วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
หากศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนก็จะพบว่าในระยะเวลาร่วม ๘๐๐ ปีที่ผ่านมานั้น แม้ไทยจะมีสงครามกับเพื่อนบ้านอยู่หลายครั้งก็ตาม แต่ก็จะเห็นว่าส่วนใหญ่ของสงครามที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากการที่ศัตรูมารุกรานชาติไทย ทำให้ไทยต้องต่อสู้ และเมื่อตอนต่อสู้นั้นชนเผ่าไทยก็จะต่อสู้อย่างกล้าหาญเต็มกำลังความสามารถ มุ่งมั่นเพื่อจะเอาชัยชนะเสมอมา
ในสมัยอาณาจักรสุโขทัย บันทึกของการถูกรุกรานครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระมหากษัตริย์พระองค์แรกของชาติไทย ผู้ครองอาณาจักร โดยมีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
ประมาณปี พ.ศ.๑๘๐๐ มีข้าศึกยกทัพมารุกรานเมืองตากซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย ทำให้พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ต้องยกทัพไปรบเพื่อป้องกันเมืองนั้นไว้ให้ได้ โดยมีพ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง ๑๙ พรรษา ได้ติดตามไปด้วย เกิดสงครามยุทธหัตถีระหว่างขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดที่ยกทัพมารุกรานกับพ่อขุนรามคำแหง ที่ได้เข้ากระทำยุทธหัตถีแทนสมเด็จพระราชบิดาและสามารถเอาชนะขุนสามชนได้ ทำให้กรุงสุโขทัยได้รับชัยชนะและรักษาดินแดนไว้ได้
ในส่วนของสงครามระหว่างไทยและพม่านั้น บันทึกของศึกสงครามระหว่างกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๐๘๑ เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งอาณาจักรหงสาวดีได้ให้กองทัพยกมาตีและยึดเมืองเชียงกรานซึ่งเป็นเมืองในเขตชายแดนไทยเอาไว้ ทำให้สมเด็จพระไชยราชาธิราชต้องยกทัพออกไปต่อสู้ด้วยพระองค์เองจนได้รับชัยชนะ เอาเมืองเชียงกรานกลับคืนมาเป็นของอาณาจักรอยุธยาได้
ประเทศเพื่อนบ้านที่ยกทัพมารุกรานไทยมากที่สุดคืออาณาจักรหงสาวดี โดยได้ยกทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยาหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้อยุธยา ต้องเสียอิสรภาพเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๑๑๒ ในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช ทำให้อาณาจักรอยุธยาต้องตกเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรหงสาวดีอยู่นานกว่า ๑๕ ปี ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรจะสามารถกู้ชาติกลับคืนมาได้ โดยการประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่ออาณาจักรหงสาวดีอีกต่อไปในปี พ.ศ ๒๑๒๗
หลังจากการประกาศอิสรภาพแล้ว อาณาจักรหงสาวดีหรือพม่าก็ยังพยายามที่จะยกทัพมารุกรานไทยอย่างต่อเนื่อง ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๒๙ เมื่อพระเจ้านันทบุเรงยกทัพมีกำลังพล ๒๕๐,๐๐๐ คน มาล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่๖ เดือน ถึงแม้ไทยจะมีกำลังพลเพียง ๘๐,๐๐๐ คนก็สามารถตีขับไล่พม่าจนถอยทัพกลับไปได้
ในปี พ.ศ.๒๑๓๔ พระเจ้านันทบุเรงให้กองทัพที่นำโดยพระราชโอรสมังสามเกียด ยกทัพใหญ่มีกำลังพล ๓๐๐,๐๐๐ คน มาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้นำทัพที่มีกำลังคน ๘๐,๐๐๐ คน ยกออกไปต่อสู้กับพม่าที่สุพรรณบุรี ตีค่ายพม่าจนแตก และสังหารพระยาพะสิมแม่ทัพพม่าได้ พม่าจึงยกทัพกลับ
ศึกครั้งสำคัญที่สุดที่หงสาวดียกมารุกรานไทยอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๓๕ ศึกครั้งนี้หงสาวดียกทัพมีกำลังพล ๒๔๐,๐๐๐ คน โดยแม่ทัพคือ มังสามเกียด เช่นเดิม ในขณะที่อยุธยามีกำลังพลเพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐ คน สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถพระอนุชายกทัพออกไปต่อสู้กับทัพของหงสาวดีที่หนองสาหร่าย สุพรรณบุรี เกิดการต่อสู้ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชามังสามเกียดที่เรียกว่าสงครามยุทธหัตถี
ในสงครามครั้งนี้ ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรคือเจ้าพระยาไชยานุภาพซึ่งเป็นช้างตกมัน ได้วิ่งทะลวงเข้าไปในกองทัพหงสาวดี จนเมื่อช้างหยุดวิ่งนั้นปรากฏว่าตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึกแล้ว สมเด็จพระนเรศวร จึงได้ทำการท้าทายพระมหาอุปราชาให้ออกมาสู้กันให้สมกับพระเกียรติยศ
การต่อสู้กันครั้งนี้ ถึงแม้ในระยะแรกช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพจะเสียเปรียบ เพราะขนาดตัวเล็กกว่า จึงถูกช้างพลายพัทธกอของพระมหาอุปราชางัดได้ล่างทำให้พระมหาอุปราชาได้โอกาสฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว พระนเรศวรทรงเบี่ยงพระเศียรหลบ ทำให้ของ้าวนั้นฟันปีกหมวกของพระองค์ขาดกระเด็น ทำให้พระมาลานี้ได้รับการขนานนามว่า พระมาลาเบี่ยง
หลังจากนั้นช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพสะบัดช้างพลายพัทธกอหลุดออกได้ และดันช้างพลายพัทธกอไปจนได้ล่างบ้าง ทำให้ช้างพลายพัทธกอเบี่ยงไปข้างหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรได้ที จึงฟันพระมหาอุปราชาด้วยพระแสงของ้าว ถูกที่บริเวณไหล่ขวาขาดลงไปจนถึงบริเวณเอว สิ้นพระชนม์บนคอช้าง ทำให้ทัพพม่าต้องพ่ายแพ้และยกทัพกลับ นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของสมเด็จพระนเรศวร ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในการรบและมีความกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลังจากการศึกครั้งนั้นแล้ว หงสาวดีไม่ได้ยกทัพมารุกรานอยุธยาอีกเลยนานถึง ๑๖๖ ปี
จะเห็นว่าเมื่อชาติไทยถูกรุกรานนั้น พระมหากษัตริย์ไทยจะนำทัพด้วยพระองค์เองออกต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานอย่างเสมอมา เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติและปกป้องแผ่นดินไทยให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ถึงแม้ไทยจะเสียอิสรภาพอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.๒๓๑๐ แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ทรงนำทัพอย่างองอาจกล้าหาญ กู้ชาติ คืนมาได้โดยใช้ระยะเวลาเพียง ๗ เดือนเท่านั้น
ศึกสงครามระหว่างไทยและเขมร ชาติที่มีผู้นำปลิ้นปล้อนและไม่เคยจริงใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ก็เกิดขึ้นจากการรุกรานของเขมรที่กระทำต่อชาติไทย ที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ทำให้กองทัพไทยทั้งทัพบก เรือและอากาศได้ผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับศัตรูผู้รุกราน และในขณะที่กองทัพไทยเริ่มได้เปรียบ ก็มีชาติที่อ้างว่าเป็นกลาง ได้ขอจัดให้มีการประชุมเพื่อการเจรจาหยุดยิงมีการลงนามสัญญาการหยุดยิง แต่ปรากฏว่าฝ่ายเขมรไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาแต่อย่างใด
ในวันที่ ๗ ธันวาคม เขมรได้เริ่มรุกรานอธิปไตยของชาติไทยอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ กองทัพไทยต้องรวมพลังและเข้าร่วมต่อสู้ด้วยความกล้าหาญ เข้มแข็ง อดทนและมีระเบียบวินัยอย่างยิ่งของทหารหาญของชาติทุกหมู่เหล่าที่อยู่ในสนามรบ และด้วยการใช้ยุทธวิธีและการประสานกำลังรบที่ยอดเยี่ยม ในที่สุดกองทัพไทยก็สามารถรุกคืบ เอาแผ่นดินที่เขมรแอบเข้ามาครอบครองตลอดแนวเขตแดนเป็นเวลาร่วม ๔๐ ปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแผ่นดินที่ไทยได้มีเมตตาให้ชาวเขมรอพยพจำนวนหลายแสนคนเข้ามาอยู่อาศัย จากการถูกไล่ล่าด้วยพวกเดียวกันเองของกลุ่มที่เรียกว่าเขมรแดง กลับคืนมาได้เกือบจะทั้งหมด และสถาปนาดินแดนนั้นกลับมาเป็นของไทยอีกครั้งหนึ่ง นำธงชาติไทยไปปักและให้โบกสะบัดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ว่าแผ่นดินเหล่านั้นเป็นของประเทศไทย และจะเป็นของไทยไปชั่วกัลปาวสานตามที่ท่านเสนาธิการทหารได้กล่าวไว้กับทหารไทยที่อยู่ในยุทธภูมิ
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนชาวไทยจะต้องแสดงความรักชาติให้เป็นที่ปรากฏ และพร้อมที่จะร่วมกับกองทัพไทยและทหารกล้าของชาติทั้งหลายปกป้องแผ่นดินผืนนี้ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิด แผ่นดินที่อดีตพระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษนักรบของไทยได้สร้างและรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยต่อไป ทหารกล้าส่วนหนึ่งของไทยได้เสียสละพลีชีวิตและเลือดเนื้อ ตลอดจนอวัยวะ เพื่อปกปักรักษาแผ่นดินผืนนี้ไว้ ในศึกสงครามครั้งนี้ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของทหารหาญเหล่านั้นและทหารทุกนายที่ร่วมรบในศึกสงครามครั้งนี้ จะถูกจารึกไว้ในใจของคนไทยที่รักชาติทั้งหลายตลอดไปในฐานะวีรบุรุษของชาติ
อันชาติไทยใหญ่ยิ่งถิ่นแดนเกิด
ไทยต้องเทิดเชิดชาติศาสนา
ทั้งมหาบูรพกษัตรา
สร้างชาติมาพาไทยให้ยืนยง
กษัตริย์เจ้าทุกพระองค์ทรงยิ่งใหญ่
พลีเลือดเนื้อชีพไปใฝ่ประสงค์
เพื่อรักษาแผ่นดินไว้ให้ธำรง
นั้นสูงส่งพระมหากรุณาธิคุณ
ขอราษฎร์ไทยใจไทยได้ร่วมรักษ์
มุ่งพิทักษ์ชาติไว้ให้เกื้อหนุน
เทิดกษัตริย์บรรพบุรุษสุดการุณย์
ตอบแทนคุณหนุนถิ่นแผ่นดินไทย
ปิยะ เนตรวิเชียร

ดร อานนท์ จวก พรรคส้ม ภัยความมั่นคงของชาติ หากมีอำนาจรัฐจะนำไปสู่การสิ้นชาติได้
'ส้มเฒ่า'เชื่อ'เท้ง' รั้วกั้น'เขมร'สิ้นเปลือง-ไร้ประโยชน์
ด้อมBBใจคอไม่ดี จับตา บิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ เบสท์ รักษ์วนีย์ อันฟอลโลว์ไอจี ส่อแววคู่จิ้นล่ม?
พบ'คลังแสงกัมพูชา' ซุกกาสิโนทมอดา RPG-เครื่องยิงลูกระเบิด-กระสุนนับหมื่นนัด
ป๋าชวนแซว 'ยิงไม่เข้า' เก่ง ลายพราง ตอบกลับอย่างพีค ฮาสนั่นซอยรัชดา 7

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี