ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมักส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง ทั้งในแง่บวก เช่น กรณีคุณทักษิณ ชินวัตรปี 2544 และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (3 กรณี ในปี 2562, 2563 และ 2565) ส่วนในด้านลบ อันทำให้รัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่ง ในกรณีคุณสมัคร สุนทรเวช (2551) คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (2551) คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (2557) และคุณเศรษฐา ทวีสิน (2567)
วันนี้ ผลคำตัดสินคดีของ แพทองธาร ชินวัตร ที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงสนทนากับนายฮุนเซน ไม่เพียงที่จะทำให้การเมืองไทยอาจต้องเปลี่ยนทิศทาง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับการเมือง และทัศนคติของคนไทยต่อ “ความยุติธรรม” และ “ประชาธิปไตย”
หากนำกรอบคิด Utopia และ Dystopia มาวิเคราะห์จะพบว่าผลของคำตัดสินวันนี้สามารถถูกตีความไปได้คนละทิศ เช่น ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นการสร้างระบบที่โปร่งใสและยุติธรรม ขณะที่อีกฝ่ายกลับมองว่าเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกดทับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
คำว่า “Utopia” มาจากผลงานของ Thomas More ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1516 อันหมายถึง “ดินแดนในอุดมคติ” ที่เต็มไปด้วยความเสมอภาค ความยุติธรรมและการปกครองด้วยเหตุผล สังคมควรถูกออกแบบบนฐานคุณธรรมและเหตุผล
เซอร์ โธมัส มอร์ บรรยายถึงสังคมยูโทเปียในหนังสือตอนหนึ่งว่า...ที่นั้นเป็นเมืองที่ทุกคนอยู่อาศัยอย่างเท่าเทียมกัน มีเพียงกฎหมายไม่กี่ข้อ เพราะประชาชนอยู่ในศีลธรรมอันดี เงินทองไม่ใช่สิ่งจำเป็น ไม่มีใครต้องทำงานหนัก สมาชิกทุกคนมีอิสระเต็มที่ในการนับถือศาสนา พวกเขาไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และสงครามไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา ชีวิตพวกเขาเปิดเผย และมีเกียรติ.....
แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ประยุกต์ใช้ในทางการเมืองเพื่ออธิบายความฝันถึงสังคมที่กฎหมายและสถาบันทางการเมืองจะทำงานอย่างโปร่งใส เป็นกลาง และปราศจากการแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ สังคมควรถูกออกแบบบนฐานคุณธรรมและเหตุผล
ส่วนคำว่า “Dystopia” เป็นภาพสะท้อนของโลกอันน่าหวาดกลัว เป็นสภาพสังคมที่ตรงกันข้ามกับ Utopia เป็นสังคมแห่งความเสื่อม การกดขี่ และการใช้กฎหมายหรือกลไกสถาบันของรัฐเพื่อสร้างอำนาจนำและควบคุมคนหมู่มาก นักคิดอย่าง George Orwell และ Aldous Huxley ได้ให้ภาพของสังคมแบบ Dystopia ไว้ในงานเขียนเรื่อง 1984 และ Brave New World ที่ได้สะท้อนภาพสังคมที่ความจริงถูกบิดเบือน ถูกบงการโดยรัฐ และกฎหมายทำงานเพื่อรักษาอำนาจของรัฐมากกว่าปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน
เมื่อนำกรอบคิดทั้งสองมาประยุกต์ใช้กับคดีแพทองธาร ศาลรัฐธรรมนูญและคำตัดสินในวันนี้ จึงกลายเป็น “สนามการตีความ” ที่ผู้คนสังคมสามารถตีความได้ทั้งด้าน Utopia และ Dystopia ในเวลาเดียวกัน
ในกรณีที่ผลคำตัดสินส่งผลลบต่อนายกรัฐมนตรี-ฝ่ายที่เห็นด้วยกับคำตัดสิน-ก็จะมองผ่านแว่นสายตาของ “Utopia” มองคำตัดสินในฐานะการคุ้มครองหลักนิติรัฐ หลักการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) มองว่าคำตัดสินคือกลไกป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวโดยปราศจากขอบเขต ศาลทำหน้าที่เสมือน “ผู้รักษาอุดมคติของรัฐธรรมนูญ” ที่เน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการรักษาผลประโยชน์สาธารณะ คำตัดสินได้ยืนยันว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรมีพฤติกรรมที่อาจเสี่ยงต่อการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติ
นอกจากนั้น ในเชิง Utopia คำตัดสินสามารถถูกตีความว่า “ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย” ไม่ว่าบุคคลนั้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” หรือใครก็ตาม ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกรณีคลิปเสียงจะรู้สึกว่านี่คือการสร้างบรรทัดฐานของการเมืองใหม่ ที่การใช้อำนาจหรือการเจรจาแบบลับๆ จะถูกตรวจสอบ หากมองในแง่บวก คำตัดสินได้ช่วยสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองไทยเดินไปสู่ “ระบบอุปถัมภ์ระหว่างประเทศ” ที่ไร้ขอบเขต
สถาบันศาลถูกมองว่าเป็นตัวแทนของอุดมการณ์Utopian ที่พยายามปกป้องสังคมจากการเมืองเรื่องผลประโยชน์ระหว่างตระกูล ช่วยสร้างความหวังว่าประเทศจะไม่ถูกครอบงำโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นความพยายามสร้าง Utopian Democracy ที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงฐานะ ความสัมพันธ์ทางการเมือง หรือการผูกขาดอำนาจของตระกูลทางการเมือง
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง-ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน-ก็จะมองผ่านด้วยแว่นสายของ “Dystopia”มองคำตัดสินในฐานะเครื่องมือทางการเมือง เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ (Lawfare) เป็นการใช้กฎหมายเพื่อสกัดกั้นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมองว่าศาลมีประวัติศาสตร์ในการตัดสินคดีการเมืองที่มักจะไปในทิศทางที่ลดทอนพลังของฝ่ายประชาธิปไตย สำหรับฝ่ายนี้คำตัดสินในคดีแพทองธาร ก็จะถูกตีความว่าเป็น Dystopia ที่กฎหมายถูกใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้ทางการเมือง เป็นการลดทอนความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย สังคมแบบนี้คือ Dystopian Democracy ที่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนถูกกดทับผ่านกลไกสถาบันแทนที่จะมีสิทธิที่แท้จริง
ดังวาทกรรมที่มักจะได้ยินกันเสมอๆ ว่า…ให้คนเก้าคนมาตัดสิน/ตัดสิทธิ์คนที่ประชาชนสิบล้านกว่าคนเลือกมาได้อย่างไร...เมื่อศาลตัดสินในลักษณะที่ประชาชนจำนวนมากมองว่าไม่เป็นธรรมหรือมีอคติ สิ่งนี้จะสร้างภาพสังคมแบบ Dystopian ที่สถาบันอิสระไม่เป็นอิสระจริง ความหวังในระบอบประชาธิปไตยถูกแทนที่ด้วยความกลัวว่าไม่มีสถาบันใดปกป้องเจตจำนงของประชาชน คำตัดสินไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งคดี แต่ยังกลายเป็นบรรทัดฐานที่สร้างบรรยากาศหวาดกลัวในนักการเมืองคนอื่น
คำตัดสินแทนที่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ แต่กลับทำให้เกิด “บรรทัดฐานย้อนยุค” ที่กฎหมายถูกใช้เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ภาพนี้คือ Dystopia ของสังคมที่กฎหมายถูกใช้เพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มากกว่าการปกป้องประชาชนโดยรวม กฎหมายไม่ได้เป็นกลาง แต่ทำงานเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจ เป็นการทำให้ Dystopia กลายเป็นโครงสร้างถาวรของการเมืองไทย
ดังนั้น การตีความผลของคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดีแพทองธาร ผ่านกรอบคิด Utopia และ Dystopia ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยอยู่ในภาวะ “สองภาพซ้อน” (double vision) ในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ
n สำหรับฝ่ายที่เชื่อมั่นในศาล นี่คือการก้าวไปสู่สังคมอุดมคติ (Utopia) ที่กฎหมายอยู่เหนือคนทุกคน
n แต่สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง นี่คือการตอกย้ำภาพ Dystopia ที่สถาบันกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือทาง การเมือง และประชาชนถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองต่อไปอีกด้าน ในกรณีที่ผลคำตัดสินส่งผลบวกต่อคุณแพทองธาร ชินวัตร ก็จะได้อีก “สองภาพซ้อน” ในมุมกลับ กล่าวคือ -ฝ่ายที่เห็นด้วยกับคำตัดสิน-ก็จะมองคำตัดสินผ่านกรอบคิดแบบ Utopia-ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน-ก็จะมองผ่านกรอบคิดของ Dystopia
ในสังคมการเมืองไทย ปรากฏการณ์คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมักถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งต่อความชอบธรรมของรัฐบาลและต่อความมั่นคงของระบอบการเมือง คำตัดสินในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการชี้ขาดชะตากรรมของบุคคลทางการเมือง แต่ยังเป็นการสะท้อนภาพความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของสังคมไทย อันเป็นสองภาพซ้อนที่ยังคงแกว่งไปมาระหว่างความฝันแบบUtopian Democracy และความจริงแบบ Dystopian Authoritarianism
ดร.ธิติ สุวรรณทัต
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี