วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 นี้ ได้เป็นที่รู้จักกันในชื่อที่ไม่เป็นทางการว่า“การเลือกตั้งสมัยกึ่งพุทธกาล” เพราะไปคิดว่าพระพุทธศาสนา จะมีอายุ 5,000 ปี วาระของสภาผู้แทนราษฎรที่มีการเลือกตั้งในปี 2495 ได้สิ้นสุดลงในปลายปี 2499 การเลือกตั้งครั้งนี้ ที่จริงก็ไม่น่าจะสำคัญมาก เพราะผลของการเลือกตั้งไม่อาจกำหนดตัวรัฐบาลโดยตรงหรือกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีได้ เพราะรัฐธรรมนูญที่ใช้เป็นกติกาก็ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง ดังนั้นเพียงฝ่ายรัฐบาลได้เสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเพียงเล็กน้อยก็สามารถตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ยาก
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ได้เป็นที่สนใจกันมากก็เพราะรัฐบาลได้สร้างบรรยากาศที่เอื้อเฟื้อต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2498 โดยการออกกฎหมายพรรคการเมืองฉบับแรกของประเทศ การยอมให้ผู้คนสามารถอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองได้ค่อนข้างอิสระในพื้นที่สาธารณะ คือที่สนามหลวง ตลอดจนนักข่าวหนังสือพิมพ์ได้รับโอกาสที่จะซักถามผู้นำทางการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีที่เรียกว่า “เปรส คอนเฟอเรนซ์” เป็นประจำทุกสัปดาห์ สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างมาก และพรรคการเมืองก็มีการจดทะเบียนเพิ่มเติมขึ้นเป็นจำนวนมาก บางทีหรือบางพรรค มีผู้สนใจรวมกันเพียงคนสองคนก็สามารถจดทะเบียนตั้งเป็นพรรคการเมืองได้ ถึงขนาดที่มีคนกล่าวว่าเป็นยุคพรรคการเมืองเฟ้อ
การที่หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี นำอดีตรัฐมนตรีลงแข่งขันเลือกตั้งในนามพรรคเสรีมนังคศิลาที่จังหวัดพระนคร เผชิญหน้ากับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคฝ่ายค้านซึ่งนำโดยนายควง อภัยวงศ์ จึงทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่ดุเดือด เมื่อเลือกตั้งเสร็จในคืนวันที่26 กุมภาพันธ์ ก็ทราบผลว่าพรรคเสรีมนังคศิลาชนะอันดับหนึ่งได้ที่นั่งในสภาฯ 86 ที่นั่ง จากจำนวน 160 ที่นั่ง นับว่าเกินกว่าครึ่งมา 6 เสียง นี่ยังไม่นับพรรคการเมืองที่รู้กันว่าสนับสนุนหลวงพิบูลฯเป็นการเฉพาะตัว คือพรรคธรรมาธิปัตย์ ของนายเปี่ยม บุญโชติ ซึ่งได้ที่นั่งมา 9 เสียง ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ บันทึกเล่าว่า
“ปรากฏว่าได้มีผู้ออกเสียงเลือกตั้งวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้ง กระทำการไม่สุจริต ไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้โดยเสรีมีผู้อื่นไปใช้สิทธิเลือกตั้งแทนเสียก่อนบ้างไม่มีชื่อในบัญชีผู้ออกเสียงเลือกตั้งบ้าง ในตอนค่ำวันที่26 กุมภาพันธ์นั่นเอง เฉพาะในจังหวัดพระนครได้มีประชาชนนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายแห่ง เดินขบวนไปที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี เป็นจำนองคัดค้านการเลือกตั้งว่าดำเนินการโดยไม่สุจริต”
อีก 4 วันต่อมา การประท้วงเลือกตั้งรุนแรง รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 2 มีนาคม อ้างว่ามีคณะบุคคลโดยความสนับสนุนของชาวต่างประเทศจะก่อกวนและดำเนินการร้าย นายกรัฐมนตรีได้ตั้งผู้บัญชาการทหารบก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บัญชาการฝ่ายทหารให้มีอำนาจสั่งใช้กำลังทหารและตำรวจเข้าจัดการในเรื่องนี้ แต่ทหารก็ไม่ได้ปราบปรามผู้ประท้วง จึงมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จนนำไปสู่การพิจารณาแต่งตั้งจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีและตั้งคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารประเทศ
แต่บรรยากาศทางการเมืองก็ไม่ได้เงียบนักศึกษาและประชาชนยังไม่พอใจกับการเลือกตั้งที่เขากล่าวว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก โดยรัฐบาลเลี่ยงกล่าวว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เรียบร้อยและในความขัดแย้งในเรื่องนี้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ผู้บัญชาการทหารบกได้ตีตนออกห่างจากรัฐบาล โดยตัวเองและนายทหารที่ใกล้ชิดได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยเหตุนี้แม้รัฐบาลจะดูมั่นคงจากเสียงข้างมากของสมาชิกสภาผู้แทนฯที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่เมื่อข้อกล่าวหาคือการเลือกตั้งที่ชนะมานี้เป็นการเลือกตั้งที่สกปรก รัฐบาลจึงตกที่นั่งลำบากเป็นอย่างมาก
นรนิติ เศรษฐบุตร

อ้างหน้าตาเฉย?! กัมพูชาแจ้งกำลังพลเสียวินัย ยิง 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย
'เป๊ป'สถิติโหด! พาเรือเข้าชิงถ้วยหนที่11ใน10ปี
กทม.ลุยลอกท่อให้เสร็จทันพ.ค.นี้รับมือฝน จี้ผรม.ก่อสร้างอย่าทำอุดตัน
นรข.สกัดยานรก! ยึดไอซ์ 352 กก.ซุกเล้าไก่ริมโขง-เผย!ส่งนอกราคาสูงถึง 4.2 พันล้าน
คุมพื้นที่บ้านคลองแผงได้ทั้งหมด วินธัย ย้ำเฝ้าระวัง สายลับเขมร แฝงตัวชาวบ้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี