วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569
มื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ที่รัฐสภา สส.พรรคก้าวไกล นำโดย นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าชื่อกันเพื่อยื่น “ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม แก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. ....” ต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร
โดย นายชัยธวัชกล่าวว่า สาเหตุที่พรรคก้าวไกลยื่นร่างฯ ดังกล่าว สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นับตั้งการชุมนุมครั้งแรกของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2549 ลุกลามบานปลายจนเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ต่อมายังมีการรัฐประหารซ้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งในห้วงเวลาเหล่านี้มีประชาชนจำนวนมากเข้าไปมีส่วนร่วมชุมนุม หรือแสดงออกทางการเมืองรูปแบบต่างๆ ตลอดระยะเวลามีประชาชนนับพันคนถูกดำเนินคดี ตั้งแต่คดีเล็กน้อยไปจนถึงคดีร้ายแรงเกี่ยวกับความมั่นคง
นายชัยธวัชกล่าวต่อว่า การดำเนินการคดีดำเนินการมาถึงปัจจุบัน ยังไม่มีท่าทีจะยุติ คดีใดที่มีการกล่าวหาไปแล้วหลายคดีก็ยังสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ยากที่จะทำให้สังคมไทยกลับสู่ความปกติสุข หรือสามัคคีกันในสังคม ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน มองว่าฝ่ายรัฐไม่มีความเคารพความเห็นต่างทางการเมือง ไม่เคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง พรรคก้าวไกลจึงเห็นว่าเพื่อให้สังคมไทยได้กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ จำเป็นต้องยุติการใช้นิติสงครามต่อประชาชน ให้ประชาชนที่เคยแสดงออกทางการเมือง โดยมีเหตุจูงใจจากความขัดแย้งทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าวได้หลุดพ้นจากการดำเนินคดี ดังนั้นการนิรโทษกรรมจึงเป็นหนทางที่จะถอนฝืนออกจากกองไฟ หยุดยุตินิติสงคราม เป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นสร้างความยุติธรรม และความปรองดองที่ยั่งยืนในสังคมไทยต่อไป
หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวต่อว่า สำหรับเนื้อหาสาระสำคัญของร่างฯ ดังกล่าว มีดังนี้
1.กำหนดให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวนชุมนุมทางการเมืองตลอดจนการกระทำทางกายภาพ หรือการแสดงความคิดเห็นใดๆ ที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ.2549 จนถึงร่างฯ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ หากการกระทำดังกล่าวมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดกับพันธะกฎหมายต่างประเทศ
2.การนิรโทษฯ จะไม่ครอบคลุมถึงการกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม หากเป็นการกระทำเกินสมควรกว่าเหตุ ตลอดจนจะไม่นิรโทษฯการกระทำความผิดต่อชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา และไม่นิรโทษฯการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113
3.กลไกการนิรโทษฯจะกำหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม คณะกรรมการฯชุดนี้ ในร่างฯของพรรคก้าวไกล จะเสนอให้มีคณะกรรมการฯ จำนวน 9 คน ซึ่งประธานรัฐสภา จะเป็นผู้แต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้ 1.ประธานสภาฯ 1 คน 2.ผู้นำฝ่ายค้าน 1 คน3.บุคคลที่ได้รับเลือกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) 1 คน4.มาจากบุคคลที่สภาฯเลือก 2 คน 5.ผู้พิพากษา หรืออดีตผู้พิพากษา 1 คน 6.ตุลาการ หรืออดีตตุลาการ 1 คน 7.พนักงานอัยการหรืออดีตพนักงานอัยการอีก 1 คน ซึ่งต้องมาจากการนำเสนอของศาลปกครองและอัยการเอง และ 8.เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 1 คน
4.กำหนดสิทธิผู้ได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากระเบียบ ประกาศคำสั่ง คำวินิจฉัย มติ หรือการกระทำของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำผิด เพื่อการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับนี้ ให้มีสิทธิสามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้เอง
นายชัยธวัชกล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการคืนชีวิตใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนที่โดนนิติสงคราม เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือแสดงออกในทางการเมืองใดๆ แล้วถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งพี่น้องประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของตัวเองในการเสริมสร้างบ้านเมืองโดยสันติ ได้รับการกระทบกระเทือน หรือการละเมิดเราเชื่อว่าการนิรโทษกรรมนี้ เป็นสิ่งที่สามารถเป็นไปได้หากพรรคการเมืองต่างๆ มีเจตจำนงร่วมกัน ที่จะผลักดัน และหากเราพิจารณาให้ดีเราจะพบว่า พรรคการเมืองต่างๆ ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ หรือไม่ได้ปฏิเสธการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองแต่อย่างใด
“หลังจากนี้พรรคก้าวไกลจะใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยกับทุกพรรค ทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม ทุกสี ที่เคยมีความขัดแย้งกันในอดีตให้สำเร็จ เราเชื่อว่าแม้ประชาชนคนไทยอาจจะไม่ได้มีความคิดเห็นทางการเมืองตรงกันทั้งหมด แต่ตนก็เชื่อว่าประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ต่างได้มาแสดงออกทางการเมืองและขัดแย้งกัน โดยยืนอยู่บนพื้นฐานที่ตัวเองอยากจะผลักดันให้สังคมเป็นสังคมที่ดีตามความคิดความเชื่อของตัวเองเราเชื่อว่า การยุติการต่อสู้ การยุติการดำเนินคดี การยุตินิติสงครามกับประชาชนไม่ว่าฝ่ายไหน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายได้ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยโดยสันติ หันหน้าเข้ามาหากัน เพื่อแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมอีกครั้งในอนาคต” นายชัยธวัช กล่าว
นายชัยธวัชกล่าวด้วยว่า เรื่องมาตรา 113 ในเรื่องการล้มล้างการปกครอง จะไม่เข้าข่ายที่จะถูกนิรโทษกรรม ส่วนคดีอื่นๆ ที่ได้ยกเว้นเอาไว้ก็ต้องอยู่ในการวินิจฉัยของคณะกรรมการที่จะเสนอให้ตั้งขึ้น ส่วนจะครอบคลุมถึงคดี 112 ด้วยหรือไม่นั้นก็ต้องอยู่ในการวินิจฉัยของคณะกรรมการ เช่นกัน
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีจากการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมนี้
1) ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Suphanat Aphinyan” ว่า “ม.112 ไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นความผิดฐานมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการแอบอ้างสร้างความเสื่อมเสีย ดังนั้น การผลักดันนิรโทษกรรมของพรรคก้าวไกล จึงมีเป้าหมายที่แท้จริงในการช่วยเสี่ย น. นายทุน #ตั๋วปารีส ให้พ้นผิดคดี ม.112 จากการจ้างอุ้มทวงหนี้โดยแอบอ้างสถาบันฯ ใช่หรือไม่?”
2) นายเชาว์ มีขวด ทนายความอาสา อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง“ลับลวงพราง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ที่แท้ลบล้าง ม. 112 ช่วยคนกำลังติดคุก” มีเนื้อหาระบุว่า...
ในที่สุดพรรคก้าวไกล(ก.ก.) โดยนายชัยธวัชตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทีมสส. ของพรรค เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากการเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. .... ต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทาประธานสภาผู้แทนราษฎรประธานสภาระบุว่า จะมอบหมายให้ฝ่ายเลขาธิการตรวจสอบความถูกต้องของลายมือชื่อผู้เสนอร่าง สารัตถะกฎหมาย ก่อนแจ้งให้เจ้าของร่างทราบภายใน 7 วัน ในการชงร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภา
โดยพรรค ก.ก. ซึ่งมี สส. มากที่สุด 151 คน ได้อ้างถึงความขัดแย้งทางการเมืองในรอบเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ครั้งแรกเมื่อ 11 ก.พ. 2549 ซึ่งลุกลามบานปลายจนเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)และเกิดรัฐประหารซ้ำเมื่อ22 พ.ค. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีประชาชนจำนวนมากเข้าไปมีส่วนร่วมในการชุมนุมและการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ทำให้หลายพันคนถูกดำเนินคดีตั้งแต่คดีเล็กๆ น้อยๆ ไปถึงคดีที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรง หรือคดีความมั่นคง และเป็นการยากที่สังคมไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติสุข เกิดความสามัคคีกัน
ส่วนการนิรโทษกรรมจะครอบคลุมผู้ต้องหา/จำเลยคดีมาตรา 112 หรือไม่นั้น นายชัยธวัชตอบว่าขึ้นอยู่กับอยู่ในวินิจฉัยของคณะกรรมการอย่างไรก็ตาม เขาย้ำเตือนว่า ภายหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 รัฐบาลได้ทำให้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง ด้วยการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 เพื่อนิรโทษกรรมให้กับคนที่ใช้อาวุธลุกขึ้นสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และมีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิตจำนวนมาก “เรายังสามารถเปิดให้กับคนที่กระทำผิดร้ายแรงเข้าสู่สังคม พูดคุย และร่วมใช้ชีวิตปกติในสังคมอีกครั้ง”นายชัยธวัช กล่าว “ตอนที่นิรโทษกรรมให้กับเหตุการณ์ 6 ตุลาก็เป็นเรื่องความผิดมาตรา 112 เป็นหลัก และยังมีคดีกบฏล้มล้างการปกครอง เปิดให้คนที่เข้าร่วมต่อสู้ด้วยอาวุธ เราสามารถที่จะอภัยเพื่อทำให้การเมืองไทยเดินหน้าไปได้จึงคิดว่าหากไม่มีอคติจนเกินไป ทุกฝ่ายควรจะร่วมกัน”
นายเชาว์ ระบุด้วยว่า ตนจับตาก้าวเดินของพรรคก้าวไกลเรื่องนี้มาตลอด เชื่อว่ามีวาระซ่อนเร้นอยู่เรื่องเดียวคือการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มจำเลยคดี 112 ซึ่งคดีเข้มงวดขึ้นทุกขณะ หลายคนถูกศาลพิพากษาติดคุกไม่ได้ประกันตัวเช่น ทนายอานนท์ นำภา หลายคนที่เป็นสส. กำลังจะติดคุกหลุดจาก สถานะสส.เร็วๆ นี้ เช่น สส.ไอซ์-รักชนกสส.ชลธิชาและอีกหลายคน จึงรู้สึกเป็นห่วงต่อท่าทีเรื่องนี้เพราะการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเรื่องสำคัญ นิรโทษกรรมในทางอาญานั้น หมายถึง “การลบล้างการกระทำความผิดอาญาที่บุคคลได้กระทำมาแล้ว” โดยมีกฎหมายที่ออกภายหลังการกระทำผิดกำหนดให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด “นิรโทษกรรม” จึงเป็นยิ่งกว่าการอภัยโทษ เพราะกฎหมายถือว่าผู้นั้นไม่เคยกระทำผิดมาก่อน แต่อย่าลืมว่าขบวนการล้มล้างสถาบันโดยการอ้างแค่ ม. 112 มาเป็นบันไดแรก ถูกฝึกถูกเสี้ยมทำกันเป็นขบวนการใหญ่ มีทุน มีผู้ชักใย อยู่เบื้องหลังและขบวนการต่างชาติร่วมอยู่ด้วย การออกกฎหมายนิรโทษกรรมจึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา เพราะมันต่อสู้กันที่ชุดความคิด ไม่ใช่คดีการเมือง นิรโทษกรรมก็แค่ซื้อเวลาออกจากการถูกจองจำชั่วคราว แต่กมลสันดานล้มเจ้ายังฝังตัวไปจนตาย
“ผมจึงไม่เห็นด้วยในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยการยัดใส่มาตรา 112 เข้าไปด้วย แต่ก็มีทางออกสำหรับผู้ที่หลงผิดคิดจะกลับตัวกลับใจ การยอมรับผิดต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป ซึ่งมีอยู่สองช่องทางด้วยกัน คือ 1.แสดงความสำนึกผิดโดยทำเรื่องขอ พระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล ซึ่งผมเชื่อว่าพระองค์ท่านคงพระราชทานอภัยโทษให้ หรือ2.คือการรับสารภาพต่อศาล ว่าที่ทำไปเพราะถูกปั่นหัวจากการฟังหรืออ่านชุดข้อมูลบิดเบือนมา ถ้าอ้างอิงข้อมูลที่ได้รับมาด้วย หรือซัดทอดไปถึงตัวการคนที่เสี้ยมอยู่ข้างหลังอย่างมีเหตุมีผลและน่าเชื่อถือด้วยแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีในการพิจารณาโทษเป็นอย่างมาก รวมทั้งแสดงความสำนึกผิดต่อศาลและยอมรับว่าต่อไปจะไม่กระทำผิดหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้อีกแล้ว เชื่อว่าศาลคงเมตตาปรานีโทษจากหนักเป็นเบา แทนที่จะติดคุก ศาลอาจรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้ก็ได้ นอกจาก 2 ช่องทางนี้อย่าคาดหวังคำหวานที่บอกว่าจะรอแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครอง ท่านยังเป็นคนหนุ่มสาวยังมีโลกภายนอกที่สวยงามให้ทำอีกเยอะลองเปิดตาออกมาดูครับ” นายเชาว์ระบุ
3) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ “โบว์” พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และอดีตนักกิจกรรมทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก“โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา-Nuttaa Mahattana” ระบุว่าขอแสดงความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯที่มีการยื่นต่อประธานสภานะคะ
1.ไม่ควรรวมความผิดตามมาตรา 112 ไว้ในคดีที่เข้าข่ายการนิรโทษกรรมด้วย การกระทำที่เป็นการละเมิดต่อสถาบันฯจำนวนมากตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้น
อย่างย่ามใจด้วยการจงใจปลุกปั่นของคนบางกลุ่มทั้งในและนอกประเทศจนไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดและมีจุดตัดที่ตรงไหน คดีเหล่านี้ควรมีการชำระความผิดและ “ขอพระราชทานอภัยโทษ” หากไม่ต้องการรับโทษต่อ ไม่ใช่ให้ใครอื่นมาเป็นผู้ลบล้างความผิดให้
2.ควรมีมาตรการหรือแนวทางอันมีน้ำหนักที่สามารถทำให้สังคมมั่นใจได้ว่า “การนิรโทษกรรม” ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยในการหยุดการละเมิดอันเลยเถิดที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองได้จริงในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่เกินเลยจนกระทบการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในสังคมเช่นการปิดคูหาเลือกตั้ง หรือการอ้างเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่นอย่างเป็นกิจวัตร
3.ส่วนตัวไม่สนใจที่จะได้รับการนิรโทษกรรม แม้เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าข่ายการได้รับสิทธิในครั้งนี้หากร่างกฎหมายผ่านเพราะมีคดี ม.116 หลายคดีที่เป็นการตั้งข้อหาเพื่อข่มขู่ให้ยุติการเคลื่อนไหวจากการชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งในยุคคสช. ซึ่งคดีส่วนใหญ่ก็ “ยกฟ้อง” ไปแล้ว และมั่นใจว่าจะพ้นผิดทุกคดีที่เหลือเพราะไม่มีการกระทำผิดใดๆตามข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ดี ไม่คิดขัดขวางหากจะมีกระบวนการนิรโทษกรรมเกิดขึ้นค่ะ สังคมไทยเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนการประนีประนอมอยู่แล้ว เพียงแต่เราควรมั่นใจได้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นจะนำสู่การคลี่คลายปัญหาจากความขัดแย้งได้จริง ไม่ใช่ให้การปัดเป่าคดีนั้นเป็นเพียงจุดตั้งต้นของการให้ท้ายการละเมิดต่อไป
สรุป : แก่นของการเสนอ “นิรโทษกรรม” อยู่ที่คำว่า“หากการกระทำดังกล่าวมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง” ซึ่งเป็นการอ้างที่ไม่ฝึกให้พลเมืองมี “ความรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมาย” ทั้งๆ ที่กระบวนการยุติธรรมสามารถ “ลดหย่อนผ่อนโทษ” หรือถึงขั้น “ไม่เอาโทษ” ได้ หากการกระทำนั้น “ขาดเจตนา”
หยุดอ้าง “มูลเหตุจูงใจทางการเมือง” เพื่อให้ท้ายมวลชนบ้าระห่ำของตัวเอง โดยเอามวลชนกลุ่มอื่นก่อนหน้ามากลบเกลื่อน หยุดอ้าง “นิติสงคราม” หากยังมีสันดานเคารพหลัก “นิติรัฐ-นิติธรรม” ยกเว้น...ไม่มี!!

ระบาดหนัก! โรคหัดในบังกลาเทศคร่าชีวิตเด็กแล้วเฉียด 100 ราย
คิตตี้ เคลื่อนไหวแล้ว หลัง เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องหย่า ลูกไม่เรียกพ่อ
หนองคายวิกฤต! ฝุ่นพิษพุ่งสูง ‘ระดับสีแดง’ ผู้ว่าฯสั่งห้ามเผา-งดกิจกรรมกลางแจ้ง
ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง 'ชันโรง' ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย
อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี