คงไม่มีใครคิดว่า เราจะมาถึงปีที่จำนวนประชากรไทยเสียชีวิตมากกว่าผู้เกิด จนเริ่มมีความเห็นว่าควรส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีบุตรกันมากขึ้น เพราะทรัพยากรมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ เรื่องเล่าในวันนี้ขอนำท่านย้อนหลังเวลาไปเป็นเวลาประมาณ 84 ปีในเวลานั้นไทยต้องการมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ที่น่าสนใจคือที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ไม่ใช่ตัวสภาโดยตรง หากความริเริ่มนั้นเกิดขึ้นที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ที่มี ดร.ทองเปลวชลภูมิ เป็นเลขาธิการ ท่านเป็นผู้ริเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมาก ขึ้นที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยท่านเองเป็นนายกสมาคม และมีนายประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์เป็นเลขาธิการสมาคม การทำงานของสมาคมนั้นเมื่อเลขาธิการสภาฯเป็นหัวหอกออกทำเอง จึงได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาร่วมทำงานเป็นงานอาสาช่วยให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ ดร.ทองเปลว สามารถทำความตกลงกับทางผู้แทนราษฎรแต่ละจังหวัด ยอมไม่มีการเปิดสาขาของสมาคมนี้ขึ้นที่แต่ละจังหวัดด้วย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเพราะผู้แทนราษฎรยินดีเป็นผู้รับคำร้องจากผู้มีบุตรมากมายื่นดำเนินการกับสมาคมและก็เป็นผู้นำบัตรจากสมาคมไปมอบให้แก่ราษฎรที่ยื่นคำขอในจังหวัดของตน กล่าวได้ว่าเป็นการกระทำที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ผู้แทนก็ยินดีทำเพราะสร้างความพึงพอใจให้แก่ราษฎรในพื้นที่ของตัวเอง มีหรือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะปฏิเสธ การตั้งสมาคมครั้งนี้ เมื่อมีคุณประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่ต้น ท่านจึงจำเรื่องราวต่างๆ ได้ และเก็บเอามาบันทึกเล่าไว้ในหนังสือของท่าน หาไม่ก็อาจจะถูกลืมไปแล้วบ้างก็ได้ เพราะในประวัติของดร.ทองเปลว ชลภูมิ ในหลายแห่ง ก็ยังไม่ได้บันทึกเรื่องราวนี้ไว้
ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ ได้บันทึกถึงวัตถุประสงค์ของสมาคมไว้ ดังนี้
“เพื่อสงเคราะห์แก่ครอบครัวของชนชาวไทยที่มีบุตรมาก และยากจน การสงเคราะห์นั้น สงเคราะห์แก่ครอบครัวที่มีบุตรตั้งแต่4 คนขึ้นไป และมีรายได้เกินเดือนละ 600 บาท ผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวยื่นคำขอสงเคราะห์ตามแบบ ณ สำนักงานพร้อมทั้งคำรับรองของนายทะเบียนท้องที่”
สมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากได้ติดต่อทั้งหน่วยราชการและภาคเอกชน จึงได้รับความร่วมมือที่สำคัญจากการรถไฟ บริษัทรถเมล์โดยสาร บริษัทเรือโดยสาร โรงเรียนต่างๆ รวมทั้งพ่อค้าวาณิชและกิจการค้าที่เห็นด้วยกับการสงเคราะห์ผู้มีบุตรมาก ที่ให้ความสนับสนุนทั้งเรื่องการเงิน เครื่องใช้ไม้สอยตลอดจนสิ่งของในการอุปโภคและบริโภค โดยสมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากได้ออกบัตรประจำตัวให้แก่หัวหน้าครอบครัวที่ได้ยื่นคำขอเพื่อใช้ในการที่จะได้รับการอุดหนุนดังนี้
“1.โดยสารรถไฟชั้นที่ 3 ได้ทุกสายโดยเสียค่าโดยสารเพียงครึ่งราคา
2.โดยสารรถและเรือประจำทางบางสาย โดยเสียค่าโดยสารเพียงครึ่งราคา
3.ช่วยลดค่าเล่าเรียนบุตรในชั้นประถมและมัธยมศึกษาครึ่งราคา และบางโรงเรียนก็ไม่เก็บค่าเล่าเรียน เช่น โรงเรียนศิริศาสตร์ศึกษา เป็นต้น
4.แจกเสื้อผ้า ค่าเล่าเรียนบุตรแก่ผู้มีบุตรมากเป็นครั้งคราว
5.ให้ซื้อของจากร้านค้าบางแห่งในราคาพิเศษ”
ภายหลังจากการริเริ่มของ ดร.ทองเปลว นักการเมืองน้ำดีผู้นี้ ผ่านไป 5 ปี แม้ท่านได้ถูกนักการเมืองที่โหดเหี้ยมให้จับกุมคุมตัวท่านนำไปยิงทิ้ง ในปี 2492 แล้วก็ตาม ในที่สุด ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2499 รัฐบาลของจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากต่อสภาฯซึ่งสภาฯมีมติรับหลักการร่างกฎหมายนี้ และได้ดำเนินการต่อมาจนกระทั่งผ่านออกมาเป็นกฎหมายงานของสมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากจึงได้โอนไปอยู่ที่กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 นั่นเอง
นรนิติ เศรษฐบุตร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี