วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
ต้องหยิบมาเขียนเพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งโต และบันทึกความจำอีกครั้ง กรณีเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองในปี 2553 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ถูกนักศึกษาปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งศาลเตี้ยพิพากษาว่าเป็น “ผู้สั่งฆ่า” ผู้ชุมนุมทางการเมืองในครั้งนั้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วัย 61 ปี ซึ่งเพิ่งจะได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมเดือนที่แล้ว หลังจากลาออกจากพรรค เพื่อเปิดทางให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2566 ที่ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายให้นักศึกษาปริญญาเอก ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ฟังเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนวันก่อน และได้มีนักศึกษาระดับปริญญาตรี 5 คน มาชูป้ายประท้วงด้วยข้อความ “สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่”
ด้วยความเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่สังคมรับรู้ว่า เป็นบุคคลที่ยึดหลักการและความถูกต้องในแบบฉบับของ“นักเรียนอังกฤษ” จึงห้ามไม่ให้ รปภ.ในสถาบันแห่งนี้กีดกัน พร้อมทั้งยังได้เชื้อเชิญให้นักศึกษาที่มายืนถือป้ายประท้วงไปสนทนาแลกเปลี่ยน เพื่อจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้น ซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ นักศึกษากลุ่มนี้น่าจะมีอายุเพียงแค่ 5 หรือ 6 ขวบ
ทั้งนี้ จากคลิปที่เผยแพร่เป็นไวรัลโดยสำนักข่าว “ประชาไท”บันทึกไว้เกือบครึ่งชั่วโมงนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้พยายามอธิบายข้อมูลข้อเท็จจริงในหลายๆ ด้านของเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ให้กับเด็กนักศึกษากลุ่มนี้ฟัง
แต่การชี้แจงของนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ กลับดูเหมือนว่านายอภิสิทธิ์พูดคนเดียวใส่กำแพงที่อยู่ตรงหน้า เนื่องจากปฏิกิริยาตอบโต้ของนักศึกษากลุ่มนี้ เป็นการแสดงออกของผู้ที่มีคำตอบเป็นธงอยู่ในความเชื่อของพวกตนอยู่แล้วว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้สั่งฆ่าผู้ชุมนุม จากการประท้วงใหญ่ของมวลชนคนเสื้อแดงที่นำโดย นปช. ระหว่างเดือนเมษายนปี 2552 และระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 2553 ที่มีผู้ประท้วงเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมอย่างน้อย 99 ศพตามที่ได้มีการบันทึกไว้ รวมทั้ง 6 ศพ ที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร จากการสลายการชุมนุม หรือการ“ขอคืนพื้นที่การชุมนุม” จาก นปช.บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
โดยข้อเท็จจริงนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ในขณะนั้นถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ “ดีเอสไอ” ที่มีนายธาริตเพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดี เป็นโจทก์ฟ้องทางคดีอาญากับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ
ตามที่ปรากฏในคลิปเสียงและภาพนั้น ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กลุ่มนี้ฟัง ว่าเมื่อคดีถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกา ศาลได้พิพากษายกฟ้องก็ตาม แต่นักศึกษากลุ่มนี้โดยนักศึกษาหญิงที่ตั้งคำถาม ก็ยังตะแบงด้วยกิริยาเบ้ปากแลบลิ้นต่อไปอีกในลักษณะที่ไม่เชื่อถือศาล ด้วยการกล่าวหาศาลว่า ศาลพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกแต่เฉพาะคนจน ส่วนผู้มีอำนาจและคนมีฐานะมักจะรอดคดี
อย่างไรก็ตาม คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ถูกนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นโจทก์ฟ้องนี้ ใช้เวลาพิจารณาถึง 7 ปี จากศาลชั้นต้นถึงศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาตัดสินยกฟ้องเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560
คำพิพากษาของศาลฎีการะบุว่า การกระทำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอฉ. เป็นการกระทำตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัว
หลังจากนั้นในเวลาต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริตเพ็งดิษฐ์ กับพวกอีก 3 คน คือ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ หัวหน้าชุดสอบสวน, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พนักงานสอบสวน และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวน ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง
คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกลับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ กับพวกอีก 3 คน นี้ในชั้นสุดท้าย จากที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้ขอเลื่อนฟังคำพิพากษาถึง 9 ครั้ง ศาลฎีกาได้พิพากษาตัดสินเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 สั่งจำคุกนายธาริต 2 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยอีก 3 คนศาลฎีกายกฟ้อง
เฉพาะนายธาริต เพ็งดิษฐ์ นั้น ศาลฎีกาเชื่อตามที่โจทก์ให้การว่า ในที่ประชุม ดีเอสไอ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปี 2555นายธาริตได้แสดงความคิดเห็นชี้นำให้พนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษสืบสวนหาหลักฐานและรวบรัดเชิญโจทก์ทั้งสองมารับทราบข้อกล่าวหา อีกทั้งในขณะนั้นเป็นช่วงรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ขั้วตรงข้ามทางการเมืองกับโจทก์ทั้งสอง ฟังได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งให้โจทก์ทั้งสองได้รับโทษทางอาญา เพื่อสนองความต้องการของรัฐบาลใหม่ โดยหลังจากนั้นนายธาริตได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษต่ออีก 1 ปี
หากมองด้วยใจเป็นธรรม แม้แต่ พ.ร.ก.นิรโทษกรรมสุดซอยของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในปี 2556 ที่มีเจตนาเพื่อต้องการล้างความผิดทั้งหมดให้แก่ “ทักษิณ ชินวัตร” นักโทษหนีคดีทุจริตในขณะนั้น โดยพ่วงคดีอื่นๆ แบบ “เหมาเข่ง” ตั้งแต่ปี 2547-2556 รวมเข้าไปด้วย เพื่ออำพรางเป้าหมายที่แท้จริงนั้น ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่อยู่ระหว่างเป็นจำเลยในคดีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นโจทก์ฟ้อง ก็ยังปฏิเสธไม่ขอรับ “อานิสงส์” จากพระราชกำหนดนิรโทษกรรมฉบับนี้ เพราะต้องการจะให้คดีพิจารณาถึงที่สุดโดยการพิพากษาตัดสินของศาล
จะอะไรก็ตามแต่ การประท้วงและการกระทำของ “เด็กน้อย” นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จนกลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล จะโดยความเชื่อของตน หรือมีพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองใดจัดตั้งอยู่ข้างหลัง เพื่อมุ่งทำลายความเชื่อถือและความชอบธรรมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการหวนกลับสู่เส้นทางแห่งอำนาจอีกครั้งหรือไม่ก็ตาม
แต่งานนี้กลับกลายเป็นว่า ได้ฟอกขาวให้นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ จากถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็น “ผู้สั่งฆ่า” ให้ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องกาววาวขึ้นมาโดยพลัน !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

รถกู้ภัยน้ำมันหมดกลางทาง หลังตระเวนหา 2 ปั๊มดีเซลเกลี้ยง
สลดอำนาจเจริญ! กระบะชนท้ายรถพ่วง-กู้ภัยเร่งช่วยส่ง รพ.สุดท้ายสังเวย 1 ชีวิต
ศุภชัย ซัดหมัดตรง จวก เท้ง แค่ขอโทษไม่พอ ปมข้อมูลหลุด
รวมช็อตเด็ด เท้ง ณัฐพงษ์ ขอโทษ ชาวเน็ตแซะ ถ้าผิดเป็นครูคงเป็นอธิการบดี ชมคลิป
ทหารพรานดักรวบ! หนุ่มเขมรลอบข้ามแดน-เจ้าหน้าที่หวั่นเป็นสายลับชี้พิกัด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี