ไม่นานมานี้บนแพลตฟอร์ม X มีการแสดงความคิดเห็นที่ตั้งคำถามต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม จากประเด็นดังกล่าวได้เกิดการรีโพสต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเริ่มเปลี่ยนจากการตั้งคำถามกลับกลายเป็นการแสดงความคิดเห็นที่แสดงถึงความเกลียดชังหรืออคติต่อศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม และหากไม่สามารถยับยั้งกระแสแห่งความเกลียดชังที่แผดเผาเป็นไฟลามทุ่งเช่นนี้ ก็อาจก่อให้เกิดความหวาดกลัวอิสลาม หรือที่เรียกว่า “Islamophobia” ในสังคมไทยก็เป็นได้
คอลัมน์ “คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen)” ในครั้งนี้ จะพาทุกท่านย้อนไปถึงที่มาที่ไปของภาวะความหวาดกลัวอิสลามที่เริ่มต้นมาจากโลกตะวันตก พร้อมทั้งสำรวจให้ลึกลงไป เพื่อให้เห็นว่าความหวาดกลัวที่ว่านั้นมันไม่ได้หยุดอยู่ที่เพียงความหวาดระแวง แต่มันยังนำไปสู่ความรุนแรงที่คาดไม่ถึงอีกด้วย!
จุดเริ่มต้นของความเกลียดชัง
จุดเริ่มต้นของ Islamophobia อาจมีที่มาเริ่มต้นจากการศึกษาประเด็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่มักดำรงอยู่คู่ขนานกับประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิม จนนำไปสู่การสร้างเรื่องเล่า มายาคติและวาทกรรมที่ว่า “Islam theEnemy” ในแง่นี้ หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ก็คล้ายคลึงกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เหตุการณ์การเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 และวาทกรรมพม่าเผาเมือง อันเป็นการสร้างสำนึกความรักชาติของคนไทยในขณะเดียวกันก็เป็นการปลูกฝังความเกลียดชังต่อพม่าด้วย
ความทรงจำในลักษณะของ Islamophobia ฝังลึกอยู่ในมโนสำนึกของผู้คนในโลกตะวันตกและถูกทำให้เป็นภาวะปกติของสังคม จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 9/11ที่เป็นตัวกระตุ้นความทรงจำแบบ Islamophobia และแพร่กระจายแนวคิดนี้ไปสู่สังคมโลกด้วยน้ำมือของสื่อตะวันตก ทั่วโลกต่างพากันรุมประณามมุสลิมในฐานะ “ผู้ก่อการร้าย”จากเหตุการณ์ครั้งนี้ สื่อมีบทบาทสำคัญมากทีเดียวต่อการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบแก่อิสลาม เนื่องจากสื่อต่างๆ ทั่วโลกต่างพากันพาดหัวข่าวเหตุวินาศกรรมโดยพร้อมเพรียง ชื่อของ “อุซามะฮ์ บินลาดิน” “อัลกออิดะฮ์” “ผู้ก่อการร้ายมุสลิม” ฯลฯ จึงถูกกล่าวย้ำและเขียนซ้ำอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการตอกย้ำแนวคิดหรือทัศนะที่ว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งสงครามและความรุนแรงให้ชัดเจนมากขึ้นแก่สายตาชาวโลกด้วย
ความหวาดกลัวและความเกลียดชังที่นำไปสู่ความรุนแรง
กระแสความเกลียดชังอิสลาม นำไปสู่การหาผลประโยชน์ทางการเมือง เมื่อเริ่มมีนักการเมืองหาเสียงโดยชูนโยบายต่อต้านอิสลามหรือมุสลิมและปลุกกระแส
Islamophobia ขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2017 เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปลุกกระแส Islamophobia ในสหรัฐอเมริกา โดยในช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ทรัมป์ได้พูดถึงมาตรการห้ามไม่ให้มุสลิมเข้าสหรัฐอเมริกา ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมของมุสลิมในมัสยิดทั่วประเทศ ซึ่งการชูนโยบายที่ว่านี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากพวกขวาจัดและกลุ่มคนนิยมคนผิวขาว นอกจากนี้ คำประกาศของทรัมป์ยังสะท้อนถึงการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติ เหยียดศาสนา และสร้างความแตกแยกในสังคมอเมริกัน ต่อมา ภายหลังจากที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งก็เกิดความชอบธรรมในการต่อต้านมุสลิมในสหรัฐอเมริกาและนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด มุสลิมถูกคุกคามและกระทำอาชญากรรมในหลายพื้นที่ เช่น มีการเผาศูนย์กลางอิสลามในรัฐเท็กซัส การยิงผู้นำศาสนาอิสลาม การยิงอิหม่ามเชื้อสายบังกลาเทศในมหานครนิวยอร์ก การทำร้ายร่างกาย การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายของชาวผิวขาวต่อครอบครัวมุสลิม เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะความหวาดกลัวอิสลามยังนำไปสู่ความรุนแรงถึงแก่ชีวิตของชาวมุสลิม จากกรณีของ Suzanne Barakat หญิงมุสลิมคนหนึ่งที่ได้พูดถึงประเด็น Islamophobia บนเวที TEDTalks เมื่อเธอต้องสูญเสียคนในครอบครัวของเธอเนื่องจากปัญหาความเกลียดชังมุสลิม โดยเธอได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เพื่อนบ้านบุกเข้ามาฆาตกรรมคนในครอบครัวของเธอเพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นมุสลิม Suzanne Barakat ไม่สามารถปล่อยให้ความตายของคนในครอบครัวถูกลดค่าลง เธอจึงได้ออกมาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับตั้งคำถามว่า หากเรื่องราวนี้เกิดกลับกันหากมีคนอาหรับ มุสลิม หรือคนที่เหมือนมุสลิมสักคนหนึ่งฆ่านักศึกษาผิวขาวในบ้านของพวกเขาจะเกิดอะไรขึ้น?ถ้าเป็นเหตุการณ์เช่นนี้ สื่อคงพากันพาดหัวข่าวว่าเป็น “การจู่โจมของผู้ก่อการร้าย” อย่างแน่นอน!
ในตอนจบของการบรรยาย Suzanne Barakat ได้กล่าวว่า ภาวะ Islamophobia กลายเป็นรูปแบบของความเกลียดชังที่สังคมยอมรับ ชาวมุสลิมล้วนต้องเผชิญกับการถูกเหยียดหรือถูกคุกคาม และความเกลียดชังนี้ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลง และยุติความเกลียดชัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้นอีกดังเช่นครอบครัวของเธอ
จะเห็นได้ว่า จากอคติได้ก่อตัวกลายเป็นความหวาดระแวงและความเกลียดชัง และในท้ายที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงและนำไปสู่ความสูญเสียอย่างเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายแล้ว Islamophobia หรือ ความหวาดกลัวอิสลาม จึงเป็นสภาวะความกลัวทางจิตอันเนื่องมาจากมายาคติที่ว่า ศาสนาอิสลาม คือ ศาสนาแห่งสงครามและความรุนแรง ความหวาดกลัวดังกล่าวได้ถูกพัฒนาต่อให้เกิดเป็นความเกลียดชังและกลายเป็นความรุนแรงในท้ายที่สุด ทว่าความเลวร้ายหรือความรุนแรงไม่ควรถูกผูกโยงเข้ากับกลุ่มคน เชื้อชาติ หรือศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะปัญหาการก่อการร้ายไม่ได้มีที่มาจากพระคัมภีร์หรือแก่นของศาสนาอิสลาม เพียงแต่กลุ่มก่อการร้ายเหล่านั้นยกพระคัมภีร์มาเป็นข้ออ้างเพื่อกระทำผิด พูดง่ายๆ ก็คือ ศาสนาอิสลามไม่ได้ผลิตผู้ก่อการร้าย และไม่ใช่ศาสนาแห่งสงครามหรือความรุนแรง ดังนั้น เราทุกคนจึงควรยุติความหวาดกลัว ความเกลียดชัง และความรุนแรง ทั้งหลายเหล่านี้ลง ก่อนที่สังคมจะจมอยู่ในวังวนแห่งการตอบโต้และความหวาดระแวงจนยากแก่การสมานฉันท์เยียวยา
ธนากาญจน์ กันทอง

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี