วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
ประเทศไทยกับการเกิดมหาอุบัติภัย โดยเฉพาะที่เกิดจากภัยธรรมชาติร้ายแรง อาทิ น้ำท่วมหนัก ที่ระดับน้ำมีความสูง 3 ถึง 4 เมตร รวมถึงปัญหาดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง ไฟป่า และในระยะหลังก็จะมีปัญหาฝุ่นควันพิษ PM2.5 ปัญหาเหล่านี้จะเกิดบ่อยและถี่ขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะว่าโลกของเราถูกทำให้เสียสมดุลด้วยน้ำมือของมนุษย์
จะเห็นได้ว่าในระยะสองสามปีมานี้ ประเทศไทยเกิดปัญหาอุทกภัยร้ายแรงบ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งก็น่าสนใจตรงที่ในช่วงต้นปีมักจะเปิดฉากด้วยปัญหาความแห้งแล้งหรือภัยแล้ง หลังจากนั้นไม่นานครั้นเมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม ก็กลับเกิดปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากฝนตกหนัก แล้วระบายน้ำไม่ทัน หรือมิฉะนั้นก็เกิดปัญหาดินโคลนถล่มหลังจากฝนตกติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายวัน ดังปรากฏปัญหาน้ำท่วมในเขตจังหวัดภาคเหนืออย่างเช่นที่จังหวัดเชียงราย น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน และรวมถึงในจังหวัดเชียงใหม่
ขณะเดียวกันเมื่อดูในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักจะมีปัญหาคล้ายคลึงกัน คือ ในช่วงต้นปีจะมีปัญหาความแห้งแล้ง แล้วพอถึงช่วงต้นฤดูฝน ก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วมตามมา ซึ่งเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะเวลาสองถึงสามปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของลานีญา จึงทำให้เกิดฝนตกหนักมากอย่างผิดปกติ อันนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับเอลนิโญ เพราะส่งผลให้เกิดปัญหาความแห้งแล้งและความร้อนที่อุณหภูมิสูงจัด
อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทยนั้นเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมสลับกับน้ำแล้งต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีมาแล้ว แล้วทุกครั้งที่เกิดปัญหาความแห้งแล้งและน้ำท่วมใหญ่ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลายจังหวัดในแต่ละภูมิภาคต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ แล้วที่ตามมาก็คือการสูญเสียเงินงบประมาณเพื่อใช้บรรเทาเหตุภัยพิบัติ
มีคำถามมานานแล้วว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงไม่กำหนดนโยบายหรือวางโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติโดยเฉพาะปัญหาน้ำ เหตุใดทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านจึงปล่อยให้ปัญหานี้คาราคาซัง และผลาญงบประมาณแผ่นดินของประเทศให้หมดไปหรือเปล่าประโยชน์ในแต่ละปี
ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะมหาอุทกภัยในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในระยะหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา บ่งบอกให้ชาวโลกและคนไทยเห็นตรงกันว่ามันเป็นผลพวงอย่างหนึ่งของวิกฤตการณ์โลกเดือด
ส่วนล่าสุดก็เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งปัจจุบันปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดสิ้นไป ซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากปัญหาที่เกิดขึ้นในแม่สาย เพราะจนถึงบัดนี้หลายพื้นที่ก็ยังคงมีร่องรอยความเสียหายมันเกิดจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่
อ้างอิงจากรายงานของ GDACS (Global Disaster Alert and Coordination System) และ ADINet ที่บอกเล่าความเสียหายขั้นวิกฤตที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดน่านครั้งล่าสุด ที่ผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งปี พบว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้บ้านเรือนของราษฎรพังทลาย และเกิดปัญหาดินสไลด์ หลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องกันหลายวัน
และขณะเดียวกันเมื่ออ้างตามรายงานของเครือข่าย ASEAN Disaster Information Network (ADINet) วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ระบุว่าประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 2,200 คน บ้านเรือนเสียหายจากน้ำท่วมประมาณ 600 หลัง
ผู้ติดตามภัยพิบัติหลังเกิดฝนตกหนักเพราะอิทธิฤทธิ์พายุวิภา พบว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นโดยฉับพลันทันที แต่เกิดขึ้นแบบค่อยๆ สะสมความรุนแรง แล้วทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งปัญหาทำนองนี้จะเกิดขึ้นบ่อยและถี่มากขึ้นไปเป็นลำดับ
เมื่อดูข้อมูลขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA) ระบุว่ามีสถิติการเกิดพายุในแถบแปซิฟิกตะวันตกในระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 1970-2020) พบว่ามีพายุและซูเปอร์ไต้ฝุ่นเกิดในภูมิภาคเอเชียบ่อยมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ และมีข้อมูลว่าปรากฏการณ์ที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงอันเนื่องมาจากสภาพดินฟ้าอากาศนี้ จะทำให้การพยากรณ์อากาศยากขึ้น ได้ว่ามีการเกิดพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรง ชนิดที่เกิดขึ้นแค่เพียงไม่กี่วันแล้วกลายเป็นความรุนแรงระดับซุเปอร์ไต้ฝุ่น ซึ่งก็บอกว่านี่คือการบ่งบอกว่าเป็นวิกฤตการณ์ อันเกิดกับสภาพภูมิอากาศ และก่อให้เกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรง ซึ่งเรียกว่าเหตุการณ์สภาพอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather Event) ซึ่งนับว่าคาดการณ์สภาพอากาศดินฟ้าอากาศได้ยากมากขึ้นกว่าเดิม และเกิดสภาพอากาศปรวนแปรอยู่ตลอดเวลา แต่ที่น่ากลัวมากกว่านั้นคือ จะมีความรุนแรงของวิกฤตหนักมากจนยากที่จะรับมือได้ในระยะเวลาจำกัด แล้วเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นส่งผลให้มีความเสียหายมากและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากตามมาด้วย
ในเมื่อเรารู้ว่าโลกเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะวิกฤตบ่อยขึ้น ก็จึงมีคำถามว่า แล้วรัฐบาลรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร กำหนดนโยบายเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาไว้อย่างไร ขณะเดียวกัน ก็ต้องถามไปถึงฝ่ายค้านด้วยว่ามีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตดังกล่าวอย่างไรบ้าง
แน่นอนว่าต้นตอของวิกฤตการณ์โบกเดือดมีด้วยกันหลายสาเหตุ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่รัฐบาล รวมถึงฝ่ายค้านต้องช่วยกันขจัดปัดเป่าต้นตอของปัญหาให้หมดไป ทั้งนี้ ภารกิจหลักจะตกอยู่ที่รัฐบาล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านจะไม่ต้องร่วมรับผิดชอบใดๆ เพราะปัญหาของบ้านเมืองเป็นปัญหาที่รัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมกันแก้ไขโดยไม่มีข้อยกเว้น ถึงแม้ฝ่ายค้านจะอ้างว่าไม่มีอำนาจบริหาร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าฝ่ายค้านมีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุล
ย้อนไปดูความเสียหาย
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าไทยได้เผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมากถึง 137 ครั้ง ทั้งนี้ ภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุดคือ มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่สร้างความเสียหายอย่างมหันต์ต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจไทยอย่างมากที่สุดในประวัติการณ์ ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในครั้งนี้มากถึง 1.44 แสนบ้านบาท และยังนับว่าเป็นความเสียหายที่มากที่สุดเกิดจากอุทกภัยในประเทศไทย
ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากมหาอุทกภัยที่กำลังเกิดกับหาดใหญ่ ก็ถูกประเมินว่าน่าจะทำให้เสียหายเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท แต่ยังมีความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินได้ คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจิตใจของประชาชน
อันที่จริงบทความนี้ก็ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาล ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจรัฐระดับสูงสุดของประเทศ รวมถึงผู้มีอำนาจบริหารปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแสดงความรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็คงได้แค่เรียกร้องเท่านั้น เพราะไม่เคยปรากฏว่ารัฐบาลชุดใดแสดงความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากความเพิกเฉยของรัฐบาล อย่าลืมว่าเรามีรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อมีรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ต้องกำหนดนโยบายในการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ให้จงได้
ขอย้ำว่าภัยพิบัติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าหากรัฐบาลมีนโยบายและแนวทางป้องกันรวมถึงการแก้ไขเยียวยาผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตการณ์ เพื่อจะช่วยให้ความรุนแรงของปัญหาลดน้อยลงไปได้ แต่ถ้าหากรัฐบาลไทยยังคงไม่ใส่ใจแก้ปัญหา โดยยังไม่มีนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ก็ขอกล่าวไว้เลยว่าประเทศไทยยังจะต้องเผชิญกับวิกฤตมหาภัยพิบัติไปเรื่อยๆ และความเสียหายก็จะรุนแรงหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น
ส่วนนักการเมืองฝ่ายค้านก็ต้องลดความไร้สาระ แล้วเพิ่มความเอาจริงเอาจังในการทำงานมากขึ้น ขอย้ำว่าฝ่ายค้านไม่มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินก็จริง แต่ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงาน และการกำหนดนโยบายสาธารณะให้เข้มข้น ฝ่ายค้านควรจะเลิกทำงานด้วยการเล่นลิ้น หรือพ่นน้ำลายไปวันๆ แต่ควรจะต้องเพิ่มดีกรีในการตรวจสอบการทำงานรัฐบาลให้เข้มข้นและหนักหน่วงยิ่งขึ้น
การที่เรามีฝ่ายค้านที่ดีแต่ออกมาเยาะเย้ยถากถางเมื่อรัฐบาลทำงานผิดพลาด ถือเป็นเรื่องที่น่าสมเพชของคนไทยและประเทศไทย ถ้าหากฝ่ายค้านมีสติปัญญาและมีความสามารถมากกว่านี้ ฝ่ายค้านจะต้องเข้าไปรับรู้และดูแลควบคุมพร้อมทั้งตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล อย่าลืมว่าฝ่ายค้านมีอำนาจในการถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาล
ส่วนรัฐบาลก็จำเป็นต้องเร่งรัดและเข้มงวดการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมและลดวิกฤตการณ์ และต้องเอาจริงเอาจังกับการเตรียมพร้อมเพื่อปกป้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางทั่วประเทศ ให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติและวิกฤตการณ์ทั้งปวง
ต้องบอกย้ำว่ารัฐบาลไทยโชคดีที่มีภาคประชาชนให้ความร่วมมือช่วยรัฐบาลแก้ปัญหาภัยพิบัติ ได้ว่าทุกครั้งเมื่อเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างหนัก ก็จะมีภาคประชาชนเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ประสบความเดือดร้อนก่อนที่รัฐบาลจะส่งข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปช่วยประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะต้องเห็นความสำคัญของภาคประชาชน ควรจะต้องให้การสนับสนุนการทำงานเพื่อบรรเทาสาธารณภัย ควรจะดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นพันธมิตรของรัฐบาล เพราะเขาเหล่านี้คือผู้ที่มีส่วนช่วยประชาชนผู้ประสบภัยธรรมชาติ ก่อนที่คนของรัฐบาลจะเข้าไปถึง แล้วต้องย้ำก่อนที่นักการเมืองจะเข้าไปถึงด้วย เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลมีความเฉลียวฉลาดเพียงพอก็ควรจะต้องร่วมไม้ร่วมมือกับภาคเอกชนในแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะคนเหล่านี้จะเป็นมือเป็นไม้ของรัฐบาลในการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติอย่างทันท่วงที

กองทัพบก น้อมรับพระราชกระแส 'ในหลวง' พระราชทานโดรนช่วยอุทกภัยภาคใต้
ลิลลี่ เผย ลำบากใจในฐานะคนกลาง 'แม่-พี่เจนนี่'ยังไม่คุยกัน
เจ้าคิเพคี ยีราฟไร้ลายตัวที่4ของโลก ตายปริศนาหลังเกิดมาได้เพียง2ปี
โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัย ‘พัทลุง’
(คลิป) 3ตัวแซ่บ แจง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ธารน้ำใจชุมชนแนวหน้าไหลลงหาดใหญ่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี