วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569
ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาในประเทศไทยมีมาอย่างยาวนาน โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการขาดการเข้าถึงโอกาสของผู้ที่มีรายได้น้อย แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนระดับมัธยมปลาย แต่ยังพบอุปสรรคที่เป็นช่องโหว่ของนโยบายเรียนฟรี 15 ปีในส่วนของเงินอุดหนุนรายการปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนที่ยังไม่ครอบคลุมนักเรียนยากจนในระดับปฐมวัยและระดับมัธยมปลาย และยังพบว่าการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อนักเรียนยากจนมีเพียงร้อยละ 0.5 ของงบประมาณด้านการศึกษาเท่านั้น ยิ่งส่งผลให้เด็กที่ครอบครัวเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยยิ่งขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา
จากสถิติข้อมูลนักเรียนจากสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เฉพาะในส่วนที่บริหารจัดการในภาครัฐ พบว่าเด็กนักเรียนชั้น ป.1 - ม.6/ปวช.3 ช่วงปี 2565 พบว่ามีอัตราเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาประมาณ 118,861 คน หรือคิดเป็น 20.4% ส่วนหนึ่งตัดสินใจออกจากระบบเพื่อไปศึกษาหาความรู้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง, ระบบ Home School หรือ กศน. แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่จำใจต้องออกจากระบบการศึกษาด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจภายในครอบครัว
เพราะไม่มีทุนในการศึกษา จึงต้องเดินหน้าในทางที่ไม่ได้เลือก
“ทุนการศึกษา” ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยมอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาสได้สามารถ
กลับมาเรียนได้อีกครั้ง แต่ไม่ใช่เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาทุกคนจะได้รับ “โอกาส” เพราะทุนการศึกษามีจำกัด เด็กด้อยโอกาสจำนวนมากจึงต้องแข่งกันเพื่อคว้าทุนการศึกษา ผู้เขียนได้เล็งเห็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาทุนการศึกษาในสังคมไทยมีดังนี้
1.จำนวนทุนการศึกษาที่มีอย่างจำกัดไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็กด้อยโอกาส ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนส่งผลให้มีผู้ที่บริจาคทุนการศึกษาน้อยลง รวมไปถึงรัฐบาลที่ได้มีการตัดงบการศึกษา จึงทำให้เด็กด้อยโอกาสจำนวนมากต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งทุนการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัด
2.เด็กด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงทุนการศึกษาได้ ไม่ใช่เด็กทุกคนจะรู้และสามารถเข้าถึง ทุนการศึกษาได้ เพราะเด็กส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทุนการศึกษา และยังมีเด็กบางกลุ่มที่ไม่กล้าขอทุนการศึกษาเพราะอายเพื่อน ยังรวมไปถึงการบริหารจัดการของสถานศึกษาบางกลุ่มที่ละเลยเด็ก จนทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงทุนการศึกษาได้
3.หลักเกณฑ์การพิจารณาทุนการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม เมื่อพูดถึงการให้ทุนการศึกษา “เด็กด้อยโอกาส” คือกลุ่มคนแรกๆ ที่สมควรได้รับโอกาสทางการศึกษา แต่มีเด็กด้อยโอกาสอีกมากที่ไม่ผ่านการพิจารณาทุนด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาทุนที่ไม่ใช่แค่ยากจนอย่างเดียว เช่น ต้องมีผลการเรียนที่ดี ต้องมีการทำกิจกรรมต่างๆ จนทำให้เด็กยากจนที่ไม่ได้เรียนเก่งหรือมีต้นทุนสำหรับการไปร่วมทำกิจกรรมต่างๆ พลาดโอกาสในการได้รับทุนในการศึกษา อีกหนึ่งปัญหาการพิจารณาทุนที่ไม่เท่าเทียมที่พบมากคือ “ระบบคนสนิท” มีครูบางส่วนที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาทุนให้เด็กมักจะให้ทุนกับเด็กนักเรียนที่ตัวเองมีความสนิทสนมด้วย หรือเด็กนักเรียนที่เป็นญาติกัน
4.ประชาชนทั่วไปรวมถึงเด็กนักเรียนไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสของการใช้งบทุนการศึกษาได้ เงินทุนที่เหลือจะทำอย่างไร? เงินทุนกว่าจะถึงมือเด็กได้ผ่านมือใครมาบ้าง? ผู้เขียนเชื่อว่าคำถามเหล่านี้ทุกคนล้วนสงสัย สถานศึกษาจึงควรจัดทำการเปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบทุนการศึกษาให้ประชาชนและเด็กได้ทราบ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในการจัดทุน
จึงนำไปสู่ผลกระทบ ที่ไม่ได้จบแค่คนกลุ่มเดียว
เพราะเด็กไม่มี “เงิน” จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เด็กเลือกที่จะหันหลังให้กับการศึกษา สังคมมักกล่าวโทษเด็กที่หันหลังให้การศึกษาว่าเป็นเด็กไม่มีความรับผิดชอบ เด็กเกเร แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่กล่าวมาใช่เหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ ปัญหาที่เห็นได้ชัดเมื่อเด็กหันหลังให้การศึกษา คือ การหันไปพึ่งยาเสพติด การมีพฤติกรรมเป็นเด็กแว้นที่สร้างความวุ่นวายในสังคม หรือหนักสุดก็คงเป็นการทำผิดร้ายแรงที่อาจทำให้ต้องจำคุก ดังนั้นผู้เขียนจึงเล็งเห็นถึงปัญหาการไม่มีทุนในการศึกษาว่ามีผลกระทบในวงกว้าง มีหลายกลุ่มในสังคมได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเด็ก ผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา รวมไปถึงสังคม ซึ่งแน่นอนว่า คนที่จะรับผิดชอบผลที่ตามมาไม่ใช่แค่เพียงตัวเด็ก แต่เป็น “ทุกคนในสังคม” ที่จะต้องช่วยกันผลักดันให้เด็กด้อยโอกาสได้เข้าถึงทุนการศึกษา
เพราะการแก้ปัญหาที่ดี เริ่มด้วยการมีหลักธรรมาภิบาล
จากประเด็นปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นผู้เขียนเห็นว่าเราสามารถนำหลักธรรมาภิบาลมา ประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านทุนการศึกษาได้ ผู้เขียนเชื่อว่าเราสามารถนำ “หลักความโปร่งใส” มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาทุนการศึกษาได้ เช่น การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสในการจัดสรรทุนการศึกษาเพื่อให้สามารถติดตาม และเข้าใจถึงกระบวนการในการคัดเลือกทุน ปริมาณทุนที่ใช้ไป รวมไปถึงผลลัพธ์ของการใช้ทุนการศึกษา
นอกจากนี้ยังสามารถนำ “หลักการมีส่วนร่วม”เข้ามาประยุกต์ใช้ได้โดยสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น นักเรียน ครู โรงเรียน ผู้ปกครอง หรือบุคคลหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีส่วนในการจัดสรรงบประมาณทุนการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย รวมไปถึงพิจารณาในการจัดสรรทุนอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบการจัดสรรทุน
ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่าง “โครงการร้อยพลังทางการศึกษา” ที่เปรียบเสมือนกลไกการเชื่อมโยงระหว่างเด็กด้อยโอกาสและผู้สนับสนุน โดยทำหน้าที่สำคัญในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสผ่านเครื่องมือพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา เชื่อมโยงคนในสังคมให้มีส่วนในการร่วมระดมทุนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเด็กด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาผ่านช่องทางการบริจาคที่เว็บไซต์ https://donate.tcfe.or.th/donate โดยโครงการนี้มีความโปร่งใสในการจัดสรรทุนการศึกษา เพื่อให้ผู้รับทุนและผู้สนับสนุนทั้งหมดได้เห็นทุกขั้นตอนของการนำเงินไปใช้ โดยทุกคนสามารถเข้ามาตรวจสอบการใช้เงินบริจาคได้ผ่านเว็บไซต์ร้อยพลังการศึกษา (https://www.tcfe.or.th/good-governance/) และยังสามารถติดตามผลการดำเนินงานผ่านเว็บไซต์ได้ทั้งหมดอย่างเปิดเผยและโปร่งใส
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าการนำหลักธรรมาภิบาลเรื่องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมเข้ามาประยุกต์ใช้กับระบบการจัดสรรทุนการศึกษา ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้มอบทุนและผู้รับทุน เพราะทุกคนได้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการจัดสรรทุนการศึกษาให้มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เมื่อประชาชนเห็นถึงความโปร่งใสก็อยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันบริจาคทุนการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและกลับมาสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กรุ่นต่อๆ ไป
.jpg)

น็อต วรฤทธิ์ วอนอย่าคุกคาม เผยมีคนบุกหาเรื่องถึงร้าน ปมเห็นต่างทางการเมือง
เพื่อไทย ขายฝัน แจกเงินล้าน วันละ 9 คน
ณัฐวุฒิ เหน็บแรง! บอกถึงพรรคส้มชนะ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เหตุติดล็อก 44 สส. โดนเล่นเรื่องแก้ รธน.
‘รอง ผบช.สง.ก.ตร.’ช่วยราชการ ภ.1 ตรวจเยี่ยมตำรวจภาค1 ฝึกอบรมปฏิบัติหน้าที่ Local CAT
อนุทิน บ่นเฮงซวย หลังชาวบ้านปรี่ร้อง ย้ายที่อยู่ ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ได้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี