วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
การเมืองไทยนั้น หลังจากที่ทหารได้เข้าไปมีส่วนร่วมและนำความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 แล้ว ทหารได้กลายเป็นตัวหลักในการยึดอำนาจเปลี่ยนรัฐบาล โดยเรียกว่าการรัฐประหาร และที่ไม่สำเร็จล้มรัฐบาลไม่ได้ ก็กลายเป็นกบฏ เกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหน และแล้ววันหนึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยที่แม้ทหารจะเรืองอำนาจก็ตามก็ได้กล้าหาญยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เรื่องแผนการปฏิวัติที่มีกรณีปรากฏขึ้น เพื่อถามรัฐบาลตรงๆ ญัตตินี้ได้ยื่นในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2493 ที่มานั้น เนื่องจากการที่ตำรวจได้จับกุมตัวผู้ถูกกล่าวหาว่าจะทำการรัฐประหารยึดอำนาจล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม ปีเดียวกัน และบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ถูกหมายหัวว่าเป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการยึดอำนาจในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่นเป็นคนวงในรัฐบาลเอง คือพลโท หลวงกาจสงคราม หรือชื่อเดิมนามสกุลเดิมว่า เทียน เก่งระดมยิงตำแหน่งในวงการทหารใหญ่โตมากคือเป็นถึงรองผู้บัญชาการทหารบก สมัยนั้นไม่ใช่อยู่ใน 5 เสือทหารบกเหมือนอย่างสมัยนี้ แต่เป็นหมายเลข 2 รองจากผู้บัญชาการทหารบกเพียงคนเดียว ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น คือพลเอก ผิน ชุณหะวัณผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายมีเนื้อหาสำคัญว่า
“ในกรณีเกี่ยวกับแผนการปฏิวัติเมื่อเดือนมกราคม 2493 ซึ่งมี พลโทกาจ กาจสงคราม รองผู้บัญชาการทหารบกพัวพันอยู่ด้วย จนถึงได้มีพระบรมราชโองการปลด พลโทกาจ กาจสงคราม จากตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกแล้ว และในที่สุดปรากฏว่าถูกส่งตัวไปต่างประเทศ นอกจากนี้ปรากฏว่ามีการจับกุมบุคคลสำคัญในระยะนี้อีกด้วย ซึ่งประชาชนคนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศยังมืดมนต่อเหตุการณ์ และเกิดความรู้สึกหวั่นไหวในเหตุการณ์ครั้งนี้…”
จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้เป็นผู้ชี้แจงตอบต่อสภาฯว่า
“สำหรับเรื่องของคุณหลวงกาจฯ โดยเฉพาะนั้น… เราถือว่าคดีของคุณหลวงกาจฯ เป็นคดีธรรมดา… ข้าราชการผู้หนึ่งได้กระทำผิดขึ้นเราก็ได้มีการลงโทษปลดปล่อยลงไปเท่านั้น… สาเหตุของเรื่องหลวงกาจฯ ที่เป็นมาก็คือ ทางราชการของตำรวจได้รับรายงานข่าวจาก หลายทาง… นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ชั้นนายพล ซึ่งชอบพอกับคุณหลวงกาจฯ ได้เตรียมการเพื่อจะล้มรัฐบาลหรือเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยใช้กำลังเข้าควบคุมตัวคณะรัฐมนตรีและข้าราชการบางคน เป็นการผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี่เรื่องที่เกิดขึ้น”
จากนั้นนายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวถึงเรื่องอื่นวกวนไปมาอีกพัก จึงกลับมาที่หลวงกาจฯ ว่า
“ทีนี้ เมื่อเวลาคุณหลวงกาจฯ มานั้น จึงได้ให้ทางพนักงานตำรวจเชิญตัวไปสอบสวนที่วังปารุสกวัน เมื่อวันที่ 26 มกราคม ประมาณ24 นาฬิกา… การที่ตำรวจต้องเตรียมตัวระมัดระวังเช่นนี้เพราะเหตุคุณหลวงกาจฯ เวลาไปไหนนั้น มีอาวุธประจำตัวและมีลูกระเบิดประจำในรถตลอดกระทั่งปืนกลเป็นจำนวนมากเสมอ เพราะฉะนั้นเกรงว่าในการที่เผชิญตัวเช่นนั้น คุณหลวงกาจฯ อาจจะเกิดการเข้าใจผิดก็อาจจะใช้ปืนกลหรือลูกระเบิดมือขว้างมาได้ ด้วยเหตุดังนั้นเองในเวลาที่เชิญตัวหลวงกาจฯ เราจึงต้องควบคุมตัวบรรดาเจ้าหน้าที่ที่มากับคุณหลวงกาจฯ”
ท่านนายกรัฐมนตรียังระบุว่า “หลวงกาจฯนั้นขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ”
ที่ยกมานี้คือเนื้อหาที่สำคัญของการถามและตอบกันในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่ที่ประชุมจะมีมติปิดอภิปราย แต่เรื่องที่คุยกันนอกสภาฯได้เล่ากันว่า อธิบดีตำรวจได้ให้คนไปเชิญคุณหลวงกาจฯโดยบอกว่านายกรัฐมนตรีขอให้มาพบเพื่อปรึกษาด่วนหลวงกาจฯก็รีบมาที่วังปารุสกวัน ซึ่งเป็นที่ทำการของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มาถึงพอเข้าไปในห้องก็ถูกตำรวจจู่โจมเข้าจับกุมคุมตัว โดยไม่มีโอกาสพบใครได้อีกเลย และต่อมาก็นำตัวท่านไปที่สนามบินส่งเดินทางออกไปยังฮ่องกง ที่ซึ่งหลวงกาจฯต้องอยู่จนกระทั่งถึงปี 2500 จนรัฐบาลหลวงพิบูลฯถูกยึดอำนาจ และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์เดินทางไปลี้ภัยที่ต่างประเทศแล้ว ท่านจึงได้เดินทางกลับประเทศไทย
นรนิติ เศรษฐบุตร

อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ระทึกช่วงค่ำ! ไฟไหม้ รพ.พังงา จนท.เร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว
วิกฤตพลังงานเดือด IEA อนุมัติปล่อยน้ำมันสำรองมากสุดที่ในประวัติศาสตร์
'อิหร่าน' ยอมรับ ยิงเรือขนส่งสินค้า 'มยุรี นารี' เหตุเรือเพิกเฉยต่อคำสั่ง
ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี