วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
หลังจากกดดันพม่าตามก้นตะวันตกมานาน วันนี้มาเลเซียประธานหมุนเวียนอาเซียน 2025 โอนอ่อนผ่อนตามพม่า โดยสัญญาจะส่งทีมไปร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งปลายปีนี้
รัฐบาลทหารพม่าโดยการสนับสนุนจากจีน ให้จัดการการเลือกตั้งทั่วไปตามแบบฉบับของพม่า ในเดือนธันวาคมปีนี้ และเดือนมกราคมปีหน้า แผนการเลือกตั้งสองขั้นตอนของรัฐบาลทหารพม่า ได้รับการสนับสนุนจากจีน อินเดีย รัสเซีย และกลุ่มประเทศโลกใต้
ระหว่างการประชุมสุดยอดองค์กรความร่วมมือเซียงไฮ้ (SCO) ที่นครเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวกับ พลเอกมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่าว่า “อินเดียพร้อมส่งทีมสังเกตการณ์เลือกตั้งไปพม่าในเดือนธันวาคมนี้
นอกจาก นายโมดี ผู้นำประเทศต่างๆ ที่ไปร่วมประชุม SCO รวมทั้งเกาหลีเหนือ สนับสนุนการเลือกตั้งพม่า และพร้อมรับรองรัฐบาลประชาธิปไตย ในขณะที่จีน รัสเซีย อินเดีย และประเทศโลกใต้สนับสนุนการเลือกตั้งในพม่า เพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลจากเลือกตั้ง แต่สมาชิกอาเซียนหล่ายชาติคัดค้านการเลือกตั้งพม่าอย่างแข็งขัน
ในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมาอาเซียนมีความเห็นว่า พม่าต้องไม่จัดการเลือกตั้ง ในระหว่างสงครามกลางเมือง มาเลเซีย ประธานอาเซียน 2025 กล่าวว่า จะส่งรัฐมนตรีต่างประเทศไปพบพลเอกมิน อ่อง หล่าย เพื่อเจรจาเรื่องความล่าช้าการปฏิบัติตามฉันทามติอาเซียน และให้รัฐบาลทหารพม่ายุติความรุนแรงต่อประชาชน
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า โมฮัมหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย เดินทางไปกรุงเนปิดอว์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม เพื่อเจรจากับ พลเอกมิน อ่อง หล่าย เรื่องพม่าจะจัดการเลือกตั้ง และผลักดันให้พม่ามีความคืบหน้ากระบวนการสันติภาพที่ล่าช้า
พม่าถูกกีดกันไม่ให้ร่วมประชุมอาเซียนตั้งแต่ปี 2565 โดยอาเซียนกล่าวว่า พม่าไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อที่ มิน อ่อง หล่าย ร่วมลงนามหลังจากยึดอำนาจไม่นาน พม่าซึ่งติดหล่มสงครามกลางเมืองกับฝ่ายขบถ จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปรอบแรกวันที่ 28 ธันวาคมนี้
รอยเตอร์ส รายงานด้วยว่า การเลือกตั้งที่ตะวันตกวิจารณ์ว่า จอมปลอมน่าละอาย ที่นายพลยังคงกุมอำนาจหลังเลือกตั้งผ่านตัวแทน มีเพียงสองสามพรรคลงสมัครแข่งขัน ส่วนกลุ่มฝ่ายค้านหากไม่ถูกแบนจากรัฐบาลทหารก็ปฏิเสธไม่ร่วมรับสมัครเลือกตั้ง
ซึ่งเหมือนการเลือกตั้งปี 2553 ที่พรรคเอ็นแอลดีของออง ซาน ซู จี บอยคอตต์ แต่ในปี 2555 ซู จี นำสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี สมัครเลือกตั้งซ่อมชนะ 35 ที่นั่งซึ่งว่างในสภา : ผู้เขียน
โมฮัมหมัด ฮาซัน กล่าวในที่ประชุม รมต.ต่างประเทศอาเซียน เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า “อาเซียน ไม่ถือว่า การเลือกตั้งเป็นความสำคัญอันดับต้นๆ ของพม่า อาเซียนเรียกร้องให้พม่ายึดมั่นในกระบวนการสันติภาพแทนการเลือกตั้ง”
กระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวในแถลงการณ์ว่าโมฮัมหมัด “จะเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่ายุติความโหดร้ายและเปิดโอกาสให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเข้าถึงทุกพื้นที่โดยไม่มีข้อจำกัด และ ให้รัฐบาลทหารพม่าจัดการเจรจาครอบคลุมทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียในพม่า”
เฟซบุ๊กส่วนตัว โมฮัมหมัดโพสต์ ก่อนออกเดินทางไปพม่าว่า “การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเร็วๆ นี้เป็นการบ่อนทำลายแผนสันติภาพ” เขาไม่ได้ให้รายละเอียดว่าใครละเมิดการหยุดยิงช่วงไหน แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่าเขาหมายถึงการโจมตีเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม
สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน โดยอ้างข้อมูลจากผู้เห็นเหตุการณ์และนักสิทธิมนุษยชน ว่า ทหารพม่าใช้ร่มร่อนที่คนท้องถิ่นเรียกว่า paramotor ทิ้งระเบิดใส่กลุ่มคนที่ชุมนุมฉลองวันไหว้พระจันทร์ ในเมืองสไกน์ภาคกลางพม่า เมื่อวันที่ 8 ต.ค. แรงระเบิดทำให้คนตาย 20 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สื่อต่างประเทศได้ข้อมูล จากผู้เห็นเหตุการณ์ กลุ่มสิทธิมนุษยชน และอื่นๆ
นับเป็นการรายงานข่าว โจมตีแบบพิสดารพันลึกมาก ติดตามข่าวต่างประเทศมากว่า 50 ปีไม่เคยได้ยินข่าวทหารใช้ร่มร่อนทิ้งระเบิดใส่ศัตรู และที่พิสดารมากกว่านั้น พบว่าทั้งอาเซียนและยูเอ็น เชื่อข่าวนี้อย่างสนิทใจ และใช้ข้อมูลที่ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องโจมตีรัฐบาลที่ตะวันตกไม่พอใจ
ซึ่งไม่ต่างกับข่าวบิดเบือนที่ว่ารัฐบาลพม่าควบคุมพื้นที่ได้เพียง 30% ของพื้นที่ทั้งหมดในประเทศ รัฐบาลทหารพม่าจึงจัดเลือกตั้งได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่หากดูข้อมูลที่ พลเอกมิน อ่อง หล่าย แจ้งต่อจีน อินเดีย และรัสเซีย ว่าการเลือกตั้งรอบแรกทำทั่วประเทศ แต่ยกเว้นไม่จัดเลือกตั้ง สส. 56 เขต และ วุฒิสภา 9 เขต จากสมาชิกรัฐสภา 440 คน
เขตที่ไม่จัดเลือกตั้งรอบแรก เนื่องจากว่าเขตเลือกตั้งเหล่านั้น ยังไม่พร้อมส่งตัวแทนสมัครเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยหล่ายพรรค ข้อมูลทางการของรัฐบาลพม่า จึงลบล้างรายงานข่าวสื่อตะวันตกที่ว่า รัฐบาลควบคุมพื้นที่เพียง 30%
กระทรวงต่างประเทศมาเลเซียไม่ได้แถลงว่า การเจรจาระหว่างโมฮัมหหมัด ฮาซัน กับ พลเอกมิน อ่อง หล่าย ได้ข้อสรุปอะไรบ้าง แต่หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์มาเลเซีย คัดลอกข่าวจาก โกลบอล นิวไลท์ ออฟเมียนมา ซึ่งเป็นสื่อทางการพม่ารายงานว่า “ดาเต๊ะ เสรี โมฮัมหมัด สัญญาว่า มาเลเซียจะส่งทีมสังเกตการณ์มาร่วมเป็นพยานการเลือกตั้งเมียนมา..”ในฐานะประธานอาเซียนมาเลเซียรับประกันว่า อาเซียนจะให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุดกับเมียนมา” ตามรายงาน โกลบอลนิวไลท์เมียนมา
สเตรทไทม์มาเลเซียรายงานด้วยว่า โมฮัมหมัด ฮาซัน เดินไปเยือนพม่าวันที่ 9 ตุลาคม และนิวไลท์ ออฟ เมียนมา รายงานวันที่ 10 ตุลาคมว่า ในฐานะประธานอาเซียนมาเลเซียให้คำมั่นว่า อาเซียนจะให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุดกับเมียนมา
อย่างไรก็ตาม นักสังเกตการณ์มองว่า การเลือกตั้ง“เป็นกลอุบายเพื่อทำให้กองทัพครองอำนาจถูกต้องตามกฎหมาย” โดยการส่งตัวแทนลงสมัครเลือกตั้ง ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านที่ถูกยึดอำนาจประกาศบอยคอตต์ และถูกกีดกันจากกองกำลังติดอาวุธฝ่ายต่อต้านไม่ให้เลือกตั้งในพื้นกองกำลังติดอาวุธควบคุม
การเลือกตั้งในพม่าจึงมีรูปแบบเหมือนปี 2555 ที่พรรคเอ็นแอลดี ของออง ซาน ซู จี บอยคอตต์ ตามประเทศตะวันตก ที่เชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งจอมปลอมที่นานาชาติไม่อาจรับรองรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
แต่หลังจากพรรคสหภาพสามัคคีและพัฒนา (USDP) พรรคทหารพม่าชนะเลือกตั้ง เต่ง เซ่ง ถอดเครื่องแบบทหาร เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลจากการเลือกตั้งพม่าเริ่มเปิดประเทศหลังจากปิดประเทศหล่ายปี เต่ง เซ่งบริหารแบบเสรีประชาธิปไตย มากขึ้น ในที่สุดนานาชาติรับรองรัฐบาลจากการเลือกตั้ง 2 ปีต่อมาพม่าจัดการเลือกตั้งซ่อม และออง ซาน ซู จี นำพรรคเอ็นแอลดี ลงสมัครเลือกตั้ง ชนะที่ว่างในสภา 35 ที่นั่ง
การเลือกตั้งวันที่ 28 ธันวาคม และเดือนมกราคม 2569 ก็เช่นกัน เชื่อว่าหลังจากพม่าได้รัฐบาลใหม่ออง ซาน ซู จี และพรรคเอ็นแอลดี จะได้รับอภัยโทษ และลงสมัครเลือกตั้งซ่อมในที่ว่าง 65 เขตเลือกตั้งคือ สส. 56 เขต และ สว. 9 เขต
นั่นคือการเลือกตั้งแบบพม่าๆ ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2551 ซึ่งให้สิทธิกองทัพ 25% เป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ต้องเลือกตั้ง และกำหนดว่าแก้รัฐธรรมนูญต้องมีเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาเกิน 75% นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญพม่าให้อำนาจกองทัพแต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกิจการชายแดน
พม่าอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ 63 ปี พม่าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพ จึงเป็นสถาบันสูงสุด ที่รัฐธรรมนูญปี 2551 ให้อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร 25% ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า ออง ซาน ซู จี ได้อำนาจ 75% ไม่พอใจอยากได้อำนาจ 100%
มีรายงานว่าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมาออง ซาน ซู จี เตรียมตั้งนายทหารยศพลเอกเป็นประธานาธิบดี เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนเกิน 75% ถึงตอนนั้นรัฐบาลก็แก้รัฐธรรมนูญได้ มีข่าวออกมาตอนเช้าตกเย็นนายทหารคนนั้นนถูกปลดออกจากราชการ พร้อมกับแถลงการณ์ยึดอำนาจ
ซู จี คิดผิดซ้ำสอง ที่ตั้งกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กับทหาร โดยหวังว่ากองกำลังกลุ่มชาติพันธุุ์ร่วมมือกับเธอโค่นล้มทหารพม่าได้ กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งสู้รบจำกัดอยู่ในพื้นที่ของตัวเองมากว่า 60 ปีไม่เคยรุกล้ำเข้ามาไปใน 7 ภูมิภาคของพม่า ดังนั้นอีกร้อยปีก็สู้ทหารไม่ได้
ก่อนให้อิสรภาพพม่าอังกฤษวางกับดักไว้ โดยแบ่งการปกครองสหภาพพม่าเป็น 7 รัฐ (states)เป็นของกลุ่มชาติพันธุ์ และ 7 ภูมิภาค (Division) อยู่ภายการปกครองของคนพม่า กลุ่มชาติพันธุ์จึงสู้รบป้องกันพื้นที่ของตัวเองและแย่งอำนาจผลประกันภายในตลอดเวลา การมองว่า กลุ่มชาติพันธุ์ยึดครองพื้นที่ประเทศได้มากขึ้นจึงเป็นการวิเคราะห์แบบตาบอดคลำช้าง
“พม่าต้องมองด้วยความเข้าใจในบริบทสังคมและความมั่นคงของเขาไม่ใช่บ้าประชาธิปไตยแบบตะวันตก” นักวิเคราะห์กล่าวสรุป
สุทิน วรรณบวร

โรนัลโด้ อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีออกจากซาอุฯ มุ่งหน้ามาดริด
ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน
โซเชียลแห่แชร์ ทรัมป์ มีแผลผื่นแดงหนารอบลำคอ แพทย์ประจำตัวแจงไม่ใช่โรคร้ายแรง
อนุทิน สั่งด่วน! ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน
ทั่วโลกจับตา! เปิดตัวเต็ง ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่าน คนใหม่ หลังสิ้นสุดยุคคาเมเนอี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี