง ดอกจิก กล่าวต่อว่า จากที่ตนติดตามพรรครวมไทยสร้างชาติมาตลอด ได้เห็นแล้วว่าพรรครวมไทยสร้างชาติน่าจะได้เป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลในครั้งหน้า โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่เพียงแต่ดูที่ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวเท่านั้น แต่ดูในภาพรวมอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคนี้เป็นศูนย์รวมของนักการเมืองที่มีคุณภาพและเป็นประชาธิปไตย เชื่อว่าจะสามารถทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองและประชาชนได้มาก จึงได้ตัดสินใจมาสมัครร่วมงานด้วย
“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การที่จะต้องหาจุดยืนที่มั่นคงให้กับตัวเอง การเดินหน้าต่อสู้แบบ“สู้เพื่อเขา เราติดคุก” ที่เคยทำมาแบบเดินเข้า-ออกคุกหลายรอบ เป็นบทเรียนแล้วว่าไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรกับผมและครอบครัวเลย “สู้เพื่อเขา แต่เวลาอับเฉาเราไร้คนดูแล” สำหรับผมเพียงพอแล้ว เมื่อเขาเห็นค่า เขาเห็นมูลค่าผม และชวนมาร่วมงานผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง” เจ๋ง ดอกจิก กล่าว
อีกขั้วหนึ่ง “คริส โปตระนันทน์” “ตัวตึง” พรรคก้าวไกลก็ประกาศลาออก แถม “ถลกหนังพรรคให้สาธารณชนเห็น “เนื้อใน” ของความไม่เป็นประชาธิปไตยให้ดูว่า
1. ผมอยากจะทำการเมืองในพรรคที่เป็น “ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”
ความเป็นประชาธิปไตยของพรรคยังห่างจากที่พรรคโฆษณาอีกมาก การที่ผมได้มาร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่กับคุณธนาธรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 เพราะผมไม่ได้มาทำการเมืองเพื่อให้ใครได้เป็น สส. หรือเพื่อให้ใครได้อำนาจ หรือมาทำการเมืองเพื่อผลักดันวาระทางการเมืองของใครบางคน ผมอยากได้พรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงคือพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของ
เวลาจากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมา 5 ปี ต้องถามกลับไปที่ประชาชนผู้เป็นสมาชิกพรรค จำนวนกว่า 60,000 คนว่าทราบบ้างหรือไม่ว่า พรรคมีประชุมสามัญวันไหน พรรคมีการคัดเลือกผู้สมัครสส.กันอย่างไร กลไกในการคัดเลือกนโยบายที่จะหาเสียงในคราวนี้ คุณเคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือไม่? ใครจะได้เป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ คุณรู้หรือไม่?
ผมในฐานะที่เคยเป็นสมาชิกตลอดชีพทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ตอบได้เลยว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่สำคัญมากทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องของการตัดสินใจของคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ผมให้ชื่อเล่นกลุ่มนี้ว่า “โปลิตบูโร”
หากการบริหารพรรคยังเป็นอย่างนี้ หากพรรคก้าวไกลได้อำนาจในการบริหารประเทศ พรรคก้าวไกลจะบริหารประเทศอย่างไร ก็คงต้องอยู่ที่คนกลุ่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่สมาชิกพรรคแต่อย่างใด
เรื่องดีๆ ใครก็พูดได้ แต่ทำยาก ผมก็เข้าใจ มิฉะนั้นพรรคก้าวไกลในอนาคตคงจะมีชะตากรรมไม่ต่างจากพรรคการเมืองที่ดีแต่พูด (Hypocrital party)
เรื่องนี้ผมสะท้อนให้แกนนำฟัง ผมพูดในที่ประชุมใหญ่พรรคทุกปี พูดกับทุกคน คำตอบที่ได้มีเพียงแค่ “ขอเวลาหน่อย” “เรายุ่งมาก อดทนหน่อยนะ ทำให้แน่ๆ” “เลือกตั้งคราวหน้า เราทำแน่ๆ” ฟังดีๆมันคล้ายที่คุณประยุทธ์พูด “ขอเวลาอีกไม่นาน”
เรื่องนี้ผมรับรู้อย่างลึกซึ้งด้วยตัวเอง เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมสอบถามผ่านแกนนำว่า สส.แบบบัญชีรายชื่อจะจัดการอย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่ผมจะขยับไปลงสส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะมีโอกาสสูงมากที่เขตที่ผมลงรอบปี’62 (ราชเทวี พญาไท จตุจักร 2 แขวง) จะถูกแบ่งใหม่แยกเป็นสามส่วน และผมก็เชื่อว่า ความรู้ความสามารถของเรา สามารถที่จะช่วยให้พรรคหาเสียงทั่วประเทศได้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา การทำงานของผมและเพื่อนๆ ใน “กลุ่มเส้นด้าย” ลงไปทำงานกับชุมชนแออัดทั่วทุกเขตใน กทม. และในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ จน สก. ในกลุ่มของผม ได้รับเลือกตั้งจำนวนมาก และเกือบชนะอีกจำนวนหนึ่ง คำตอบที่ได้กลับมาคือ คุณจะมาเป็นได้ยังไง? คุณเหยียบย่ำหัวใจคนในพรรคขนาดนี้ ผมก็งงสิครับนี่มันเรื่องอะไร ผมไปเหยียบใครตอนไหน พอนั่งนึกก็ถึงบางอ้อ
- ผมคัดค้านการลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของสส.วิโรจน์ เพราะเห็นว่าตัวผู้สมัครของเราไม่ดีพอที่จะสู้กับผู้ว่าฯชัชชาติ ผลคือ พรรคก้าวไกลแพ้ต่อผู้ว่าฯชัชชาติชนิดคะแนนทิ้งกัน 2 แสนกับ 1.2 ล้านเสียง
- ผมคัดค้านการแต่งตั้ง สส.บัญชีรายชื่อคนหนึ่งมาเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม สส.เขตจตุจักร-หลักสี่เพราะสส.บัญชีรายชื่อไม่มีทางที่จะเข้าใจการเลือกตั้งแบบเขตหากไม่เคยลงเลือกตั้งมาก่อน ผลคือ พรรคก้าวไกลแพ้ในเขตชนิดคะแนนทิ้งกันเกือบหมื่นคะแนน
- ผมคัดค้านการแต่งตั้งสส.บัญชีรายชื่อคนหนึ่งมาเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งสส.ในกรุงเทพมหานครปี’66 อีกครั้ง เพราะเรากำลังเอาคนที่ทำเลือกตั้งแพ้มาแล้วครั้งหนึ่งมาคุมเลือกตั้งที่สำคัญกว่าและใหญ่กว่า
- ผมในฐานะอดีตประธานมูลนิธิเส้นด้าย แถลงข่าวกรณีที่อาสาของมูลนิธิเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากอดีต สก. พรรคก้าวไกล ผลคือ ผมโดนถล่มจากสมาชิกพรรคว่า ไม่ปกป้องพรรค
ผมไม่เคยกลัวในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างไม่เคยกลัวในการกระทำที่เราคิดว่าถูกต้อง และที่ผ่านมา ผมพูดตรงๆ กับพรรคเสมอถึงความยุติธรรมในประเด็นต่างๆ เช่น การเกลี่ยทรัพยากรของสส.แบบบัญชีรายชื่อ กับสส.เขต ความน้อยเนื้อต่ำใจของคนที่ลงพื้นที่เหล่านี้อยู่ในใจของผู้สมัครท้องถิ่น หรือผู้สมัครสส.เขตทุกคน แต่ไม่มีใครกล้าพูด แต่การที่ผมพูดกับแกนนำแบบนั้น มันทำให้ผมกลายเป็น--
-ทำไมคุณถึงมีปัญหาตลอดเลย?, ผมเป็นคนเลว เพราะผมต้องการแย่งเงิน แย่งทรัพยากรจากสส.แบบบัญชีรายชื่อ?, ผมเป็นคนไม่จงรักภักดีกับพรรค?, วันที่ผม
นั่งคุยกับแกนนำเรื่องการขยับไปลงสส.ปาร์ตี้ลิสต์
วันนั้นแกนนำท่านหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท เปรียบเทียบให้ผมฟังว่า หากมีเซลส์ในบริษัท 2 คน คนแรกเป็นคนเก่ง คนฉลาด ยอดขายดีมากๆ แต่ต่อรอง
ผลประโยชน์ตลอด กับอีกคนยอดขายครึ่งเดียวของคนแรก แต่จงรักภักดีมากๆ
เค้าจะเลือกคนที่สอง ผมก็เลยรู้แล้วว่า ชะตากรรมผมในพรรคนี้จะเป็นตาย ร้าย ดี ก็ขึ้นอยู่กับว่า ผมจะพิสูจน์ความจงรักภักดีกับ “โปลิตบูโร” ได้หรือไม่?
แน่นอนนั่นคือวิธีการบริหารงานแบบหนึ่ง เรื่องนี้ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่เมื่อคุณโฆษณากับประชาชนแล้วว่าคุณเป็นพรรคประชาธิปไตย พฤติกรรมของคุณต้องทำให้ได้ตามที่คุณพูด ไม่งั้นจะกลายเป็น สำนวนไทย ข้างนอกสุกใส ข้างในตะติ๊งโหน่ง
2.ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายประการของพรรคก้าวไกล
พรรคการเมืองอนาคตใหม่ที่ผมร่วมจัดตั้ง ผมฝันว่าพรรคจะเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นเหมือนร่มคันใหญ่ ที่สามารถโอบรับได้กับความหลากหลายของสมาชิกพรรค ไม่ว่าจะเป็นความคิดการเมืองแบบฝั่งซ้ายความคิดการเมืองแบบฝั่งขวา ความคิดเศรษฐกิจแบบเสรี ความคิดเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
วันแรกจุดร่วมของจุดใหญ่ คือ การไม่เอาเผด็จการ (เรื่องการแก้ไข 112 ในวันนั้นยังไม่ใช่วาระของพรรคด้วยซ้ำ) ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เหลือ อ.ปิยบุตรยังเคยบอกผมตอนเถียงกับอ.ษัษรัมย์ (ตอนนั้นอาจารย์เสนอเรื่องรัฐสวัสดิการ แต่ผมเสนอว่าคำตอบน่าจะเป็นเศรษฐกิจแบบเสรีมากกว่า) เรื่องนโยบายเศรษฐกิจของพรรคว่า เดี๋ยวค่อยไปคุยกัน เมื่อเราทำภารกิจสำเร็จต่างฝ่ายค่อยแยกออกไปตั้งพรรคก็ได้
5 ปี เดินผ่านไป... วันนี้นโยบายของก้าวไกลหล่นลงมาจากฝากฟ้า หล่นลงมาจากห้องแอร์ ไม่ว่าคุณจะเรียกชื่อมันว่าอะไร
วันนี้...หนึ่งในนโยบายหาเสียงที่สำคัญที่สุดของพรรคก้าวไกลคือ เงินบำนาญของคนที่อายุเกิน 60 ปี ถ้วนหน้าเดือนละ 3,000 บาท หากนโยบายนี้สำเร็จ รัฐบาลจะมีรายจ่ายจากแปดหมื่นกว่าล้าน เป็นสามแสนล้านหกหมื่นล้านบาททันที
หากใช้นโยบายนี้ต่อไปอีก 10 ปี คนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจะกลายเป็น 20 ล้านคน เราจะมีรายจ่ายประจำปี ปีละ 6 แสนกว่าล้านบาท หรือเท่ากับประมาณ 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประเทศไทยเตรียมรับความฉิบหายได้เลยครับ
วันนี้ถ้าไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ถ้าผมอยู่ในพรรค ผมจะทำอย่างไรได้ครับ นอกจากเวลาใครพูดถึงนโยบายนี้ก็เงียบๆ แล้วกระซิบกับเค้าว่า “ผมไม่เห็นด้วยนะ”
ที่ผ่านมาวัฒนธรรมของพรรคคือ ไม่เห็นด้วยอะไรก็คุยกันภายใน เพราะถ้าผมพูด คนในพรรคก้าวไกลจำนวนมากที่ไม่สามารถแยกแยะได้ก็จะชี้หน้าคนที่คิดไม่เหมือนตนว่า ไม่มีอุดมการณ์ ไม่จงรักภักดีต่อพรรค
ผมคนหนึ่งที่คิดไม่เหมือนพรรคทั้งหมด จะมีทางไหนเป็นทางออกครับ เมื่อระบบในพรรคเป็นแบบนี้ ผมซึ่งกำลังจะเสนอตัวลงเลือกตั้งในฐานะว่าที่ผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล จึงไม่สามารถจะเป็นเซลส์ขายนโยบายของพรรคได้จริงๆ เพราะเราเป็นนักการเมือง เรามีความเชื่อของเรา เราไม่ใช่นักขายที่ไม่ว่าของจะดีหรือไม่ดี ก็ต้องโกหกประชาชน บางคนบอกผมว่า “อดทนอีกนิดเดียวเอง จะได้เป็นสส.แล้ว” ถ้าผมได้เป็นสส.แล้วผมต้องทรยศต่อตัวเอง ทรยศต่อประชาชน ผมไม่เป็นครับ
3.ผมไม่สามารถโกหกประชาชนได้
ครั้งนี้ผมจะลงเลือกตั้งรับสมัครเป็นสส.อีกครั้งหนึ่งแต่ผมไม่สามารถลงเลือกตั้งกับพรรคก้าวไกลได้ เพราะถ้าผมชนะเลือกตั้ง มันก็เท่ากับผมโกหกประชาชน ผมพูดนโยบายที่ผมไม่เชื่อ ผมพูดถึงพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดการ ผมจะพูดถึงพรรคได้เต็มปากได้อย่างไร
พรรคบอกว่า พรรคเป็นพรรคของประชาชน แต่ตอนนี้พรรคกำลังจะกลายเป็น “พรรคพวก” คนที่ได้สส.ปาร์ตี้ลิสต์จำนวนหนึ่งกำลังได้เป็นต่อในสมัยหน้า หาก “โปลิตบูโร” ถูกใจ ยังงั้นหรือ?
หากพรรคจะเป็นพรรคของประชาชนจริงๆ พรรคต้องกล้าทำตามข้อเสนอ set zero ของ อ.ปิยบุตร พรรคต้องกล้าเปิดให้สมาชิกโหวตผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อทางตรงอย่างโปร่งใส เพื่อพิสูจน์กับประชาชนว่า นี่คือพรรคการเมืองของสมาชิก เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองของโปลิตบูโร ไม่ใช่พรรคการเมืองของ “พรรคพวก”
ประเด็นชวนคิด : เมื่อฝ่ายที่อ้างตัวว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” ถูกกระชากหน้ากากจนเห็น “หนังหน้า” ชัดเจนขนาดนี้แล้ว บริวารเก่าๆ เดินหนีออกมา แล้วบอกสังคมให้รู้ว่า ทั้ง “พรรคชินวัตร” และ “พรรคก้าวไกล” เป็นเผด็จการที่ “เนื้อใน” แต่เป็นประชาธิปไตยแค่ “หน้ากาก”
อีกขั้วทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ และภูมิใจไทย จะทำให้สองพรรคขั้วประชาธิปไตยอ่อนแอลงอีกได้อย่างไร ไม่ใช่มัวแต่ “แย่งฐานเสียงกันเอง” !!
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี