วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
การปล้นปืนและโจมตีค่ายทหารเจาะไอร้อง หรือที่เรียกกันว่า“ค่ายปิเหล็ง” นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงในภาคใต้ ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมตรี ซึ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่า นี้คือปฐมเหตุ“ไฟแห่งความคับแค้น”ของคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์“ปล้นปืน”เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น.วันที่ 4 มกราคม 2547 กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายประมาณ 60 คน บุกเข้าโจมตีคลังแสงเก็บอาวุธของกองทัพบก กองพันพัฒนาที่ 4 ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านปิเหล็ง ตำบลมะรือโบออก อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เป็นผลให้ทหารเสียชีวิต 4 นาย ก่อนผู้ก่อความไม่สงบจะหลบหนีไปพร้อมกับอาวุธปืน“เอ็ม.16” และปืนพกขนาด“11 ม.ม.”ที่ปล้น รวมทั้งหมด 413 กระบอก
หลังเกิดเหตุการณ์ยังไม่ทันได้ตรวจสอบที่มาที่ไปให้แน่ชัด ปรากฏว่า อดีตนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ชิงพูดเป็นการสบประมาทในท่ามกลางความสับสนอลหม่านของข้อมูล โดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เป็นฝีมือ“โจรกระจอก” ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ใช้มาตรการแข็งกร้าวไล่ล่าหาตัวผู้กระทำผิด และตามหาปืนที่ถูกปล้นเพื่อให้ได้คืนกลับมาโดยเร็ว
เริ่มจากมีการประกาศและขยายพื้นที่ในการใช้กฎอัยการศึก จึงเท่ากับเป็นตัวเร่งสถานการณ์ในพื้นที่ให้ร้อนลุกเป็นไฟได้อย่างดี และต่อมาก็ยังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มเชื้อไฟเข้าไปอีก เพราะว่าภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมบุคคลโดยไม่ต้องรอหมายศาล ส่งผลให้ชาวบ้านที่เป็นคนไทยมุสลิมในพื้นที่ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัย เดือดร้อนกันโดยถ้วนทั่ว
ทางด้านกองทัพภาคที่ 4 ในเวลานั้น ซึ่งมี พล.ท.พงษ์ศักดิ์ เอกบรรณสิงห์ เป็นแม่ทัพภาค 4 ก่อนจะเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4 เป็น“พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี”ในอีก 2 เดือนต่อมา ได้ออกมาแถลงข่าวโดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนสามกลุ่ม คือ PULO, BRN และกลุ่มมูจาฮีดีนอิสลามปาตานี ในขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในขณะนั้น เห็นว่าทหารในค่ายบางคนน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้ด้วย
ส่วน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้องที่“ทักษิณ ชินวัตร”หนุนส่งขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น โดยข้ามหัวนายทหารคนอื่นๆ ก็ได้สั่งการให้มีการสอบสวน“ทหารเกณฑ์”ที่มีเชื้อสายมลายูจำนวน 65 คนทันที พร้อมทั้งประกาศตั้งสินบน 1 ล้านบาทให้แก่ผู้ที่สามารถชี้เบาะแสเกี่ยวกับผู้กระทำผิดและผู้บงการการ“ปล้นปืน”ในครั้งนี้
และจากมาตรการต่างๆ ดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคงและกองทัพ กลับยิ่งเพิ่มบรรยากาศความกลัว และเพิ่มความคับแค้นใจให้แก่ชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส และอีก 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ, เทพา, นาทวี และสะบ้าย้อย เพราะมีการปฏิบัติการทั้ง“จับ”และ“อุ้ม”ผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำในทางลับ ตลอดจนใช้กำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นสถานที่ต่างๆ รวมทั้งบ้านผู้ต้องสงสัยไม่เว้นแม้กระทั่งยามวิกาล
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ชาวบ้านที่เป็นคนไทยมุสลิมต้องหันไปเป็นแนวร่วมกับผู้ก่อความไม่สงบ ขณะเดียวกัน ผู้ก่อความไม่สงบก็ตอบโต้ด้วยการใช้อาวุธสร้างความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ เพื่อบั่นทอนความมั่นคงและท้าทายอำนาจรัฐมากขึ้น มีการลอบวางเพลิงโรงเรียนและสถานที่สำคัญๆ, ลอบวางระเบิด และการชุ่มยิงทำร้ายเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหาร และครู ไม่เว้นแม้กระทั้งพระสงฆ์และสามเณร ตลอดจนชาวบ้านที่เป็นชาวไทยพุทธ
จากเหตุการณ์ปล้นปืนถัดมาอีกสองเดือน ก็เกิดเหตุการณ์ที่มีผลต่อเนื่องมาจากเรื่องเดียวกัน โดยในคืนวันที่ 12 มีนาคม 2547 นายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสภาทนายความแห่งประเทศไทย ก็ได้ถูก“อุ้ม”หายตัวไป เหตุเกิดกลางเมืองหลวง-กรุงเทพมหานคร ย่านถนนรามคำแหง เยื้องสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก
การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของนายสมชาย นีละไพจิตร ครั้งนี้ ไค้ตกเป็นข่าวครึกโครม เพราะเขาเป็นทนายความเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ลูกความที่เป็นคนไทยมุสลิม ซึ่งถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังได้ร่วมเป็นทนายกับนักกฎหมายมุสลิม ว่าความให้กับผู้ต้องหา 5 คนที่ถูกจับและดำเนินคดีข้อหาปล้นอาวุธปืน“ค่ายปิเหล็ง”
ก่อนที่นายสมชาย นีละไพจิตร จะถูก“อุ้มหาย”นั้น เขาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลงชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อเสนอรัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
และสำคัญที่สุด ในวันที่ 11 มีนาคม 2547 ก่อนหน้าที่จะถูก“อุ้มหาย”หนึ่งวัน นายสมชาย นีละไพจิตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลยกคำร้องขอเวลาขยายฝากขังของตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวน และขอให้ศาลสั่งให้เรือนจำเป็นผู้ควบคุมผู้ต้องหาคดีปล้นอาวุธปืน“ค่ายปิเหล็ง”ที่เป็นชาวไทยมุสลิมทั้ง 5 คน เนื่องจากผู้ต้องหาทั้งหมดร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ ด้วยการปัสสาวะรดหน้า และใช้ไฟฟ้าช็อตตามร่างกายและอวัยวะเพศ
ต่อมาอีกหนี่งเดือนหลังจากทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูก“อุ้มหาย” ปรากฏว่าในวันที่ 28 เมษายน 2547 ก็เกิดเหตุการณ์“กรือเซะ-สะบ้าย้อย” ที่มัสยิดกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีคนไทยมุสลิมถูกล้อมปราบในมัสยิดกรือเซะเสียชีวิตจากการถล่มด้วยอาวุธสงครามของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร 32 ศพ และที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เหตุเกิดในวันเดียวกัน มีผู้เสียชีวิต 19 ศพ นอกจากนั้นในวันเดียวกันนี้ยังเกิดเหตุการณ์รุนแรงพร้อมกันอีกนับสิบจุดในจังหวัดยะลาและนราธิวาส รวมแล้วมีคนไทยมุสลิมเสียชีวิตทั้งหมดในวันเดียวกัน 108 ศพ
ทั้งนี้ เฉพาะที่อำเภอสะบ้าย้อยนั้น สมควรจะต้องบันทึกไว้ เพราะผู้เสียชีวิตทั้ง 19 ศพ เป็นเยาวชนมุสลิมจากบ้านสุโสะ หมู่ 2 ตำบลธารคีรี อำเภอสะบ้าย้อย ทั้งหมดล้วนเป็นนักฟุตบอลทีมเยาวชนของตำบลธารคีรีที่กำลังมีอนาคตไกล เป็นผู้นำพาทีมของตำบลชนะการแข่งขันในระดับอำเภอมาตลอดทุกครั้ง การเสียชีวิตครั้งนี้จึงเป็นเหตุให้บรรดาญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดในพื้นที่ที่รู้จักชอบพอกับนักฟุตบอลเยาวกลุ่มนี้ เป็นเดือดเป็นแค้นเจ้าหน้าที่รัฐทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม ผลสะเทือนจากเหตุการณ์“กรือเซะ-สะบ้าย้อย” รวมทั้งเหตุรุนแรงในจังหวัดยะลาและนราธิวาสยังไม่ทันคลี่คลาย ก็เกิดเหตุการณ์ตากใบที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ขึ้นมาอีกในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 จากการสลายการชุมนุมของชาวบ้านที่เป็นคนไทยมุสลิม ซึ่งมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 6 คนที่ถูกจับกุมตัวในข้อหาว่า นำอาวุธปืนของทางราชการไปให้ผู้ก่อความไม่สงบ และการสลายการชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 85 ศพ โดยเสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้ายไปคุมขังข้ามจังหวัด 78 ศพ เสียชีวิตขณะสลายการชุมนุม 6 ศพ และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล 1 ศพ ส่วนคนที่รอดชีวิตจำนวนหนึ่งต้องกลายเป็นคนพิการ นอกจากนี้แล้วยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง
ทั้งหมดนั้นคือที่มาของปัญหา“ไฟใต้”ที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ“ทักษิณ ชินวัตร” ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
จึงทำให้มีเสียงสะท้อนดังขึ้นมาว่า“ง่ายเนาะ”กับคำขออภัยของอดีตนักโทษเด็ดขาดชายผู้นี้ พร้อมกับการขานรับแบบฝันลมๆ แล้ง ๆ เสมือนคำลวงโลกของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เป็น“เด็กในคาถา”ของทักษิณเกี่ยวกับการแก้ปัญหา“ไฟใต้”ว่า
“ปีนี้น่าจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจน จะมีทิศทางที่ดีขึ้น และปีหน้าจะหาทางจบเรื่องนี้”!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

จีน-ปากีสถาน ผนึกกำลัง เรียกร้อง 5 ข้อ ดับไฟสงครามตะวันออกกลาง
ม.รังสิต โต้ อ.โต้ง ไม่ได้เลิกจ้างเพราะปราบโกง แต่ใช้ข้อมูลเท็จทำให้เสียหาย
รัฐติดล็อก ข้อจำกัดทางกฎหมาย นักวิชาการ มธ. ชี้ ช่องโหว่ การบริหารจัดการไฟป่า PM 2.5
มาเลเซียรอด อิหร่านเปิดทางเรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
นายกฯ เซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ รับมือวิกฤตน้ำมันช่วงสงกรานต์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี