วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
อย่างที่เคยเขียนไว้..ว่าความชั่วความเลวของ“ทักษิณ ชินวัตร”ที่ได้ก่อเวรกรรมไว้ระหว่างปี 2544-2549..ขณะเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยนั้น..หยิบมาเขียนเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ไม่จบ
ยุคที่“ทักษิณ ชินวัตร”ครองเมือง ต้องถือว่าเป็นยุคที่“ตำรวจเรืองอำนาจ”..ทักษิณในฐานะที่เป็นตำรวจเก่าเข้าไปกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และใช้ตำรวจเป็นฐานในการกระชับอำนาจของตน..ชนิดที่ว่า“ภายใต้แสงอาทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” อันเป็นคำขวัญของ“พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์”อดีตอธิบดีกรมตำรวจผู้ทรงอำนาจในยุค“จอมพล ป. พิบูลสงคราม”..ซึ่งทักษิณมักจะนำมากล่าวอ้างเพื่อปลุกเร้าตำรวจอยู่เสมอ
ในช่วงทำสงครามปราบปรามยาเสพติด..ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์-30 เมษายน 2546..“ทักษิณ ชินวัตร”ก็ใช้คำขวัญดังกล่าวของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มาปลุกเร้าตำรวจ..ซึ่งปรากฏว่า เพียงแค่ 3 เดือนของการดำเนินนโยบายนี้ภายใต้การสั่งการของทักษิณ..มีผู้เสียชีวิตจากคดีฆาตกรรมถึง 2,819 ศพ..ซึ่งในจำนวนนี้พบว่ามีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมถึง 1,370 ศพ
การทำสงครามปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายของ“ทักษิณ ชินวัตร”ในครั้งนั้น...หลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศเห็นว่า เป็นนโยบายที่ส่งเสริมการใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง..ส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก..ถูกวิสามัญฆาตกรรมหรือถูก“ฆ่าตัดตอน”โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ผลการศึกษาสอบสวนเรื่อง“ปัญหาและผลกระทบการดำเนินนโยบายประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติด” โดยคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ในขณะนั้น ซึ่งมี “ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง”เป็นประธาน--สรุปว่า..“การสั่งการ-มอบหมาย และชี้แจงนโยบาย”ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร..“มีลักษณะชี้นำ-ปลุกเร้า-และกดดัน” ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานใช้ความรุนแรงนอกระบบกฎหมายเข้าจัดการกับปัญหา..อีกทั้ง ยังมีการใช้วาทกรรมและพิธีกรรมที่ยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง
วาทกรรมที่“ทักษิณ ชินวัตร”ใช้ปลุกเร้า..นอกจาก “ภายใต้แสงอาทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”แล้ว..ก็มี อาทิเช่น “การทำงานหนักของท่าน 3 เดือน..ถ้าจะมีผู้ค้ายาตายไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ”, “บางทีถูกยิงตายแล้วต้องถูกยึดทรัพย์ด้วย..ผมคิดว่าเราต้องเหี้ยมพอๆ กัน” และ “ที่อยู่ของขบวนการค้ายาเสพติดมี 2 ที่..คือถ้าไม่ไปคุก ก็ไปวัด”
การทำสงครามปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายของ“ทักษิณ ชินวัตร”ดังที่กล่าวนี้..คณะกรรมการตรวจสอบอิสระทุกคณะที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาสอบสวนภายหลังจาก“ทักษิณ ชินวัตร”พ้นอำนาจ..สรุปต้องตรงกันว่า--เป็นการก่ออาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ คือเข้าข่ายความผิด“การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” (Crime against humanity)..อันเป็นความผิดอาชญากรรรมร้ายแรงตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศหลายฉบับ..โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาม“ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ” ที่บทบัญญัติของธรรมนูญกรุงโรมฯ มีสถานะเป็น“กฎหมายบังคับเด็ดขาด”
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดยิ่งขึ้น..เมื่อไปดูรายงานการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากนโยบายดังกล่าวของ“ทักษิณ ชินวัตร”..ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์..มี “ผศ.ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์” เป็นหัวหน้าโครงการ และ“ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ”เป็นที่ปรึกษาโครงการ และได้นำเสนอต่อสำนักคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) ในปี 2558..สรุปไว้ว่า
การดำเนินนโยบายในการประกาศสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดของรัฐบาลที่มี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี..ก่อให้เกิดการโจมตีและการสูญเสียแก่ประชากรพลเรือนใน“วงกว้าง-อย่างเป็นระบบ-และเป็นขั้นเป็นตอน” จึงมีลักษณะเป็นการ“ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”..ทั้งในลักษณะของการฆ่าคนตายโดยเจตนา และในลักษณะของการบังคับบุคคลให้สูญหายตามนัยและเจตนารมณ์แห่งธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศอย่างแท้จริง
อีกประการหนึ่ง นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และกำหนดแนวทางในการปฏิบัติตามนโยบายนี้..ขาดความชัดเจน โดยใช้ความรุนแรง และไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐ รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชากรพลเรือน..อันเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งการสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้เสียหายที่เป็นประชากรพลเรือนอย่างรุนแรงและอย่างกว้างขวาง
ผลสรุปของคณะทำการศึกษาวิจัยชุดนี้ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็คือ..“ทักษิณ ชินวัตร”จึงเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการก่ออาชญากรรมร้ายแรง..จากการกำหนดและการดำเนินนโยบาย ในฐาน“ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”..ซึ่งเป็นการก่อ“อาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ”..มิใช่เพียงการกระทำความผิดอาชญาสามัญทั่วไปตามบททบัญญัติแห่งกฎหมายภายในของประเทศไทยเท่านั้น
เป็นเรื่องน่าเศร้าก็ตรงที่ว่า..แม้ประเทศไทยจะได้ลงนามรับรองธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2543 แล้วก็ตาม..แต่ประเทศไทยก็ยังมิได้ให้สัตยาบันหรือให้ความยินยอมแก่ธรรมนูญกรุงโรมฯอย่างเป็นทางการ..ดังนั้นประเทศไทยจึงยังไม่มีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามธรรมนูญกรุงโรมฯ และยังไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญกรุงโรมฯแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ “ทักษิณ ชินวัตร”จึงลอยนวลอยู่ได้จนทุกวันนี้..เพราะประเทศไทยไม่สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อเอาผิดกับทักษิณในข้อหา“ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”ได้..เนื่องจากเรายังไม่ได้ให้สัตยาบันยอมรับธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ
เมื่อตามไปดูต่อว่า..ทำไมประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบัน—ก็พบว่าในปี 2543 สมัย“รัฐบาลชวน หลีกภัย” ซึ่งมี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ..ได้ดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเสนอให้สภาฯอนุมัติ..แต่ด้วยเหตุที่รัฐบาลของนายชวน ต้องพ้นวาระไปเสียก่อน..จึงทำให้เรื่องนี้พลอยค้างคาตามไปด้วย
ในปี 2544 หลังจากพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลโดยมี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี..ปรากฏว่ารัฐบาลของทักษิณ ได้สั่งยกเลิก-- ไม่เสนอเรื่องให้สภาฯรับรอง..ด้วยข้ออ้างที่ว่า ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์อันอาจจะมีผลกระทบ..ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้วนให้สัตยาบันต่อ“ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ”แล้วทั้งสิ้น..ไม่ว่าจะเป็นเนเธอร์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศกัมพูชา
จึงน่าเศร้าและน่าเสียดาย..ถ้าหากประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ..วันนี้“ทักษิณ ชินวัตร”ฆาตกรผู้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติก็คงอาจจะติดคุกหัวโต-นอนรอความตายอยู่ในคุกแล้วก็เป็นได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

6 ตัวแทนเฝ้าหีบ แถลงโต้ กกต. ปมกล่าวหาปลอมเอกสารใบขีดคะแนน ชลบุรี เขต 1
ACSC เตือนภัย เช็กก่อนรับ! ระวังมิจฉาชีพตีเนียนส่งพัสดุเก็บเงินปลายทาง
ภราดร สวนหมัด จูรี ปมทวงเงินน้ำท่วม ยันพร้อมจ่าย รอ กกต.ไฟเขียว
หวานไม่แผ่ว นาเดีย ควงสามีดินเนอร์หวานก่อนวาเลนไทน์
ล้างบางแก๊งสแกมเมอร์! ปปง.สั่งยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน ตกเป็นของแผ่นดิน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี