วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
เมืองไทยมุ่งมั่นในการสถาปนาระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการเลือกผู้แทนของตนเข้าสภา แต่ก็ขาดการมีกฎหมายเฉพาะทางสำหรับพรรคการเมือง ล่าช้ามาเป็นเวลาเกือบ 25 ปี แต่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ 10ธันวาคม พ.ศ. 2475 ได้รับรององค์กรประเภทนี้ไว้แล้ว เรียกว่าสมาคมการเมือง และตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 จึงได้มีการตั้งสมาคมคณะราษฎรขึ้นเป็นสมาคมการเมือง ตั้งกันอยู่ได้ไม่นานก็ถูกยกเลิกไปต่อมาแม้จะได้มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง คือ นายเทพ โชตินุชิต ได้พยายามเสนอความเห็นที่จะให้มีการออกกฎหมายพรรคการเมือง แต่ละรัฐบาลที่มีอำนาจในขณะนั้นไม่เห็นชอบด้วยคงกลัวพรรคการเมือง นั่นเอง
ปรากฏว่าเมื่อปี 2498 สมัยรัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังนั้น นายกรัฐมนตรี หลวงพิบูลสงคราม ท่านได้เดินทางไปดูงานและติดต่อกับต่างประเทศ น่าจะเป็นครั้งแรกที่ไปไกลหลายประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา เป็นเวลากว่าสองเดือน คือตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนพ.ศ. 2498 และกลับมาหลังวันที่ 22 มิถุนายน ปีเดียวกัน แสดงว่ารัฐบาลมั่นคงมาก ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีไปอยู่ต่างประเทศนานกว่าสองเดือนยังไม่เป็นไร อย่าลืมว่าปี 2498 คือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว การคมนาคมและเทคโนโลยีในการสื่อสารไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนวันนี้ หลังการเดินทางครั้งนั้นหลวงพิบูลสงคราม คงตั้งใจจะเลือกแนวทางประชาธิปไตยเป็นเส้นทางที่ตัวเองจะเล่นการเมืองต่อไป เพราะรู้ตัวแล้วว่าที่พึ่งทางทหารและตำรวจให้สนับสนุนนั้นไม่ค่อยมั่นคงแล้ว และการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ที่จะมีมาก็ใกล้จะมาถึง คืออีกประมาณปีกว่าๆ เท่านั้นเอง ตัวอย่างของประชาธิปไตยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้จากสหรัฐอเมริกา คือการ “เปรส คอนเฟอเรนซ์ ” หรือการพบปะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ และที่ได้มาจากอังกฤษนั่นคือการให้กล่าวปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองในที่สาธารณะ แบบยืนพูดบนลังสบู่ในสวนสาธารณะที่เรียกกันว่า “ไฮด์ปาร์ค” ได้ ส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงและสำคัญคือรัฐบาลยอมออกกฎหมายพรรคการเมืองเสียเอง ดังที่ประเสริฐปัทมะสุคนธ์ บันทึกเล่าเอาไว้ว่า
“วันที่ 10 กันยายน จอมพล ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติพรรคการเมืองต่อสภา โดยให้เหตุผลว่าระบอบประชาธิปไตยได้ดำเนินกว่า 20 ปีแล้ว ควรแก่เวลาที่จะให้มีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นให้สมบูรณ์ เพื่อให้บรรดาผู้สนใจในการก่อตั้งพรรคมีความมั่นใจและจะได้ไม่หวาดระแวงภัยต่างๆ อีกต่อไป สภาเห็นชอบด้วย และลงมติให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ เมื่อวันที่ 26 กันยายน”
อีกสามวันต่อมา ในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2498 พรรคเสรีมนังคศิลา จึงได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกตามกฎหมายนี้ ที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าพรรค และมีพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค ในวันรุ่งขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญตั้งขึ้นมาได้ประมาณแปดปีก่อนหน้านั้นก็ได้มาจดทะเบียนเป็นพรรคที่สอง โดยมี นายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายใหญ่ ศวิตชาติ เป็นเลขาธิการพรรค หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ได้มีพรรคการเมืองตามมาจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองขึ้นไม่น้อยกว่า 20 พรรค ที่น่าสังเกตคือมีพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีแนวทางไปทางซ้ายหรือทางสังคมนิยมมาจดทะเบียนอยู่ด้วยกันหลายพรรคเช่น พรรคกรรมกร ที่มีผู้นำกรรมกร อย่างนายประกอบ โตลักษณ์ล้ำ เป็นหัวหน้าพรรค และมีนางใคลชุณหะจันทน เป็นเลขาธิการพรรค พรรคเศรษฐกรที่มีนายเทพ โชตินุชิต เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายแคล้ว นรปติ เป็นเลขาธิการพรรค นอกจากนั้นยังมีพรรคชาวนา พรรคสังคมนิยม พรรคราษฎร พรรคประชาชน และพรรคคนดี เป็นต้น
บรรยากาศทางการเมืองที่ตามมาจึงค่อนข้างจะคลี่คลาย สิ่งใหม่สามประการ คือการที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับนักหนังสือพิมพ์เป็นประจำ การเปิดให้มีการปราศรัยทางการเมืองที่สนามหลวง และการมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้ออกมาทำกิจกรรมทางการเมืองกันมาก
นรนิติ เศรษฐบุตร

โค้งสุดท้าย สมัคร ทหารออนไลน์ ทบ.เปิดรับถึง 25 ม.ค.
ทนายดังเตรียมแถลง ขอโทษครอบครัวนศ. กอด-หอมจริง แต่ล้วงจำไม่ได้
กรมอุตุฯพยากรณ์พรุ่งนี้ มวลอากาศเย็นลง อุณภูมิลดอีก1-3 องศา
สลด เด็กม.ต้นว่ายน้ำไม่เป็น ชวนเพื่อนเล่นน้ำ ก่อนจมหายในคลองรังสิตฯ
กรมควบคุมมลพิษ เปิดข้อกฎหมายห้ามเผา โทษปรับสูงสุด 2 ล้าน จำคุก 20 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี