เมืองไทยมุ่งมั่นในการสถาปนาระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการเลือกผู้แทนของตนเข้าสภา แต่ก็ขาดการมีกฎหมายเฉพาะทางสำหรับพรรคการเมือง ล่าช้ามาเป็นเวลาเกือบ 25 ปี แต่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ 10ธันวาคม พ.ศ. 2475 ได้รับรององค์กรประเภทนี้ไว้แล้ว เรียกว่าสมาคมการเมือง และตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 จึงได้มีการตั้งสมาคมคณะราษฎรขึ้นเป็นสมาคมการเมือง ตั้งกันอยู่ได้ไม่นานก็ถูกยกเลิกไปต่อมาแม้จะได้มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง คือ นายเทพ โชตินุชิต ได้พยายามเสนอความเห็นที่จะให้มีการออกกฎหมายพรรคการเมือง แต่ละรัฐบาลที่มีอำนาจในขณะนั้นไม่เห็นชอบด้วยคงกลัวพรรคการเมือง นั่นเอง
ปรากฏว่าเมื่อปี 2498 สมัยรัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังนั้น นายกรัฐมนตรี หลวงพิบูลสงคราม ท่านได้เดินทางไปดูงานและติดต่อกับต่างประเทศ น่าจะเป็นครั้งแรกที่ไปไกลหลายประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา เป็นเวลากว่าสองเดือน คือตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนพ.ศ. 2498 และกลับมาหลังวันที่ 22 มิถุนายน ปีเดียวกัน แสดงว่ารัฐบาลมั่นคงมาก ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีไปอยู่ต่างประเทศนานกว่าสองเดือนยังไม่เป็นไร อย่าลืมว่าปี 2498 คือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว การคมนาคมและเทคโนโลยีในการสื่อสารไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนวันนี้ หลังการเดินทางครั้งนั้นหลวงพิบูลสงคราม คงตั้งใจจะเลือกแนวทางประชาธิปไตยเป็นเส้นทางที่ตัวเองจะเล่นการเมืองต่อไป เพราะรู้ตัวแล้วว่าที่พึ่งทางทหารและตำรวจให้สนับสนุนนั้นไม่ค่อยมั่นคงแล้ว และการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ที่จะมีมาก็ใกล้จะมาถึง คืออีกประมาณปีกว่าๆ เท่านั้นเอง ตัวอย่างของประชาธิปไตยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้จากสหรัฐอเมริกา คือการ “เปรส คอนเฟอเรนซ์ ” หรือการพบปะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ และที่ได้มาจากอังกฤษนั่นคือการให้กล่าวปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองในที่สาธารณะ แบบยืนพูดบนลังสบู่ในสวนสาธารณะที่เรียกกันว่า “ไฮด์ปาร์ค” ได้ ส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงและสำคัญคือรัฐบาลยอมออกกฎหมายพรรคการเมืองเสียเอง ดังที่ประเสริฐปัทมะสุคนธ์ บันทึกเล่าเอาไว้ว่า
“วันที่ 10 กันยายน จอมพล ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติพรรคการเมืองต่อสภา โดยให้เหตุผลว่าระบอบประชาธิปไตยได้ดำเนินกว่า 20 ปีแล้ว ควรแก่เวลาที่จะให้มีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นให้สมบูรณ์ เพื่อให้บรรดาผู้สนใจในการก่อตั้งพรรคมีความมั่นใจและจะได้ไม่หวาดระแวงภัยต่างๆ อีกต่อไป สภาเห็นชอบด้วย และลงมติให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ เมื่อวันที่ 26 กันยายน”
อีกสามวันต่อมา ในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2498 พรรคเสรีมนังคศิลา จึงได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกตามกฎหมายนี้ ที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าพรรค และมีพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค ในวันรุ่งขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญตั้งขึ้นมาได้ประมาณแปดปีก่อนหน้านั้นก็ได้มาจดทะเบียนเป็นพรรคที่สอง โดยมี นายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายใหญ่ ศวิตชาติ เป็นเลขาธิการพรรค หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ได้มีพรรคการเมืองตามมาจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองขึ้นไม่น้อยกว่า 20 พรรค ที่น่าสังเกตคือมีพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีแนวทางไปทางซ้ายหรือทางสังคมนิยมมาจดทะเบียนอยู่ด้วยกันหลายพรรคเช่น พรรคกรรมกร ที่มีผู้นำกรรมกร อย่างนายประกอบ โตลักษณ์ล้ำ เป็นหัวหน้าพรรค และมีนางใคลชุณหะจันทน เป็นเลขาธิการพรรค พรรคเศรษฐกรที่มีนายเทพ โชตินุชิต เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายแคล้ว นรปติ เป็นเลขาธิการพรรค นอกจากนั้นยังมีพรรคชาวนา พรรคสังคมนิยม พรรคราษฎร พรรคประชาชน และพรรคคนดี เป็นต้น
บรรยากาศทางการเมืองที่ตามมาจึงค่อนข้างจะคลี่คลาย สิ่งใหม่สามประการ คือการที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับนักหนังสือพิมพ์เป็นประจำ การเปิดให้มีการปราศรัยทางการเมืองที่สนามหลวง และการมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้ออกมาทำกิจกรรมทางการเมืองกันมาก
นรนิติ เศรษฐบุตร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี