ทหารไทยขาขาดไป 6 นาย เพราะ“เขมรลอบกัด”แอบเข้ามาฝังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในฝั่งไทย ซึ่งเป็นระเบิดใหม่ แต่“ภูมิธรรม เวชยชัย”รักษาการนายกรัฐมนตรีไทย พูดถึงเรื่องนี้จากการให้สัมภาษณ์สื่อที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมวานนี้ หลังจากกัมพูชาโต้ว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่า ว่า“ต่างฝ่ายต่างเก็บหลักฐาน” และโยนลูกต่อว่า จะมีการนำเข้าสู่วงประชุม“GBC”ในวันที่ 10 กันยายนเดือนหน้า
ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะคนอย่าง“ภูมิธรรม เวชยชัย”นั้น ถ้าจะถามหรือให้พูดเรื่องเขมรแล้ว ไม่เคยได้ยินเสียงหรือได้รับคำตอบแบบพูดดังฟังชัดเหมือน พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า ได้สั่งการลงไปยังพื้นที่ ถ้าหากทหารไทยพบเห็นทหารกัมพูชาลักลอบเข้ามาฝังทุ่นระเบิดสามารถยิงได้ทันที เพราะถือว่าละเมิดรุกล้ำอธิปไตยของไทย
และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมคนไทยถึงไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ที่มี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นผู้ชักใย และมี“ภูมิธรรม เวชยชัย”รักษาการนายกรัฐมนตรี แต่กลับไว้วางใจกองทัพมากกว่า ตามที่“นิด้าโพล”สำรวจเมื่อสองสัปดาห์ก่อน คือไว้วางใจกองทัพร้อยละ 75.73 ขณะที่ไว้วางใจรัฐบาลเพียงแค่ร้อยละ 4.66 เท่านั้น
ทั้งนี้ กองทัพบก โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมเมื่อวานนี้ว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล“PMN-2”ที่ทหารไทยประสบเหตุนั้น เป็นระเบิดใหม่ที่กัมพูชาลักลอบเข้ามาฝังในดินแดนไทย ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ และกัมพูชายังคงปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวาทุกประการ
อย่างไรก็ตาม พล.ต.วินธัย สุวารี ชี้แจงว่า กองทัพบกมีหลักฐานคลิปภาพคมชัด ว่าทุ่นระเบิด“PMN-2” เป็นของใหม่ ซึ่งไม่ใช่ทุ่นระเบิดตกค้างจากสงครามภายในของกัมพูชาเมื่อในอดีต ตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาอ้างว่า กัมพูชาได้ย้ำเตือนต่อประเทศไทย และประชาคมระหว่างประเทศในหลายโอกาสว่า พื้นที่บางส่วนในเขตแดนของกัมพูชายังมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีต
โดย พล.ต.วินธัย สุวารี กล่าวว่า“กรณีนี้ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะหน่วยงาน TMAC ของไทย เคยเก็บกู้ทุ่นระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตเสร็จสิ้นแล้วเมื่อปี 2562 รวมทั้งสิ้น 1,300 ลูก และในจำนวนนั้น ไม่พบว่ามีทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 แต่อย่างใด จึงยืนยันได้ว่า ทุ่นระเบิดที่ใช้กันในช่วงสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ไม่ได้มีชนิด PMN-2 อยู่ในช่วงเวลานั้นแน่นอน”
ปิดท้ายเรื่องทุ่นระเบิด“PMN-2”ที่“เขมรหมาลอบกัด”ลักลอบเข้ามาฝัง ทำให้ทหารไทยสูญเสียขาไปแล้ว 6 นาย ด้วยระยะเวลาเพียงสองเดือน หลังจาก“แพทองธาร ชินวัตร”ได้เจรจาทางโทรศัพท์คุยกับ“ฮุน เซน” จนนำมาสู่การถอดถอนจาก“คลิปอัปยศ” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยชี้ชะตาในเวลาบ่ายสามโมงวันที่ 29 สิงหาคมวันนี้ โดยการให้สัมภาษณ์ของ“ภูมิธรรม เวชยชัย”เมื่อวานนี้
ผู้สื่อข่าวได้ถามจี้“ภูมิธรรม เวชยชัย”แทนคนไทยทั้งประเทศเมื่อวานนี้ว่า “ไทยจะยกระดับมาตรการให้มากกว่านี้หรือไม่ เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำได้แค่ประท้วง” ปรากฏว่าคำตอบของ“ภูมิธรรม เวชยชัย” ฟังแล้วก็อีหรอบเดิม นอกจากจะไม่อกผายไหล่ผึ่งเหมือนแม่ทัพภาค 2 แล้ว ก็ยังแหม่งๆ ขัดหู ราวกับว่าห่วงเสียงชื่นชมจอมปลอมของต่างชาติมากกว่าความอยู่รอดปลอดภัยของชาติบ้านเมืองและประชาชน โดยเฉพาะทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอยู่ในแนวรบ
“ภูมิธรรม เวชยชัย”ตอบว่า “ต้องเข้าใจในกระบวนการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งเมื่อเราทำตามกระบวนการทั้งหมด นานาชาติก็ชื่นชมในสิ่งที่เราทำ ทั้งนี้ จากที่ได้พูดคุยกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงได้ร่วมรับประทานอาหารกับเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา เห็นว่าทุกคนชื่นชมว่า เราทำตามในกระบวนการทางกฎหมาย จึงต้องให้ความสำคัญและระมัดระวัง เพราะหากผลีผลามไปจะเกิดเช่นเดียวกับกรณีปี 2554 ที่เราเสียเขาพระวิหาร เพราะฉะนั้น ไม่เกี่ยวว่าเรามีแต่ประท้วง แต่นี่ทำให้เรายืนอยู่ในจุดที่ได้รับความเห็นใจและได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ เพราะเราปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง”
“สหายใหญ่”ที่เคยเข้าป่าจับปืนหลังเหตุการณ์ตุลาคม 2519 ชื่อ“ภูมิธรรม เวชยชัย”ผู้นี้ ยังกลัวแม้กระทั่งกรณีที่“อินฟลูเอนเซอร์”รายหนึ่ง เตรียมนำรถดูดส้วมไปฉีดใส่มวลชนเขมร ที่เปิดศึกยั่วยุทหารไทย ที่บ้านหนองจาน จังหวัดสะแก้วว่า “ความจริงผมไม่อยากพูด เพราะเดี๋ยวทัวร์ก็มาลงผมอีกว่า เป็นคนไทยใจเขมร แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง เพื่อให้นานาชาติเข้าใจ เพราะการต่อสู้ขณะนี้ หากทำไม่ดี จะเป็นผลผูกพันกับเรื่องของดินแดน และอีกหลายอย่าง และจะลากเราเข้าไปสู่ศาลโลกด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นปัญหา เราไม่อยากเข้าศาลโลก เพราะเราไม่ได้รับรองศาลโลก"
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องการล้อมรั้วตลอดแนวชายแดน“ไทย-เขมร” ซึ่งฝ่ายกองทัพโดย พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันก่อนว่า มีแนวคิดให้สร้างรั้วถาวรบริเวณชายแดนบ้านหนองจาน แต่เมื่อสื่อไปถาม“ภูมิธรรม เวชยชัย”ที่มีอีกหนึ่งฉายาว่า“อ้วนภูมิต่ำ” โดยได้ตอบตามสไตล์ที่ไม่มีความชัดเจนเด็ดขาดว่า “รัฐบาลยังไม่ได้มอง เพราะยังไม่ได้เสนอเรื่องมาให้รัฐบาลพิจารณา”
ผิดกับ“ทหารเก่า”อย่างพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี พูดชัดถ้อยชัดคำจากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมเมื่อวานนี้ว่า พรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนการสร้าง“กำแพงคอนกรีตถาวร”ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกิดเหตุปะทะ และพบการฝังกับระเบิดบ่อยครั้ง เพื่อยกระดับการป้องกันและสร้างความมั่นคงถาวรให้แก่ประชาชน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งก็เคยอยู่ในพื้นที่สระแก้วมาก่อน สมัยที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ในปี 2545 กล่าวว่า“แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ผมได้ริเริ่มตั้งแต่สมัยเป็นแม่ทัพภาคที่ 1”
สรุปไว้ตรงนี้อีกครั้งว่า ถ้าวันนี้“แพทองธาร ชินวัตร”รอด ศาลรัฐธรรมนูญให้ไปต่อ ชาติบ้านเมืองและคนไทยก็ไม่รอด เนื่องจากรัฐบาลที่มี“แพทองธาร”เป็นผู้นำ หมดความชอบธรรมและหมดความไว้วางใจจากประชาชนคนไทยไปแล้ว และหากอยู่ต่อก็เหมือนยืนอยู่คนละฝั่งกับกองทัพและประชาชน
แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้า“แพทองธาร ชินวัตร”ไม่รอด โดยศาลรัฐธรรมนูญสั่งถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชาติบ้านเมืองก็จะรอดปลอดภัย และประชาชนจะ“มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”อย่างแท้จริง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี