วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
กองทัพไทยยึด “เนิน 350” ได้ และสามารถนำร่าง 2 ทหารกล้าผู้พลีชีพ คือ “จ่าเริง-จ่าสิบเอกสำเริง คลังประโคน และพลทหารภาณุพัฒน์ เสาร์สา สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 กลับสู่มาตุภูมิเพื่อให้ครอบครัวประกอบพิธีทางศาสนาได้ ต้องถือว่าเป็นภารกิจที่สุดยอดยิ่งใหญ่
สงคราม “ไทย-กัมพูชา” โดยฝ่ายกัมพูชาผู้รุกรานเปิดฉากเป็นรอบที่สอง จากการปะทะในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 และจากนั้นในวันรุ่งขึ้น การปะทะก็ได้ขยายวงครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดติดแนวชายแดน คือบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว จันทบุรี และตราด ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธทุกประเภท ทั้งปืนกล ปืนใหญ่ จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด รวมทั้งการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เข้าดำเนินการต่อฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่องนั้น นับถึงวันนี้วันที่ 22 ธันวาคม ก็เข้าวันที่ 16 ก็ต้องบอกว่าอีกอึดใจเดียวก็จะจบภารกิจของฝ่ายเราแล้ว
ภารกิจของกองทัพไทย ทั้งกองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศและตำรวจ ที่ประสานเป็นหนึ่งเดียว โดยมีรัฐบาลให้การสนับสนุนในครั้งนี้ ก็คือ ดังที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวไว้ “เป้าหมายคือ จะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา”
สงครามครั้งนี้ ประเทศไทยมิได้เป็นฝ่ายรุกราน แต่เป็นเพราะเริ่มจากเสียงปืนนัดแรกที่ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงโจมตีทหารไทย ในพื้นที่ “ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน” ที่จังหวัดศรีสะเกษเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมอันทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย กระทั่งนำมาสู่การปะทะอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน “ไทย-กัมพูชา” นี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้ฝ่ายเราไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้อีกต่อไป
เพราะการรุกรานรุกล้ำอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนไทยของกัมพูชา ด้วยวิธีการลอบกัดผสานความเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก ทั้งการลอบวางทุ่นระเบิดในฝั่งไทย และโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย พร้อมๆ กับการสร้างภาพเรียกร้องสันติภาพ จากการกล่าวหาว่าไทยเป็นผู้รังแก จึงทำให้มีความจำเป็นต้องใช้กำลังทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและบุรณภาพดินแดนของชาติเรา และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการพิทักษ์รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยที่มีบ้านเรือนอยู่ตามแนวชายแดน
อีกทั้งกัมพูชา ก็ยังเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงต่างๆ รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วม หรือ “Joint declaration” ที่ได้มีการลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับ “ฮุน มาเนต”นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน
สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็มีแต่กัมพูชาเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้เริ่มหยุด ไม่ใช่ฝ่ายไทย เพราะไทยเป็นผู้ถูกกระทำ และไม่เคยคิดจะรุกรานกัมพูชา ซึ่งในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันที่ 22 ธันวาคม วันนี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ไทยก็ยังยืนยันจุดยืนเดิม ว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหรือรุกรานกัมพูชา และการปฏิบัติการทางทหารก็เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ โดยยืนอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
หากจะให้มีการหยุดยิง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ ฝ่ายกัมพูชาจะต้องยอมรับเงื่อนไข 3 ประการ คือ 1.กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน ในฐานะฝ่ายรุกราน 2.การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง และ 3.กัมพูชาต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง ภายใต้อนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้ไทยเชื่อมั่นว่ากัมพูชาจริงใจในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยู่ที่ว่ากัมพูชาจะยอมรับเงื่อนไข 3 ประการดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังย้ำคำเดิมจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมวานนี้ว่า หากต้องการให้มีการยุติการปะทะ ไม่ว่าจะโดยข้อเสนอของประเทศไหนหรือมหาอำนาจชาติใดก็ตาม กัมพูชาจะต้อง “หยุดยิง หยุดคุกคาม และหยุดการรุกราน” รวมถึงการหยุดใช้โดรนในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”
โดยที่เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมวานนี้ ทหารไทยก็ต้องเสียขาเพิ่มเป็น “ขาที่ 8” สังเวยสงครามรุกรานไทยของกัมพูชา คือ จ่าเอกเทอดพงษ์ ผมนะรา ทหารช่างสังกัดหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด จากการเหยียบทุ่นระเบิด “PMN-2” ซึ่งเป็นกับระเบิดที่ฝ่ายทหารกัมพูชาฝังไว้ บริเวณพื้นที่บ้านสามหลัง บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ที่ฝ่ายเรายึดควบคุมได้ และแรงระเบิดส่งผลให้ข้อเท้าขวาขาดทันที
นาวาเอกธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) เปิดเผยว่า เป็นทุ่นระเบิดที่มีสภาพใหม่ ซึ่งถูกนำมาฝังไว้ในเขตอธิปไตยของไทย และว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) ที่ว่าด้วยการห้ามใช้กับระเบิดสังหารบุคคลอย่างชัดเจน และภายหลังเกิดเหตุ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้สั่งการยกระดับความเข้มงวดในการปฏิบัติงานบริเวณแนวหน้าขั้นสูงสุด พร้อมเพิ่มมาตรการกวาดล้างและเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับอันตรายจากกับระเบิดที่อาจมีการลักลอบนำมาวางเพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยง
อย่างไรก็ดี ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการเจรจาหยุดยิง ซึ่งฝ่ายกัมพูชาจะต้องเป็นผู้ร้องขอโดยไม่มีทางเลือกอื่น เพราะไทยเป็นผู้กำหนดสถานการณ์จากการกุมสภาพแนวรบไว้ได้ทั้งหมดในเวลานี้นั้น ก็เพราะในยุทธภูมิสงครามครั้งนี้ ชั่วเวลาเพียงแค่ 16 วัน ไม่เพียงแต่กัมพูชาเท่านั้นที่สิ้นสงสัยในอำนาจการรบที่แข็งแกร่งและเหนือกว่าของกองทัพไทย ประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ก็ถึงกับอ้าปากตาค้างไปตามๆ กัน ว่าทหารไทยเปรียบเสมือน “Hybrid Warrior”
ด้วยเหตุที่กองทัพไทย ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ สามารถบูรณาการกลยุทธ์และเทคนิคการรบ ด้วยการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ของทุกค่ายบนโลกใบนี้มาใช้ปฏิบัติการได้อย่างลงตัว และมีอานุภาพทำลายล้างสูง ตรงเป้าตรงพิกัด จะเห็นได้จากการ “หยอดไข่” ระเบิดสะพาน เพื่อตัดเส้นเลือดการส่งกำลังบำรุงและอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารกัมพูชาจากแนวหลังไปสู่แนวรบรวมทั้งอาคารกาสิโนในเมืองต่างๆ ที่กัมพูชาใช้เป็นคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ จุดรวมพลสะสมกำลังพล ตลอดจนใช้เป็นฐานปล่อยโดรนเพื่อปฏิบัติการคุกคามไทยอย่างต่อเนื่อง ที่การ “หยอดไข่” แต่ละครั้งไม่เคยพลาดเป้า และไม่กระทบต่อเป้าหมายพลเรือนที่อยู่ข้างเคียง
ปฏิบัติการทางอากาศที่ตรงเป้าหมายตรงพิกัดดังว่านั้น คือการผสานแสนยานุภาพของ “F-16” จากสหรัฐอเมริกา บวกกันกับ “Gripen” ของสวีเดน และ“T-50TH golden eagle” ของเกาหลีใต้
จะอะไรก็ตามแต่ “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” และยามเมื่อประกาศรบแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่ขลาดเท่านั้น ต้องชนะศึกด้วย !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย
เช็กพฤติกรรมเข้าห้องน้ำ คนเราต้องเข้าวันละกี่ครั้งถึงเรียกว่าปกติ
กองทัพบก แจงระเบียบ ห้ามทหารมีรอยสักนอกร่มผ้า ขาดคุณสมบัติรับราชการ
ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’
ป.ป.ส. เผยยอดร้องยาเสพติดพุ่ง 1.5 หมื่นเรื่อง สั่งลุยค้นวัดภาคอีสานทั่วประเทศ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี