วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ.2495 นั้นเป็นการเลือกตั้งที่กล่าวได้ว่ามีความตื่นเต้นน้อยที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลทหาร ที่เพิ่งยึดอำนาจล้มรัฐธรรมนูญมายังไม่ทันครบ 3 เดือนดี จึงเป็นการเลือกตั้งที่เพียงแต่ต้องการให้มีอำนาจนิติบัญญัติที่ประชาชนมีส่วนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เพียงครึ่งหนึ่งของสภาฯ เท่านั้นเอง
ด้วยเหตุผลนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคสำคัญ จึงประท้วงการเลือกตั้งครั้งนี้โดยไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรคลงแข่งขันในการเลือกตั้งนายควง อภัยวงศ์ ผู้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำของพรรคหลายคนรวมทั้งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เอง ก็ไม่ลงเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ห้ามสมาชิกของพรรคที่จะลงสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นการส่วนตัว จึงมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงแบบนี้ว่าทำเหมือนคำโบราณที่ว่า “หุงข้าวประชดหมาปิ้งปลาประชดแมว”
การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งแบบเรียงเขตเบอร์เดียวคือใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งดังปรากฏว่า จังหวัดพระนครมีผู้แทนราษฎรได้ 6 คนมีผู้ลงสมัครบางรายรวมกลุ่มกันหาเสียงเป็น “กลุ่มหกแรงแข่งขัน” เป็นต้น และมีข้อที่น่าสังเกตมากคือมีประชาชนผู้ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเป็นจำนวนน้อยมากเพียง ร้อยละ 38.6 เท่านั้น จังหวัดพระนครซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศมีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุดแค่ร้อยละ 23.03 เท่านั้นเอง มีผู้แทนคนเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไปลงเลือกตั้งในนามของตนเองและชนะได้เข้าสภาฯเช่น ทางใต้ นายคล้าย ละอองมณี ผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ส่วนทางทิศเหนือ นายเทียม ไชยนันทน์ ก็ได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เมื่อเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยสมใจรัฐบาลทหารแล้ว ได้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง จากนั้นได้มีการเลือกประธานและรองประธานสภาโดยพลโทพระประจนปัจจนึก สมาชิกประเภทที่ 2 เป็นประธานสภาฯ มีพระราชธรรมนิเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 และ พลตรี พระยาอานุภาพไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ได้เป็นรองประธานสภาฯคนที่ 2
จากนั้นในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2495 จึงได้ตั้งจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีและอีก 4 วันต่อมา จึงได้มีการตั้งรัฐมนตรี จำนวน27 คน จาก 26 ตำแหน่ง โดยจอมพลป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ถ้าดูจากรายชื่อรัฐมนตรีแล้วจะเห็นว่าเป็นคณะรัฐมนตรีที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ค่อนข้างจะมีอำนาจเลือกสรรคนที่ใกล้ชิดกับท่านให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือพลโท บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลตรี เภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ ส่วนทางกลุ่มของพลเอก ผิน ชุณหะวัณ ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการยึดอำนาจตั้งแต่ปี 2490 และปี 2494 นั้นได้เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และยังมีทั้งลูกเขยอีก 2 คน คือพลตำรวจโท เผ่า ศรียานนท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กับพันเอก ประมาณ อดิเรกสาร เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สำหรับหัวหน้ากลุ่มทหารที่เริ่มมีอำนาจมากขึ้น คือ พลโท สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเท่านั้นเองรัฐมนตรีอื่นๆ อีกหลายตำแหน่งที่เป็นทหารและพลเรือนก็ล้วนเป็นคนที่ใกล้ชิดกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม มาก่อนทั้งนั้น รวมทั้ง พลตรีประยูร ภมรมนตรีอดีตผู้ก่อการคนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นอกจากนี้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ได้ไปหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นพลเรือนมาร่วมเป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วย
ด้วยการที่เป็นรัฐบาลที่สนับสนุนโดยทหาร รัฐบาลนี้ก็อยู่มาตลอดรอดฝั่งครบวาระ 5 ปีจนมีการเลือกตั้งครั้งถัดมาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500
นรนิติ เศรษฐบุตร

แอปเรียกรถ และการทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร ปัญหาที่รอทางออกจากหน่วยงานกำกับดูแล
นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็นฮับมอเตอร์สปอร์ต
นายกฯเรียกถก สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ
รัฐบาลแนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค.69
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ พลิกเกมพาณิชย์ด้วยสไตล์ CEO 'Think Fast, Act Faster'

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี