วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569
คงไม่มีใครคิดว่า เราจะมาถึงปีที่จำนวนประชากรไทยเสียชีวิตมากกว่าผู้เกิด จนเริ่มมีความเห็นว่าควรส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีบุตรกันมากขึ้น เพราะทรัพยากรมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ เรื่องเล่าในวันนี้ขอนำท่านย้อนหลังเวลาไปเป็นเวลาประมาณ 84 ปีในเวลานั้นไทยต้องการมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ที่น่าสนใจคือที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ไม่ใช่ตัวสภาโดยตรง หากความริเริ่มนั้นเกิดขึ้นที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ที่มี ดร.ทองเปลวชลภูมิ เป็นเลขาธิการ ท่านเป็นผู้ริเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมาก ขึ้นที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยท่านเองเป็นนายกสมาคม และมีนายประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์เป็นเลขาธิการสมาคม การทำงานของสมาคมนั้นเมื่อเลขาธิการสภาฯเป็นหัวหอกออกทำเอง จึงได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาร่วมทำงานเป็นงานอาสาช่วยให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ ดร.ทองเปลว สามารถทำความตกลงกับทางผู้แทนราษฎรแต่ละจังหวัด ยอมไม่มีการเปิดสาขาของสมาคมนี้ขึ้นที่แต่ละจังหวัดด้วย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเพราะผู้แทนราษฎรยินดีเป็นผู้รับคำร้องจากผู้มีบุตรมากมายื่นดำเนินการกับสมาคมและก็เป็นผู้นำบัตรจากสมาคมไปมอบให้แก่ราษฎรที่ยื่นคำขอในจังหวัดของตน กล่าวได้ว่าเป็นการกระทำที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ผู้แทนก็ยินดีทำเพราะสร้างความพึงพอใจให้แก่ราษฎรในพื้นที่ของตัวเอง มีหรือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะปฏิเสธ การตั้งสมาคมครั้งนี้ เมื่อมีคุณประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่ต้น ท่านจึงจำเรื่องราวต่างๆ ได้ และเก็บเอามาบันทึกเล่าไว้ในหนังสือของท่าน หาไม่ก็อาจจะถูกลืมไปแล้วบ้างก็ได้ เพราะในประวัติของดร.ทองเปลว ชลภูมิ ในหลายแห่ง ก็ยังไม่ได้บันทึกเรื่องราวนี้ไว้
ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ ได้บันทึกถึงวัตถุประสงค์ของสมาคมไว้ ดังนี้
“เพื่อสงเคราะห์แก่ครอบครัวของชนชาวไทยที่มีบุตรมาก และยากจน การสงเคราะห์นั้น สงเคราะห์แก่ครอบครัวที่มีบุตรตั้งแต่4 คนขึ้นไป และมีรายได้เกินเดือนละ 600 บาท ผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวยื่นคำขอสงเคราะห์ตามแบบ ณ สำนักงานพร้อมทั้งคำรับรองของนายทะเบียนท้องที่”
สมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากได้ติดต่อทั้งหน่วยราชการและภาคเอกชน จึงได้รับความร่วมมือที่สำคัญจากการรถไฟ บริษัทรถเมล์โดยสาร บริษัทเรือโดยสาร โรงเรียนต่างๆ รวมทั้งพ่อค้าวาณิชและกิจการค้าที่เห็นด้วยกับการสงเคราะห์ผู้มีบุตรมาก ที่ให้ความสนับสนุนทั้งเรื่องการเงิน เครื่องใช้ไม้สอยตลอดจนสิ่งของในการอุปโภคและบริโภค โดยสมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากได้ออกบัตรประจำตัวให้แก่หัวหน้าครอบครัวที่ได้ยื่นคำขอเพื่อใช้ในการที่จะได้รับการอุดหนุนดังนี้
“1.โดยสารรถไฟชั้นที่ 3 ได้ทุกสายโดยเสียค่าโดยสารเพียงครึ่งราคา
2.โดยสารรถและเรือประจำทางบางสาย โดยเสียค่าโดยสารเพียงครึ่งราคา
3.ช่วยลดค่าเล่าเรียนบุตรในชั้นประถมและมัธยมศึกษาครึ่งราคา และบางโรงเรียนก็ไม่เก็บค่าเล่าเรียน เช่น โรงเรียนศิริศาสตร์ศึกษา เป็นต้น
4.แจกเสื้อผ้า ค่าเล่าเรียนบุตรแก่ผู้มีบุตรมากเป็นครั้งคราว
5.ให้ซื้อของจากร้านค้าบางแห่งในราคาพิเศษ”
ภายหลังจากการริเริ่มของ ดร.ทองเปลว นักการเมืองน้ำดีผู้นี้ ผ่านไป 5 ปี แม้ท่านได้ถูกนักการเมืองที่โหดเหี้ยมให้จับกุมคุมตัวท่านนำไปยิงทิ้ง ในปี 2492 แล้วก็ตาม ในที่สุด ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2499 รัฐบาลของจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากต่อสภาฯซึ่งสภาฯมีมติรับหลักการร่างกฎหมายนี้ และได้ดำเนินการต่อมาจนกระทั่งผ่านออกมาเป็นกฎหมายงานของสมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากจึงได้โอนไปอยู่ที่กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 นั่นเอง
นรนิติ เศรษฐบุตร

พรรคกล้าธรรมบุกชัยภูมิ ธรรมนัส-นฤมล ประกาศสงครามพ่อค้าคนกลาง ปกป้องเกษตรกร
ศุภจี ฟุ้งชิมลางลุย 2 จว.ดูดีมาก ย้ำนโยบายภูมิใจไทยทำได้จริง
พิพัฒน์ควงศุภชัย ปราศรัยพังงา ปลุกเลือกภูมิใจไทย ปกป้องชาติอธิปไตย
สถานทูตฯออสเตรเลียเผยรับบัตรเลือกตั้ง-ประชามติคืนแล้ว 8,000 ซอง
ศุภจี ปราศรัยเวทีใต้ครั้งแรก สวมชุดแบรนด์พื้นเมือง ปชช.แห่ถ่ายรูปคึกคัก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี