วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568
พลันที่นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายและเข้าประชิดตัว กล่าวหาว่า “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็น “คนสั่งฆ่าประชาชน” นักการเมือง อดีตแกนนำ นปช. บางส่วน ก็รีบออกมา “ทึ้งศพคนเสื้อแดง” หาประโยชน์ทางการเมืองอีกครั้ง
1) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ระบุว่า...
ผมยืนยันอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ถูกพิพากษายกฟ้องจากศาลในคดีปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ถ้ามีคำพิพากษาขอให้แสดงหลักฐานต่อสังคม จะได้ชัดเจนว่าคำวินิจฉัยศาลเขียนอย่างไร
ส่วนในชั้น ป.ป.ช.ที่ยกคำร้องแล้วบอกว่าคดีถึงที่สุด เป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยนี้ วันที่มีการแถลงข่าวผมไปนั่งฟังและยกมือถามเลขาธิการป.ป.ช.ผู้แถลงในเวลานั้น ว่า ท่านเชื่อหรือไม่ว่านี่คือความยุติธรรม ถามย้ำ 2-3 รอบแต่ไม่ได้รับคำตอบ
ถ้าเปรียบเทียบกับกรณีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีกลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมล้อมรัฐสภา มาตรฐานการดำนินการของป.ป.ช.แตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ
รัฐบาลนายสมชายใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาควบคุมการชุมนุม ไม่มีทหาร ไม่มีอาวุธสงคราม ผู้ชุมนุมเสียชีวิต 2 ราย คนหนึ่งขับรถจี๊ปบรรทุกวัตถุระเบิดแล้วเกิดระเบิดขึ้นเองก่อนเข้าพื้นที่ชุมนุม อีกรายมีข้อมูลจากการชันสูตรพลิกศพ คาดว่าน่าจะเกิดจากระเบิดปิงปองซึ่งมีหลักฐานว่าใช้กันในที่ชุมนุม
ป.ป.ช.ชี้มูลแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ในที่สุดป.ป.ช.ฟ้องตรงต่อศาลเอง เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้อง ป.ป.ช.ก็แสดงการต่อสู้อย่างถึงที่สุดโดยการยื่นอุทธรณ์จำเลยบางราย ซึ่งศาลพิพากษายืนยกฟ้อง
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ใช้ทหาร 67,000 นาย ใช้กระสุนจริง 117,923 นัด เป็นครั้งแรกในโลกที่รัฐบาลใช้พลซุ่มยิงด้วยอาวุธสงครามติดกล้องยิงระยะไกล กับประชาชนที่ชุมนุมโดยไม่มีอาวุธใช้กระสุนซุ่มยิง 2,120 นัด มีคนตาย 99 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน หลังความสูญเสียคืนวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลประกาศเขตกระสุนจริง และยังคงมีพลซุ่มยิงออกปฏิบัติการจนถึงวันยุติการชุมนุม 6 ชีวิตถูกยิงตายในเขตอภัยทานหลังเวทียุติแล้วหลายชั่วโมง ส่วนหนึ่งเป็นพยาบาลอาสาและหน่วยกู้ภัย ทั้งหมดนี้ ป.ป.ช.ยกคำร้อง หยุดคดีไว้ตรงนี้ สำนวนคดีไม่ถึงศาล
กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ใจดีกับพวกผมเหมือนนายอภิสิทธิ์ ทั้งแกนนำและมวลชนเสื้อแดงจำนวนมากถูกดำเนินคดี เราต่อสู้จนศาลพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้อง ทั้งคดีก่อการร้ายของแกนนำ และคดีชายชุดดำของมวลชน
ใครจะปฏิเสธก็ว่าไป แต่นี่คือความจริงและบาดแผลที่อำนาจรัฐกระทำต่อประชาชน
2) ย้อนกลับไปดูข้อมูล พบว่า เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2558 ข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. รายงาน โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.30 น. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้แถลงมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีคำร้องขอให้ถอดถอนและคำกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก กับพวก
ในข้อหา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากโดยเรื่องนี้จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุที่มีการสั่งใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธปืนติดตัว เข้าขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ในระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บนั้น อยู่ในช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลว่าการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ ศอฉ. ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมืองโดยมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล ตามนัยคำพิพากษาศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553
อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัวเพื่อป้องกันตนเองได้จะเป็นไปตามหลักสากลก็ตาม แต่ก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการใช้อาวุธปืนตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นตามความจำเป็น และพอสมควรแก่เหตุ อันเป็นภาระที่หนักและยากอย่างยิ่งในการปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบดังกล่าวได้ หากภายหลังสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้อาวุธปืนโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ และเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีจำเป็น จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ อันเป็นความรับผิดเฉพาะตัว เช่นเดียวกับนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่จะต้องรับผิดในกรณีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า รู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตนได้ใช้หรืออยู่ระหว่างใช้กำลังบังคับและอาวุธปืนโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วไม่ดำเนินการยับยั้ง ป้องกัน และรายงานเหตุดังกล่าว
สำหรับประเด็นการกล่าวหานายอภิสิทธิ์, นายสุเทพและ พล.อ. อนุพงษ์ กับพวก กรณีละเว้นไม่สั่งระงับยับยั้ง ทบทวนวิธีการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้กำลังทหารนั้น จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์การขอคืนพื้นที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บแล้ว ศอฉ.ได้ทบทวนปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าผลักดันผู้ชุมนุมอีกต่อไป แต่ใช้มาตรการตั้งด่านตรวจ หรือจุดสกัดปิดล้อมวงนอกไว้โดยรอบ เพื่อให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมไปเอง โดยการปฏิบัติในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เป็นการตั้งด่านอยู่กับที่ทุกแห่ง แต่ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนกำลังเข้าไปควบคุมพื้นที่บริเวณสวนลุมพินี โดยไม่ได้มีการผลักดันต่อผู้ชุมนุมที่แยกราชประสงค์โดยตรง แต่เป็นการกดดันต่อกองกำลังติดอาวุธที่ยึดสวนลุมพินีอยู่ ซึ่งการปฏิบัติในการกระชับพื้นที่สวนลุมพินี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยประกาศให้ผู้ชุมนุมออกไปจากพื้นที่ก่อน หลังจากประกาศแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าไป
ดังนั้น ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวน ยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม กับพวก ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินการ ในเรื่องดังกล่าว โดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือเป็นผู้ก่อหรือใช้ให้มีการฆ่าผู้อื่น โดยเจตนาเล็งเห็นผลแต่อย่างใด คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไปเช่นกัน
3) นายณัฐวุฒิ ยังคงเป็น “นักเล่นลิ้น” ไปเอากรณีของนายสมชายมาเปรียบเทียบ ทั้งๆ ที่เทียบกันไม่ได้เลย เพราะ...
1.ในครั้งนี้ ศาลได้ชี้ชัดว่า การชุมชุมของกลุ่ม นปช. (คนเสื้อแดง) เป็นการชุมนุมที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
2. เมื่อครั้งขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เมษายน คำสั่งคือทหารเข้าไปขอคืนพื้นที่โดยไม่มีอาวุธร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ปรากฏ “กองกำลังชายชุดดำ” ติดอาวุธ เข้าปะปนกับกลุ่มผู้ชุมนุม มีกองกำลังลับลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ จน พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิต ต่อมาจึงเปลี่ยนวิธีเป็นการตั้งด่านปิดล้อมแทน
3. มีการไต่สวนอย่างละเอียดขององค์กรอิสระ อ้างอิงกับศาล ด้วย ไม่ใช่พูดลอยๆ เหมือนลมปากของนายณัฐวุฒิ
4. กระนั้นก็เถอะ ความอยุติธรรมที่รุนแรงที่สุด อำมหิตที่สุด ไร้หัวใจที่สุด ที่คนเสื้อแดง และครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับคือ การกระทำของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ออกกฎหมาย “นิรโทษกรรม” ที่เป็นการ “นิรโทษกรรมให้แก่คนฆ่า” ยุติการค้นหาความจริง และคดีใดหากอยู่ในชั้นศาลแล้ว ก็ให้ยุติการพิจารณา
5. ต่อให้นายอภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชนจริงๆ ซึ่งจริงๆ เขามิได้สั่งฆ่า แต่ในเวลาที่พรรคเพื่อไทยเป็นใหญ่ กุมอำนาจ แทนที่จะให้ความยุติธรรมแก่คนเสื้อแดงและคนที่ตาย ด้วยการค้นหาความจริงให้กระจ่าง และนำตัวคนฆ่า/คนสั่งฆ่า มาลงโทษ กลับออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่คนฆ่า(หรือว่าเป็นพวกเขาเอง)
6. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ คือคนที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ กลับกลายเป็นคนที่ปฏิเสธและคัดค้าน กระทั่งนายสุเทพออกมาตั้ง กปปส. ต่อสู้อยู่นอกสภาก็ทำ เพราะเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสีย หนำซ้ำยังแทรกการนิรโทษกรรมคดีทุจริตคอร์รัปชั่นเข้าไปด้วย อันเป็นประโยชน์ส่วนตัวของคนในตระกูลชินวัตรกับลิ่วล้อบริวาร มิใช่ประโยชน์ของประชาชน และมิใช่ “ความยุติธรรม”
7. และในเวลานั้น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ได้ดิบได้ดีจนเป็นรัฐมนตรี ก็มิได้ต่อสู้ คัดค้านกฎหมาย “นิรโทษกรรม” ที่ปล่อยให้คนตาย ตายไป ไม่ให้ค้นหาความจริง ไม่ให้มีกระบวนการยุติธรรมไต่สวน-ตัดสิน
8. ใครฆ่าพวกเขายังไม่ทราบได้ แต่คนที่ฆ่าตัดตอนพวกเขา ให้ไม่ได้รับความจริง ไม่ได้รับกระบวนการยุติธรรม แค่รับเงินเยียวยาก็พอ คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ต่อให้อภิสิทธิ์สั่งฆ่าจริงๆ ก็เถอะ สุดท้ายก็เอาผิดอภิสิทธิ์ไม่ได้ เพราะยิ่งลักษณ์กับพวกนิรโทษกรรมให้
ณัฐวุฒิไม่เคยรังเกียจกฎหมายนี้ ไม่เคยต่อสู้ให้คนเสื้อแดงได้ความจริงกับความยุติธรรม กลับเลือกพินอบพิเทากับตระกูลชินวัตร และรับทุกสิ่งที่พรรรคและตระกูลนี้หยิบยื่นให้
คุณว่าใคร “น่ารังเกียจ” ที่สุด ในเรื่องนี้ !!
จิตกร บุษบา

เช็กด่วน!‘กองทัพภาคที่2’เปิดพื้นที่‘เขมร’รุกรานหนัก ระดมยิงปืนใหญ่-BM21-โดรนพลีชีพ
ทัวร์ลงยับ ผู้จัดการไอลอว์โพสต์เขมรไม่มีแรงจูงใจรุกราน
เปิดปฏิบัติการทวงคืน‘บ้าน3หลัง’ ใกล้ปิดฉากกัมพูชาล้ำแดนไทย40ปี ชาวชำรากมั่นใจทัพไทยเอาอยู่
เตือนสึนามิ! ญี่ปุ่นเจอแผ่นดินไหว 7.6 บาดเจ็บแล้ว 7 ราย
‘กลาโหมเขมร’โชว์มุกเดิม อ้างไทยทำชาวบ้านดับ 2 ราย พร้อมยิง‘ควันพิษ’ใส่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี