วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
“นายอนุทิน ชาญวีรกูล” แสดงออกซึ่ง “ภาวะผู้นำ” ที่น่าสนใจหลายประการ ในภาวะวิกฤตน้ำมันของประเทศ
1) เปลี่ยนรถน้ำมัน เป็นรถไฟฟ้า
แม้ฐานคิดของท่าน อาจคิดแค่เพียงว่า อะไรที่ตนเองทำได้ ก็ทำทันที ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ทั้งการเปลี่ยนรถ จากรถที่ใช้น้ำมัน เป็นรถไฟฟ้า การปรับลดจำนวนรถนำขบวนและรถติดตาม แต่กลับถูกตีความ จนถึงขั้นโดนด่าว่า คนอื่นเขาไม่มีเงินจะเปลี่ยนรถใหม่ได้อย่างท่าน แต่ท่านก็มิได้โต้ตอบแต่ประการใด ให้เรื่องลุกลามบานปลาย
2) ยกมือไหว้ ขอโทษ
ในระหว่างการกล่าวเปิดงาน Meet the Press หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลกแผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอโทษประชาชนในความปั่นป่วนต่อการบริหารราคาน้ำมันในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนมีนาคม บางคนตีความว่า รู้ว่าผิดก็ลาออกไปสิ บางคนตีความว่า เป็นผู้นำที่ยอมรับผิด ออกปากขอโทษได้ ลดแรงเสียดทานทั้งหลายลงมาก
3) สุ่มตรวจปั๊มที่จังหวัดนครพนม
โดยใช้รถยนต์ที่เช่ามาในการเดินทาง ระหว่างนั้น ได้แวะเติมน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 พร้อมกับปฏิบัติหน้าที่ด้วยการตรวจปั๊มน้ำมันไปในตัว เป็นการใช้ทุกๆ โอกาส สื่อสารว่า ให้ความสนใจต่อเรื่อง “วิกฤต” น้ำมัน และหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ
4) รับประกัน “นายพิพัฒน์”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถูกโจมตีหนัก ว่า นั่งผู้บริหารสถานการณ์พลังงาน ในขณะที่ครอบครัวมีธุรกิจน้ำมัน ว่า นายพิพัฒน์ ทํางานหนักมาก และยืนยันว่า ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อถามว่า ทราบว่า นายพิพัฒน์ อยากจะออกจากตําแหน่ง ผอ.ศบก. นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ ท่านเขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ผมเป็นคนไม่อนุมัติให้ลาออก เพราะท่านทํางาน ท่านรู้กลไก ซึ่งเราต้องใช้ประสบการณ์คนเหล่านี้มาทําประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ณ วันนี้ ที่ผู้สื่อข่าวติดตามขนาดนี้ มีทั้งประชาชนนักวิชาการ และผู้เป็นคอมเมนเตเตอร์ หรือแม้พวกผมเองในคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั่งทํางานกันแบบนี้ ในขณะนี้เป็นใครก็คงไม่กล้า ที่จะคิดถึงประโยชน์ตัวเอง สมมุตินายพิพัฒน์ เพียงแค่คิดว่า ถ้ามีนโยบายแบบนี้ แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ ผมก็รู้และต้องทราบ รับรองผมให้ความมั่นใจเลยว่าผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น”
นายกฯ กล่าวว่า นี่เพราะตนเห็นว่าไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ นอกจากไม่มีเรื่องของผลประโยชน์แล้ว เรายังใช้ความเห็นและประสบการณ์ของนายพิพัฒน์ ในการให้แนวทาง และหลายแนวทางก็ปฏิบัติออกมาแล้วได้ผล ทั้งนี้ สถานการณ์เรื่องการเติมน้ำมัน และการให้บริการตามปั๊ม ถือว่ากลับเข้ามาเกือบสู่ขั้นปกติแล้ว แต่หากบางคนจะไปถ่ายรูปปั๊มใดปั๊มหนึ่ง แล้วเอารูป แล้วบอกว่าปั๊มนี้ยังปิดอยู่ อันนี้ตนต้องบอกว่าขอดูภาพรวม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศต้องรายงานเข้ามาทุกเช้า ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ที่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว หากทุกจังหวัดบริหารสถานการณ์ เรื่องน้ำมันได้ ฉะนั้นการสัญจรไปมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็จะไม่มีปัญหา นั่นเป็นเคพีไอเป็นสิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องให้ความใส่ใจอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึง นายกฯมั่นใจในตัวนายพิพัฒน์ โดยที่นายกฯไม่กังวลใช่หรือไม่ว่าหากมีใครมาเช็คบิลตามหลัง นายกฯ กล่าวว่า นายพิพัฒน์ เป็น รมว.คมนาคม และ ศบก. ซึ่งเป็นชุดเฉพาะกิจ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว ตนตั้งใจจะให้นายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็น ผอ.ศบก.ตั้งแต่แรก แต่ในเมื่อมี รมว.คมนาคม เป็นกรรมการอยู่ด้วย ขณะที่ นายพิพัฒน์ เป็นรองนายกฯอันดับที่หนึ่ง ดังนั้น จึงต้องเรียงตามลําดับ โดย นายเอกนิติ บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ แต่ขอให้ชื่อนายพิพัฒน์เป็น ผอ.ศบก. แต่ในการขับเคลื่อนการทํางานจริงๆ แม้ตนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการแต่ก็ยังมาประชุมทุกบ่าย เราก็ทํางานเป็นทีมเวิร์ก พูดง่ายๆ ก็คือทํางานด้วยกัน ตําแหน่งผอ.มีไว้กํากับดูแลหน่วยงานในสังกัด
การออกมา “รับรอง” ความน่าเชื่อถือของนายพิพัฒน์ และการระงับการลาออก เท่ากับนายอนุทินใช้ความน่าเชื่อถือทั้งหมดของตัวเอง ลงขันรับประกันนายพิพัฒน์อย่างชัดเจน จะเพราะท่านแน่ใจในความสุจริตของนายพิพัฒน์ หรือจะเพื่อรักษา “ขุนพลใหญ่” ที่ทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้มาอย่างมากมาย รวมถึงเป็น “นายทุนใหญ่” ของพรรคด้วย ก็ไม่อาจทราบได้แต่นี่สะท้อนภาวะผู้นำของนายอนุทินอย่างชัดเจนว่า ถ้าไม่เชื่อพิพัฒน์ ก็ขอให้เชื่อฉัน ฉันพิจารณาแล้ว ซึ่งน่าติดตามว่า ท้ายที่สุด เครดิตของท่านทั้งหมดที่ทุ่มลงไป จะคุ้มค่าหรือไม่
5) ยอมรับคำวิจารณ์
เมื่อถามว่า การที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารพลังงาน ถือว่าผิดมารยาทการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายพีระพันธุ์ ไม่ได้เป็นสส.แล้ว ท่านคงพูดในฐานะอดีต รมว.พลังงาน อาจจะอยากให้ความเห็น ส่วนรัฐบาลจะนํามาปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะตัดสินใจ ก็รับฟังไม่ใช่ว่าไม่รับฟัง ความเห็นอะไรที่มาถึงเรา เราก็รับฟังหมด
อันที่จริง นายกฯ จะยอกย้อนหรือตอกกลับนายพีระพันธุ์ก็ได้ แต่เลือกที่จะ “รับฟัง” ไม่เพิ่มปัญหา นี่คือผู้นำ” ที่เล่นกับสถานการณ์การถูกวิจารณ์ แม้แต่จากคนใน “พรรคร่วมรัฐบาล” ได้อย่างหนักแน่น สุขุม ที่สุด
6) ให้ความมั่นใจกับประชาชน
เมื่อถามต่อว่า นายกฯ อยากให้ความมั่นใจประชาชน เพื่อคลายความกังวล ว่า สถานการณ์น้ำมันจะเริ่มคลี่คลายได้หรือไม่ เพราะน้ำมันดิบกําลังจะเข้ามา นายกฯกล่าวว่า สถานการณ์คลี่คลายมาโดยลําดับ ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาสู่ภาวะเป็นปกติ วันนี้หรือเมื่อวาน ก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ และก็มีการรายงานเข้ามาตลอด โดยมีการใช้เครือข่ายเน็ตเวิร์กของบริษัทผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย ทั้ง ปตท. เชลล์และ คาลเท็กซ์ ซึ่งมีเครือข่ายการนําเข้าน้ำมันดิบเข้ามาซึ่งทุกฝ่ายให้คำยืนยันว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ ในการนําเข้าน้ำมันดิบมากลั่น นอกจากนี้ ทางปตท.ได้นําร่องแล้ว สั่งน้ำมันดีเซลสําเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามา และนำส่วนนี้ส่งไปยัง สปป.ลาว ยิ่งทําให้เราสามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่า ในตอนนั้นมีการปันส่งให้สปป.ลาวซึ่งเราก็ให้เหตุผลแล้วว่าทําไมต้องส่งไป และตอนนี้เราก็ฟังประชาชน อยากจะเพิ่มความมั่นใจ โดยทาง ปตท.ก็มีช่องทางนําเข้าน้ำมันดีเซลเข้ามาแบบสําเร็จรูป และปั่นไปทางนั้นแล้วก็ได้ราคาที่ตกลงกับทางสปป.ลาวไว้ ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำมันที่จะฟีดเข้าไปในระบบก็จะมีมากขึ้น หากใช้ไม่หมดก็จะเป็นน้ำมันสํารอง และการสํารองก็มีตามกฎหมายอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า เทศกาลสงกรานต์จะมีของขวัญให้กับประชาชนหรือไม่ เช่น การลดราคาน้ำมันถูกลงนายอนุทิน กล่าวว่า ตามกลไกตลาด เมื่อถามว่า มองว่าจะต้องมีการเตรียมภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในประเทศ เช่นเดียวกับ ประเทศฟิลิปปินส์ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าณ ขณะนี้สำหรับประเทศไทยยัง เมื่อถามว่า จะบริหารความรู้สึกประชาชนในเรื่องของราคาน้ำมันอย่างไร นายกฯกล่าวว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งตนคิดว่าประชาชนเข้าใจว่า ณ ขณะนี้สถานการณ์ของโลกเป็นอย่างไร น้ำมันขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้น ไม่ใช่ประเทศอื่นไม่ขึ้นแล้วประเทศไทยขึ้นอยู่ประเทศเดียว อันนี้ก็คงต้องดำเนินการต้องดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติ
“ต้องขอเรียนย้ำประชาชนว่าก่อนเกิดความขัดแย้งที่ตะวันออกกลาง พี่น้องประชาชนใช้น้ำมันดีเซลเพื่ออุตสาหกรรมต่างๆ อยู่ที่ 67 ล้านลิตรครับ นั่นคือสภาวะที่ยังไม่ได้มีการรณรงค์ให้เกิดการประหยัดน้ำมันแต่อย่างใด วันนี้ รัฐบาลยืนยันครับว่า ถ้าเราเพียงแต่กลับไปถึงจุด 67 ล้านลิตร เราก็ยังสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติจนถึงสงกรานต์ จะว่าไปแล้วก็ทั้งปีก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลก็อยากจะขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนว่าส่วนที่เกินขึ้นไป ถ้ามันเกิดจากความตื่นตระหนก เกิดจากความกังวล ก็ขอให้ความมั่นใจว่าไม่ต้องตื่นตระหนก ไม่ต้องกังวล น้ำมันที่ใช้ในประเทศตามความต้องการของพี่น้องประชาชน มีให้พี่น้องประชาชนใช้ได้อย่างแน่นอน และตอนนี้เราก็จะมีมาตรการในการป้องกันไม่ให้มีการกักตุน ลักลอบ เอาเปรียบ ไปขายในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการสร้างกำไรของคนบางกลุ่ม”
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มของไทย ทุกวันนี้ก็ยังต่ำกว่าราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศมาก มาเลเซีย เวียดนาม แพงกว่าเราลาวต้องแพงกว่าเราแน่นอน เพราะเขาซื้อน้ำมันจากประเทศเรา เขาขอความร่วมมือ เราก็ใช้ปริมาณน้ำมันที่นอกเหนือจากความต้องการของประเทศไทยส่งไปขายให้เขา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ กัมพูชา ก็แพงกว่าเราซึ่งราคาปัจจุบันของไทยก็ยังต่ำกว่าประเทศเหล่านี้ทั้งหมด ในภูมิภาคนี้ราคาน้ำมันเราสูงกว่า 2 ประเทศเท่านั้นคืออินโดนีเซีย และบรูไน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่มีแหล่งน้ำมันเป็นของตัวเอง
สรุป :: การแสดงออกของนายอนุทิน สะท้อน “ภาวะผู้นำ” ที่มี “วุฒิภาวะทางอารมณ์” สูงมากมีสติ กลั่นกรองการสื่อสาร และพยายามประคับประคองสถานการณ์ โดยไม่นำตนเอง อารมณ์ หรือคำพูดไปเพิ่มปัจจัยวิกฤต เฉพาะในแง่มุมที่กล่าวมานี้นับเป็นผู้นำที่น่าชื่นชม
จิตกร บุษบา
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี