วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
ภาษีเงินได้จากการขายหุ้นชินฯ 1.7 หมื่นล้านบาทไม่ซ้ำซ้อนกับกรณียึดทรัพย์คดีทักษิณร่ำรวยผิดปกติ 4.6 หมื่นล้านบาท
บทสรุปมหากาพย์ระบอบทักษิณ เมื่อถูกตรวจสอบ ต่อสู้ พิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมยาวนานร่วมสองทศวรรษ
ปรากฏความจริงผ่านคำพิพากษาของศาล ดังนี้
1. กรณีทักษิณร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท
ทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯ โดยซุกซ่อนหุ้นชินฯ ไว้ในชื่อคนอื่น เพื่อหลบเลี่ยงกติกาตามรัฐธรรมนูญ ที่ป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
ห้ามมิให้นักการเมืองที่มีสัมปทานผู้ขาดกับรัฐ เข้ามาเป็นผู้มีอำนาจรัฐเสียเอง
เพราะเกรงจะอาศัยอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่กิจการส่วนตัว อันถือเป็นการทุจริต เห็นแก่ตัว เอาเปรียบประเทศชาติส่วนรวม
ทักษิณโอนขายหุ้นชินฯ ไปให้แอมเพิล ริช ที่จดทะเบียนบนเกาะฟอกเงินถือครอง แล้วตนเองก็เข้ามาเป็นนายกฯ
อ้างว่าไม่ได้ถือครองหุ้นสัมปทานแล้ว
ขณะเป็นนายกฯ ปรากฏตามคำพิพากษาคดีร่ำรวยผิดปกติ ระบุว่า ทักษิณได้อาศัยอำนาจรัฐเอื้อระโยชน์แก่หุ้นชินฯ โดยมิชอบ 5 กรณี ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ได้แก่ กรณีแปลงค่าสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต กรณีสินเชื่อเอ็กซิมแบงก์ กรณีลดอัตราส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดแก่เอไอเอส กรณีโรมมิ่งเครือข่ายร่วม และกรณีสัมปทานดาวเทียมไอพีสตาร์
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ ฐานร่ำรวยผิดปกติ ให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน 4.6 หมื่นล้านบาท
โดยยึดเอาจากเงินจากการขายหุ้นชินฯ มูลค่า 73,000 ล้านบาท ที่อายัดไว้
พูดง่ายๆ ว่า ที่ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทนั้น จากที่ทักษิณใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่หุ้นชินฯของตนเองโดยมิชอบ
ส่วนความผิดทางอาญา แยกเป็นคดีต่างๆ อาทิ ทักษิณถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาว่ามีความผิดทางอาญา ต้องจำคุกจากกรณีต่างๆ ได้แก่ 1.คดีทุจริตปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ จำคุก 3 ปี 2.คดีหวยบนดินจำคุก 2 ปี และ 3.คดีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต จำคุก 5 ปี
2. กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท
กรณีนี้ เป็นผลจากการขายหุ้นชินฯ เกิดเงินได้พึงประเมิน แล้วพยายามหลบเลี่ยง ไม่จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
อ้างว่าขายหุ้นในตลาดหุ้น ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ความจริง มีการกระทำซ้อนเร่น อำพราง ฝ่าฝืนกฎหมาย
เป็นการขายหุ้นชินคอร์ปที่นายทักษิณเป็นเจ้าของตัวจริง แต่อำพรางไว้ในชื่อคนอื่น ก่อนจะขายต่อไปให้กลุ่มเทมาเส็ก
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ได้พิพากษาชี้ขาดแล้วว่า ทักษิณเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน และต้องรับผิดชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินของสรรพากร
พฤติการณ์ไล่ตั้งแต่ทักษิณขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) แก่บริษัทแอมเพิล ริชอินเวสท์เม้นท์ จํากัด โดยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด
บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ไม่ได้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ไว้แทนทักษิณ
เมื่อบริษัทแอมเพิล ริชฯ ขายหุ้นบริษัทชินฯ แก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา นอกตลาดหลักทรัพย์ ถือได้ว่ามีนิติกรรมการซื้อขายหุ้นโดยชอบ
โดยขายหุ้นชินฯ ให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาในตลาดอยู่ที่ 49.25 บาท
เมื่อเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันควร นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้รับประโยชน์ และเมื่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทนทักษิณ ก็ถือว่าทักษิณเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน
แล้วในวันเดียวกัน ทั้งคู่ ซึ่งเป็นตัวแทนของนายทักษิณ ก็ขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็กในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สรรพากรเคยออกหมายเรียกนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา นอมินีที่ถือหุ้นแทนนายทักษิณ มาไต่สวนเมื่อปี 2555
ถือว่าเคยออกหมายเรียกทักษิณมาไต่สวนแล้ว และทำให้อายุความขยายมาจนถึง 31 มี.ค. 2560 และทันทีที่ส่งหนังสือประเมินให้นายทักษิณ “อายุความ” ก็จะหยุดลง
เจ้าหน้าที่ได้นำหนังสือแจ้งประเมิน ไปติดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า บ้านเลขที่ 472 จรัญสนิทวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2560
เป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปี 2549
กรมสรรพากรระบุว่า นายทักษิณมีเงินได้พึงประเมิน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,899 ล้านบาท เมื่อรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คำนวณถึงวันที่ 31 มี.ค. 2560 รวมเป็นระยะเวลา 120 เดือน ทำให้มีเงินภาษีซึ่งทักษิณต้องจ่ายรวม 17,629 ล้านบาท ระบุให้ไปชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางพลัด
จะสังเกตว่า การเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากทักษิณ ก็เฉพาะส่วนที่กระทำโดยนอมินีของทักษิณได้หุ้นจากแอมเพิล ริช นี่เอง มิใช้เรียกเก็บภาษีจากเงินขายหุ้นทั้งก้อน 73,000 ล้านบาท
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ชี้ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทน เพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตําแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ซึ่งทําขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษี และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตาม เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทําขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง
3. ชัดเจนว่า ภาษีเงินได้จากการหุ้นชินฯ 1.76 หมื่นล้านบาท ไม่ซ้ำซ้อนกับการยึดทรัพย์ร่ำรวยผิดปกติ 4.6 หมื่นล้านบาท
เงินที่ยึดทรัพย์ไป 4.6 หมื่นล้าน (คืนให้ทักษิณ 3 หมื่นล้าน) คือ เงินที่ร่ำรวยผิดปกติ จากการใช้อำนาจรัฐประโยชน์ให้โดยมิชอบ
ส่วนภาษี 1.7 หมื่นล้านบาท คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่คิดจากเงินได้อันเกิดขึ้นจากการขายหุ้นซิกแซกผ่านนอมินี
4. อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องจ่าย 10,028 ล้านบาท
คุณยิ่งลักษณ์มีหมายจับ ลงโทษจำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 10,028 ล้านบาท แก่กระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษาชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุด
เป็นค่าเสียหายจากโครงการจำนำข้าว จากการละเว้น ปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการติดตามแก้ไขการทุจริตในโครงการจำนำข้าว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐโดยทุจริต หรือจีทูจีเก๊
ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องจ่ายชดใช้เฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ 4 สัญญาในยุคยิ่งลักษณ์ และให้รับผิดชอบเพียง 50% ของมูลค่าความเสียหายนั้น จึงคิดเป็นเงิน 10,028 ล้านบาท
โดยร่วมรับผิดชอบเฉพาะการปล่อยให้ขายข้าวจีทูจีเก๊ 4 สัญญาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการขายข้าวลอตอื่นๆ
ฝ่ายยิ่งลักษณ์พยายามอ้างว่า ยังมีข้าวในโกดัง ขายได้เงินกลับคืนมา หรือยกเอาข้าวที่ระบายล่าสุดในยุครัฐมนตรีภูมิธรรมมาอ้างว่าขายได้ราคาดี ฯลฯ ล้วนเป็นการตะแบงตบตาคนที่ไม่รู้เรื่องเท่านั้นเอง
5. ค่าเสียหายข้าวจีทูจี 2 หมื่นล้านบาท
ศาลปกครองกลาง พิพากษาคดีค่าสินไหมทดแทนแก๊งข้าวจีทูเจี๊ยะ
กระทรวงพาณิชย์ออกคำสั่งเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการทุจริตโครงการรับจำนำ และโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) โดยให้นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และพวก ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
ศาลปกครองกลางพิพากษาให้คนเหล่านี้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้
นายมนัส สร้อยพลอย ชดใช้ 4,011 ล้านบาท
นายทิฆัมพร นาทวรทัต ชดใช้ 4,011 ล้านบาท
นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ ชดใช้ 2,694 ล้านบาท
นายภูมิ สาระผล ชดใช้ 2,242 ล้านบาท
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ชดใช้ 1,768 ล้านบาท
6. ค่าเสียหาย กรณีแกนนำ นปช.ยุยงปลุกปั่นให้เกิดการเผาบ้านเผาเมือง 2553
ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีแพ่ง ให้แกนนำ นปช.บางรายต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของอาคารพาณิชย์ที่ถูกเผาในเหตุการณ์ 19 พ.ค.2553 ได้แก่
คดีหมายเลขดำ 1762/2554 ศาลฎีกาพิพากษาให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อและนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 21.3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6646-6647/2561 พิพากษาให้นายจตุพร, นายณัฐวุฒิ และนายอริสมันต์ ร่วมกันรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายรวมประมาณ 19.3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
ทั้งสองคดีถึงที่สุดแล้ว จ่ายเงินหรือยัง
ส่วนคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี, อุดรธานี, ขอนแก่น และมุกดาหาร ศาลก็มีคำพิพากษาจำคุกสถานหนัก เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่กระทำผิดด้วย
คดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร (มีหลายสำนวน) สำนวนหลักศาลพิพากษาจำคุก 15 ปี นายวิชัย อุสุพันธ์ และพวก
คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายพิเชษฐ์ ทาบุดดา หรือ อจ.ต้อยแกนนำ นปช.อุบลราชธานี และพวก
คดีเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ศาลพิพากษาจำคุก13 ปี นายอดิศัย วิบูลเสข และพวก (แนวร่วมเสื้อแดง)
คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ศาลพิพากษาจำคุก22 ปี นายวันชัย รักสงวนศิลป์ และพวก (เสื้อแดง)
7.ขณะนี้ นายทักษิณ ชินวัตร รับโทษจำคุก อยู่ในเรือนจำ
ยังต้องลุ้นคดี 112 ต่อ ในชั้นศาลอุทธรณ์ แม้ชั้นต้นศาลจะยกฟ้อง (ปกติ คดี112 ทั่วไป ก็ต้องอุทธรณ์กัน 99%)
และลุ้น ป.ป.ช. จะแจ้งข้อกล่าวหาใครเพิ่มเติม คดีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีชั้น 14 ทักษิณจะโดนแจ้งข้อกล่าวหาฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ฯ ด้วยหรือไม่?
มหากาพย์ระบอบทักษิณ ใกล้ถึงตอนจบบริบูรณ์แล้ว
สันติสุข มะโรงศรี

‘ช่อง 7HD’ ชวนน้อง ๆ ร่วมกิจกรรม ‘7HD คิดดี คิดส์เดย์’
CGI ล้ำสมัยเสริมภาพความยิ่งใหญ่ ให้กับ ‘Back To The Past - เจาะเวลาหาจิ๋นซี เดอะ มูฟวี่’
อภิสิทธิ์ปลุกคนใต้เป็นหัวหอก ขจัดโกง-ล้างทุนสีเทา กู้เศรษฐกิจไทย
ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ! กองทัพไทยซัดเขมรไร้ความโปร่งใส ปมกระสุนตกช่องบก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี