วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
แม้จะผ่านมาเพียงครึ่งปี แต่สำหรับผู้เขียนปี 2568 นี้ คือหนึ่งในปีที่วุ่นวายที่สุดหรือเป็นอีกปีที่สามารถเรียกได้ว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจในหลายประเทศ หรือความขัดแย้งทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้ารอบใหม่ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา ความไม่มั่นคงทางการเมืองที่นำไปสู่สงครามหรือความรุนแรงในหลายภูมิภาค รวมถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
โดยเฉพาะความขัดแย้งทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลกนั้น สำหรับผู้เขียน อาจจะกล่าวได้ว่าตอนนี้การเมืองโลกกำลังเข้าสู่ภาวะความหวาดระแวงซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการบุกโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยอิสราเอลในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาซึ่งสาเหตุมาจากการที่อิสราเอลกล่าวหาว่าทางอิหร่านกำลังพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอิสราเอล และการบุกโจมตีดังกล่าวนำไปสู่สงครามระหว่างทั้งสองประเทศในเวลาต่อมา นอกจากความขัดแย้งในด้านความมั่นคงระหว่างสองชาติคู่ปรปักษ์อย่างอิหร่านและอิสราเอลแล้ว อิสราเอลยังคงอยู่ในภาวะความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ในบริเวณฉนวนกาซา มาเป็นเวลามากกว่า 1 ปี
นอกจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วนั้น หลายประเทศในยุโรปกำลังรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยที่กำลังรุกคืบเข้ามาอำนาจอธิปไตยของรัฐตน ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านการประชุมสุดยอด NATO Summit 2025 โดยประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation - NATO) จำนวน 32 ประเทศ ได้เห็นชอบในแผนด้านความมั่นคง ผ่านการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยตั้งเป้าหมายว่าประเทศสมาชิกจะเพิ่มงบประมาณในด้านการป้องกันประเทศเป็นร้อยละ 5 ของ GDP ภายใน ค.ศ. 2035 ซึ่งประธานาธิบดีฟินแลนด์อย่าง Alexander Stubb ได้กล่าวว่า แผนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของประเทศสมาชิกในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการย้อนเวลากลับไปสู่การใช้จ่ายด้านกลาโหมในยุคสงครามเย็น
การเพิ่มงบประมาณกลาโหมดังกล่าว เป็นผลมาจากการกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พิจารณาแล้วว่า สหรัฐฯ นั้นแบกรับค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมในองค์การ NATO มากเกินไป
และภัยความมั่นคงจากรัสเซียที่ยังคงคุกรุ่นโดยรัสเซียถือเป็นภัยคุกคามอันสำคัญของประเทศสมาชิกองค์การ NATO ตั้งแต่สงครามเย็นแม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดลงไปพร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แต่รัสเซียยังคงแผ่ขยายอำนาจของตนเข้ามาในยุโรป ผ่านการเข้ายึดครองดินแดนหรือเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองในประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการทำสงครามกับยูเครนที่ยืดเยื้อมาแล้วกว่า 3 ปี
ความกังวลต่อภัยความมั่นคงระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงแค่ในทวีปยุโรปหรือตะวันออกกลางเพียงเท่านั้น หลังจากที่ประเทศสมาชิกองค์การ NATO ประกาศยอมรับในแผนการเพิ่มงบกลาโหม และได้เพิ่มงบประมาณในการสนับสนุนยูเครนเพื่อต่อต้านรัสเซีย ทางด้านรัสเซียก็ได้ตอบโต้ด้วยการยกระดับศักยภาพทางทหารควบคู่กับดำเนินยุทธศาสตร์ทางการทูตที่สร้างความหวาดระแวงและสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียได้เดินทางเยือนเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการยืนยันถึงความร่วมมือทางทหารระหว่างทั้งสองประเทศ และสะท้อนถึงบทบาทของเกาหลีเหนือในฐานะพันธมิตรสำคัญของรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน
แม้การเยือนเกาหลีเหนือของรัสเซีย สร้างความกังวลแก่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกาหลีใต้ แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นได้เร่งขยายความร่วมมือด้านการซ้อมรบทางทหาร เพื่อตอบโต้การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ อีกทั้ง ยังได้จัดการฝึกซ้อมทางอากาศร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียเยือนเกาหลีเหนือ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกภูมิภาคทั่วโลกในขณะนี้ต่างตกอยู่ในภาวะของความหวาดระแวงต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงและอธิปไตยของตนเป็นอย่างมาก
สำหรับผู้เขียนเองนั้น ภายใต้บริบทที่หลายประเทศกำลังสะสมอำนาจทางการทหารผ่านการเพิ่มงบประมาณกลาโหมเพื่อการเสริมสร้างความมั่นคงของชาตินั้น อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อประเทศเหล่านั้นในมิติอื่น ๆ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากงบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้นอาจนำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจมากมาย เช่น หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการผลักภาระให้แก่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นผ่านการเพิ่มภาษี หรือการตัดงบประมาณในภาคส่วนอื่นๆ ของภาครัฐ ที่ควรจะเป็นสวัสดิการทางสังคม
โดยเฉพาะการบรรลุเป้าหมายเพิ่มงบประมาณในด้านการป้องกันประเทศเป็นร้อยละ 5 ของ GDP ของประเทศสมาชิกองค์การ NATO นั้น ได้สร้างภาระอันใหญ่หลวงแก่ประเทศสมาชิก จากการวิเคราะห์ของมูลนิธิ New Economics Foundation แห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมรวมที่ร้อยละ 5 ขององค์การ NATO ประเทศสมาชิกจะต้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นถึง 613,000 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งจะเป็นการสร้างผลกระทบด้านการคลังอย่างรุนแรงต่อประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม มีเพียงแค่ 4 ประเทศเท่านั้น ซึ่งได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน เอสโตเนีย และลิทัวเนีย ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงพอในการเพิ่มงบประมาณให้ถึงได้
นอกจากการเพิ่มงบประมาณทางทหารจะสร้างผลกระทบเศรษฐกิจแล้วนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าการเพิ่มงบประมาณทางกลาโหมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงของในการเกิดคอร์รัปชัน โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ระบุว่า เนื่องจากภาคกลาโหมเป็นภาคส่วนที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนในการใช้งบประมาณและตรวจสอบได้ยาก ทำให้กลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการทุจริตและคอร์รัปชันเติบโตได้ง่าย
อีกทั้ง Transparency International Defence and Security ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างงบประมาณกลาโหมและการคอร์รัปชันนั้นเป็นไปในรูปแบบของวัฏจักร ซึ่งเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในประเทศที่มีภาวะรัฐถูกครอบงำ (state capture) ที่กลุ่มผลประโยชน์ส่วนตัวแทรกแซงการดำเนินงานของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ดังนั้น เมื่อรัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณด้านกลาโหมมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ ปัญหาคอร์รัปชันก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
จากดัชนีความโปร่งใสของภาครัฐในด้านการป้องกันประเทศ (Government Defence Integrity Index - GDI) ของ Transparency International Defence and Security พบว่า 1 ใน 3 จาก 40 ประเทศที่มีการใช้จ่ายงบกลาโหมสูงสุดของโลก มีความเสี่ยงคอร์รัปชันในระดับสูงถึงขั้นวิกฤต แม้ว่าประเทศที่มีการใช้งบประมาณสูงจะมีมาตรการปกป้องคอร์รัปชันและตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง แต่ประเทศเหล่านี้ยังคงอยู่ในวงจรของการสร้างปัญหาคอร์รัปชัน เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นผู้ส่งออกอาวุธไปยังประเทศที่เผชิญกับความเสี่ยงคอร์รัปชันในระดับสูงกว่า ดังนั้นปัญหาคอร์รัปชันยังคงอยู่ต่อไป
ดังนั้น สำหรับผู้เขียน โลกในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงแค่วิกฤตด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากการคอร์รัปชันที่มาพร้อมกับการเพิ่มงบประมาณทางกลาโหมเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และยิ่งท้าทายมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากประเทศที่กำลังจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมนั้น เป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์ดีในด้านความโปร่งใส และมีอันดับสูงในดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) และท้ายที่สุด แม้ประเทศเหล่านี้จะมีมาตรการป้องกันการทุจริตที่เกิดจากการเพิ่มงบประมาณกลาโหม ด้วยการสร้างความโปร่งใสและการกำกับดูแลงบประมาณอย่างครอบคลุม แต่สาเหตุสำคัญแท้จริงที่ก่อให้เกิดปัญหา คือ สงครามและความขัดแย้ง หากสงครามและความขัดแย้งยังคงอยู่ ปัญหาคอร์รัปชันซึ่งเป็นผลลัพธ์ปลายน้ำก็ยากที่จะถูกแก้ไขอย่างถาวรเช่นกัน
อ้างอิง
l Associated Press. (2025). North Korea’s Lavrov visit to Russia raises concerns amid US tensions. AP News. https://apnews.com/article/north-korea-russia-lavrov-us-27e06451ab945fbfc74d9703fac7b581
l BBC News. (2025). Spain rejects NATO plan for member states to spend 5% of GDP on defence. The Guardian. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2025, จาก https://www.theguardian.com/world/2025/jun/19/spain-rejects-nato-plan-for-member-states-to-spend-5-of-gdp-on-defence
l BBC News. (2025). What you need to know about the Trump-dominated NATO summit. Georgia Public Broadcasting. https://www.gpb.org/news/2025/06/26/key-takeaways-the-trump-dominated-nato-summit#:~:text=THE%20HAGUE%2C%20Netherlands%20%E2%80%94%20NATO’s%20summit,day%20meeting%20in%20The%20Hague.
l IISS. (2025). European defence funding: Fiscal manoeuvres. International Institute for Strategic Studies. https://www.iiss.org/online-analysis/military-balance/2025/03/european-defence-funding-fiscal-manoeuvres/#:~:text=In%20light%20of%20the%20approaches,indeed%20some%20combination%20of%20all.%E0%B8%83
l New Economics Foundation. (2025). European defence spending soars but climate and care are still unaffordable. https://neweconomics.org/2025/06/european-defence-spending-soars-but-climate-and-care-are-still-unaffordable
l Transparency International Defence and Security. (2025). NATO summit 2024: Military spending and corruption risk. https://ti-defence.org/nato-summit-2024-military-spending-corruption-risk-transparency/#:~:text=Evidence%20shows%20that%20countries%20spending,resources%20and%20eroding%20public%20trust.
ศรันย์ชนก ลิมวิสิฐธนกร

ด่วน! เกิดเหตุเครนถล่ม ถนนพระรามสองขาออก เสียชีวิต 2 ราย
ยศชนัน ตั้งเป้า 200 สส. เปิดทางจับมือพรรคอื่น ปรับนโยบายเอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์
หนุนสร้างรถไฟฟ้าทางคู่ ดร สามารถ ดร.สามารถ ชี้ เร็ว นั่งสบาย ไม่แพง
ทั่วโลกระส่ำ! อิหร่าน สั่งปิดน่านฟ้าเกือบทั้งหมดแล้ว ตะวันออกกลางเริ่มตึงเครียด
สลด! ครูหนุ่ม ขับรถหักหลบอ้อยร่วง พุ่งประสานงา 10 ล้อ เสียชีวิต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี