วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569
ยุทธหัตถี หมายถึงการต่อสู้ด้วยอาวุธบนหลังช้าง เป็นรูปแบบการรบอันทรงเกียรติของกษัตริย์และชนชั้นปกครองในสมัยโบราณของภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยถือเป็นการประลองความสามารถและความกล้าหาญในการต่อสู้ โดยชัยชนะนำมาซึ่งเกียรติยศอันสูงส่ง
ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยนั้น ยุทธหัตถีซึ่งถูกนับว่าเป็นครั้งที่สำคัญที่สุด คือยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งอาณาจักรอยุธยากับพระมหาอุปราชามังกะยอชวาแห่งอาณาจักรหงสาวดี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๓๕ ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรทรงมีชัยชนะในศึกครั้งนั้น
ตั้งแต่มีการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยจนถึงอาณาจักรอยุธยา มียุทธหัตถีเกิดขึ้น ๔ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ คือยุทธหัตถีระหว่างพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัยกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด เมื่อประมาณปีพ.ศ.๑๘๐๐ ขณะที่พ่อขุนรามคำแหงมีพระชนมายุ ๑๙ พรรษาและเสด็จตามพระราชบิดาเพื่อไปกระทำศึกกับขุนสามชน ที่ยกทัพมาตีเมืองตากที่อยู่ในปกครองของอาณาจักรสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
ครั้งที่ ๒ คือยุทธหัตถีระหว่างเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยา ที่ชิงราชสมบัติกัน เกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ.๑๙๕๙ ทั้งสองพระองค์เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนครินทราธิราชพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๖ ของอาณาจักรอยุธยา พระราชบิดาโปรดให้เจ้าอ้ายพระยา พระราชโอรสองค์ใหญ่ครองเมืองสุพรรณภูมิ ในขณะที่เจ้ายี่พระยาได้ครองเมืองแพรกศรีราชา และพระองค์ยังมีพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่ง คือเจ้าสามพระยาครองเมืองสองแคว ซึ่งปัจจุบันคือพิษณุโลก
สมเด็จพระนครินทราธิราชทรงปกครองอาณาจักรอยุธยาอยู่ ๑๕ ปี ก็เสด็จสวรรคต พระราชโอรสทุกพระองค์ก็เสด็จมายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อจะร่วมงานพระบรมศพ โดยเจ้าอ้ายพระยาทรงคิดว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา ในขณะที่เจ้ายี่พระยาซึ่งเป็นพระอนุชาก็หวังจะขึ้นครองราชย์ ด้วยคิดว่าพระองค์เองมีความเก่งกล้าสามารถในการรบมากกว่า
ตามกฎมณเฑียรบาลนั้น ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระมหากษัตริย์ที่สวรรคต จะมีตำแหน่งเป็นพระมหาอุปราช แต่ในช่วงเวลานั้นสมเด็จพระนครินทราธิราช มิได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดเป็นพระมหาอุปราช จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น
ทั้งเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยาต่างก็เร่งเดินทัพเพื่อจะเข้าถึงกรุงศรีอยุธยา เพื่อแย่งการขึ้นครองราชย์ ทัพของเจ้าอ้ายพระยามาตั้งรวมพลอยู่ที่ตำบลป่ามะพร้าว วัดพลับพลาชัยในขณะที่เจ้ายี่พระยาตั้งรวมพลอยู่ที่วัดชัยภูมิ และยกออกมาพบกันที่ตลาดเจ้าพรหม ช้างทรงของทั้ง ๒ พระองค์มาพบกันที่สะพานป่าถ่าน และกระทำยุทธหัตถี ต่อสู้กันด้วยพระแสงของ้าวซึ่งทั้งสองพระองค์ต่างฟัน พระศอของแต่ละพระองค์ขาด สิ้นพระชนม์บนคอช้างพร้อมๆ กัน
เมื่อพระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์สิ้นพระชนม์ จึงทำให้เจ้าสามพระยาที่ยกทัพตามมาทีหลัง เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวแม้จะเสียพระทัยมากแต่ก็ได้จัดการพระศพของพระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์จนเรียบร้อย และเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๗ ของอาณาจักรอยุธยา
ในช่วงที่เจ้าสามพระยาทรงเป็นพระมหากษัตริย์นั้น พระองค์ได้ทรงยกทัพไปปราบขอมซึ่งกระด้างกระเดื่องสามารถทำลายอาณาจักรพระนครของขอมลงได้ทำให้อาณาจักรขอมซึ่งต่อมาเป็นเขมร ตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยา มาตั้งแต่นั้น
ยุทธหัตถีครั้งที่ ๓ เกิดขึ้นเมื่อพม่านำโดยพระเจ้าตะเบงชเวตี้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสมเด็จพระศรีสุริโยทัยพระมเหสี ได้ขอตามเสด็จไปช่วยรบสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้เข้ารบกับพระเจ้าแปร และกำลังจะเสียที สมเด็จพระศรีสุริโยทัยจึงไสช้างของพระองค์เข้าขวางช้างของพระเจ้าแปรเพื่อปกป้องพระสวามี ทำให้ถูกพระเจ้าแปรที่ไม่ทราบว่ากำลังต่อสู้อยู่กับสตรีเพศ ฟันด้วยพระแสงของ้าวจนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๒ถือเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย
ยุทธหัตถีครั้งที่ ๔ คือยุทธหัตถีที่สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำกับพระมหาอุปราชามังกะยอชวาหรือมังสามเกียดดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ตำบลหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี ซึ่งทำให้พระมาลาที่สมเด็จพระนเรศวรทรงสวม และถูกฟันด้วยพระแสงของ้าวจนขาดวิ่นไปนั้นถูกขนานนามว่าพระมาลาเบี่ยง ส่วนพระแสงของ้าวที่ใช้ฟันพระมหาอุปราชานั้นถูกขนานนามว่าพระแสงของ้าวแสนพลพ่าย และช้างทรงของพระองค์คือเจ้าพระยาไชยานุภาพ ได้เลื่อนยศเป็นเจ้าพระยาปราบหงสาวดี
ยุทธหัตถีแต่ละครั้งนั้น เป็นการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นใหญ่หรือได้ปกครองอาณาจักร ซึ่งต้องมีฝ่ายหนึ่งที่เป็นผู้สูญเสีย ต้องสละชีพในการต่อสู้บนหลังช้าง และยุทธหัตถีแต่ละครั้งจะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เสมอ
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องจากกำลังจะมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน โดยสมาชิกสภาผู้แทนฯจะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งประเทศไทยนั้นแตกต่างจากอีกหลายประเทศที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองสูงสุดมาก่อน ในอดีตนั้นพระมหากษัตริย์คือผู้ที่สร้างบ้านเมืองและนำทัพต่อสู้เพื่อรักษาอิสรภาพและอธิปไตยของชาติเอาไว้ให้ลูกหลาน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตราที่ ๒ จึงบัญญัติไว้ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์นี้ดูเหมือนจะเป็นการเลือกตั้งที่มีการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ อย่างรุนแรง แต่ละพรรคก็หาคะแนนนิยมจากประชาชนโดยการนำเสนอนโยบาย ที่หากได้รับการเลือกเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ยังไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน
แต่อดีตที่ผ่านมานั้นคงเห็นแล้วว่า หลายเรื่องที่มีการหาเสียงไว้ไม่สามารถกระทำให้เป็นจริงได้ ไม่ว่าจะเรื่องของการปราบปรามทุจริต เรื่องการดูแลปากท้องของประชาชน ซึ่งไม่ควรเป็นรูปแบบประชานิยม การแก้ปัญหาสังคม การพัฒนาบ้านเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ
เรื่องที่เป็นประเด็นมากในการต่อสู้กันครั้งนี้คือการที่ผู้นำพรรคการเมืองบางพรรค ได้กล่าวถึงทหารในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามว่าทหารจะมีไว้ทำไม หากมีการรบเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถจะรบชนะเขาได้ และอีกประเด็นหนึ่งคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นแอบแฝงที่จะนำไปสู่การแก้กฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ที่บัญญัติไว้ว่า“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่๓ ปีถึง ๑๕ ปี” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ รวมทั้งการแก้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ ซึ่งมีผลกระทบต่อนักการเมืองอย่างมาก รวมทั้งหมวดลงโทษกรณีที่นักการเมืองทำผิดกฎหมายด้วย
อดีตที่ผ่านมานั้นได้แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกพรรคการเมืองเพราะเชื่อว่าจะทำอย่างที่หาเสียงไว้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มิใช่หลงเชื่อแต่คำหาเสียง ซึ่งสมัยนี้นิยมใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งหลายครั้งเป็นการปลูกความเข้าใจผิด ในทางเสียหายให้กับพรรคอื่น ระบบหรือบุคคลสำคัญ ซึ่งทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ได้พรรคการเมืองที่ดี มีความรักชาติ ศาสน์กษัตริย์ เป็นที่ตั้งเข้ามาบริหารประเทศ
สำหรับคนไทยนั้น การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่อยู่ในสายเลือดของคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีพรรคการเมืองและบุคคลบางกลุ่มที่พยายามจะบั่นทอนโดยใช้ข้อมูลเท็จ สร้างความเสียหายผ่านสื่อออนไลน์ไปยังประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งพรรคการเมืองเชื่อว่าเมื่อได้รับฟังแล้วจะถูกล้างสมองได้
ส่วนเรื่องทหารนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ศึกสงครามระหว่างไทยกับเขมร ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทหารมีไว้เพื่ออะไร จนทำให้พรรคการเมืองบางพรรคต้องออกมาแก้ตัว ถึงขนาดที่มีการพูดว่า ขณะที่พูดนั้นหมายถึงทหารบางกลุ่มที่อยู่ในสนามกอล์ฟ อันเป็นคำพูดของผู้ที่ไม่มีความเป็น “ลูกผู้ชาย” เพียงพอที่จะมาบริหารบ้านเมืองเลย
ประชาชนชาวไทยต้องใช้วิจารณญาณให้มากในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ รวมทั้งการลงประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตัดสินใจที่ผิดพลาดโดยมองเพียงผลประโยชน์ส่วนตนที่จะได้รับ หรือเลือกพรรคการเมืองที่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประโยชน์ของประเทศชาติ ก็จะเป็นภัยร้ายที่ทำความเสียหายรุนแรงต่อประเทศชาติในอนาคตอย่างแน่นอน
ปิยะ เนตรวิเชียร

นายกฯชูวันสตรีสากล 69 ย้ำ!สิทธิ-ศักดิ์ศรีผู้หญิง คือรากฐานประชาธิปไตย
ทหารพรานรวบ 14 คนไทย อ้างถูกหลอกไปเปิดบัญชีม้าในปอยเปต
พบร่างชาย 77 ปี เจ้าของอู่รมควันคารถ หลังครอบครัวประกาศตามหา 3 วัน
กกต.เคลียร์ชัด! ยันประกาศผลออกเสียงประชามติเป็นไปตามกฎหมาย
เจาะลึกปีแห่งการชำระบัญชี 2026 เมื่อโลกเข้าสู่โหมดทางใครทางมัน คนไทยควรรับมืออย่างไร?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี