วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569
ในที่สุดก็วนมาถึงเดือนมกราคมอีกครั้ง ทำนองเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีในวันเด็กแห่งชาติเริ่มดังกึกก้องราวกับเสียงออดเรียกเข้าแถวหน้าเสาธง พร้อมกับธรรมเนียมปฏิบัติที่สังคมไทยคุ้นชิน นั่นคือการมอบคำขวัญวันเด็กจากผู้นำประเทศ คำขวัญเหล่านี้มักเต็มไปด้วยถ้อยคำสวยงาม อบอุ่น และสะท้อนความคาดหวังต่ออนาคตของประเทศ ราวกับเป็นของขวัญเชิงสัญลักษณ์ที่ผู้ใหญ่มอบให้กับเด็กไทยในวันพิเศษปีละครั้ง คำขวัญวันเด็กทำหน้าที่เหมือนกระจกที่ไม่ได้สะท้อนเพียงสิ่งที่เราอยากให้เด็กเป็น แต่ยังสะท้อนสิ่งที่สังคมผู้ใหญ่กำลังโหยหาอยู่ด้วยเช่นกัน
คำขวัญวันเด็กประจำปี 2569จากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล คือ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” ประโยคสั้นๆ ที่สะท้อนความพยายามเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของชาติ เข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และโลกในบริบทปัจจุบัน แม้คำขวัญนี้จะมุ่งสื่อถึงการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในขณะเดียวกัน คำขวัญดังกล่าวก็เปิดคำถามสำคัญที่สังคมไทยควรกล้าถามกลับไปยังตัวเอง โดยเฉพาะผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า เรากำลังสร้างประเทศแบบใดให้เด็กไทยได้รัก และเราได้ใส่ใจโลกใบนี้ด้วยความจริงใจแค่ไหนกันแน่
หากเราถอดแว่นตาแห่งความไร้เดียงสาออก แล้วสวมแว่นตาแห่งความเป็นจริงของสังคมไทยลงไปแทน เราอาจพบว่าภายใต้วลีสวยหรูนี้กลับซ่อนความย้อนแย้งขนาดใหญ่ ในวันที่ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยปัญหาทุนสีเทา การทุจริตเชิงนโยบาย กากขยะผิดกฎหมาย และฝุ่นพิษที่เกิดจากการคอร์รัปชัน คำถามสำคัญที่ฉุกคิดขึ้นมาในหัวของผู้เขียนคือ เราจะสอนให้เด็กรักชาติและใส่ใจโลกได้อย่างไร หากผู้ใหญ่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกับความจริงเหล่านี้ได้ คำขวัญวันเด็กอาจกลายเป็นเพียงวาทกรรมสวยหรู หรือเป็นตลกร้ายที่สังคมกำลังร่วมกันแสดงให้เด็กดูโดยไม่รู้ตัว
เด็กถูกสอนให้รักชาติ แต่กลับเห็นข่าวโครงการรัฐมูลค่าหลายร้อยล้านพันล้านบาท สร้างไม่ได้มาตรฐานและถูกทิ้งร้างจากการบริหารงบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพและการคอร์รัปชันของผู้มีอำนาจ ขณะเดียวกันเด็กถูกสอนให้ภาคภูมิใจในชาติ แต่กลับเห็นผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้รักชาติและพร้อมพัฒนาประเทศ กลับถูกตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง
ในชีวิตประจำวัน เด็กจำนวนไม่น้อยยังเติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่การซื้อสิทธิ์ขายเสียงในวันเลือกตั้งถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ จนบางครั้งกลายเป็นบทสนทนาเฮฮาทั่วไปในครอบครัว มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามทางจริยธรรม
ขณะเดียวกัน เด็กถูกบอกให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่กลับต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางอากาศที่เป็นพิษ แม่น้ำที่ปนเปื้อนจากโรงงานที่ปล่อยสารพิษ และพื้นที่สีเขียวที่แลกด้วยผลประโยชน์ของใครบางคน การอนุมัติโครงการที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากความจำเป็น แต่เกิดจากการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริต และระบบตรวจสอบของภาครัฐและหน่วยงานอิสระที่อ่อนแอจนความเสียหายกลายเป็นเรื่องปกติและขยายวงกว้างในสังคมไทย
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่บทเรียนในห้องเรียน แต่คือบทเรียนชีวิตที่สังคมผู้ใหญ่กำลังสอนเด็กโดย (ไม่) รู้ตัว เด็กและเยาวชนเรียนรู้คุณค่าและบรรทัดฐานของสังคมจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใหญ่รอบตัว มากกว่าการรับฟังคำสอนเชิงนามธรรมเพียงอย่างเดียว ตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ของ Albert Banduraนักจิตวิทยาชาวแคนาดา อธิบายว่า มนุษย์สามารถเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบแบบอย่าง และการสังเกตผลลัพธ์ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เมื่อพฤติกรรมใดถูกทำซ้ำ ได้รับการยอมรับ หรือไม่ถูกลงโทษอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมนั้นย่อมถูกส่งต่อเป็นบรรทัดฐานโดยปริยายไม่ว่าผู้ใหญ่จะตั้งใจสอนหรือไม่ก็ตาม หากการคอร์รัปชันยังถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ “ใครๆ ก็ทำกัน ยอมได้ถ้าได้ผลประโยชน์กับตัวเรา” หรือ “โกงไปก็ไม่มีทางเอาผิดได้อยู่เฉยๆ ดีกว่า” ความหมายของคำว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”ก็อาจเป็นเพียงถ้อยคำปลอบใจ มากกว่าคุณค่าที่จับต้องได้และสามารถส่งต่อให้เด็กรุ่นต่อไปได้จริง
ดังนั้น การรักชาติในความหมายที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการแสดงความภักดีเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ยอมให้ผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศถูกใช้ไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขณะที่การใส่ใจโลกก็ไม่อาจหยุดอยู่แค่กิจกรรมเชิงภาพลักษณ์ หากระบบยังปล่อยให้การใช้ดุลพินิจเปิดช่องให้การทำลายสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีการลงโทษ
หากเราไม่อยากให้คำขวัญวันเด็กเป็นเพียงถ้อยคำสวยงามที่ถูกลืมไปเหมือนกับค่าปฏิทินปีละ 50 ล้านของสำนักงานประกันสังคม การเปลี่ยนแปลงอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่โตเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการที่ผู้ใหญ่ในสังคมกล้าตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณรัฐที่ไม่โปร่งใส กล้าปฏิเสธการทุจริตในชีวิตประจำวัน กล้าตรวจสอบโครงการที่ทำลายทรัพยากรสาธารณะ กล้าส่งเสียงเมื่อเห็นความไม่เป็นธรรม และร่วมกันผลักดันให้เกิดการตรวจสอบ แก้ไข และลงโทษอย่างเป็นรูปธรรม เพราะทุกการนิ่งเฉยคือการส่งสัญญาณให้เด็กรุ่นต่อไปเรียนรู้ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันสามารถยอมรับได้ในสังคมไทย
ในท้ายที่สุด คำขวัญวันเด็กไม่ควรเป็นเพียงข้อความที่เด็กต้องท่องจำ แต่ควรเป็นกระจกสะท้อนสังคมที่ผู้ใหญ่ต้องกล้ามอง กล้าพูด และกล้าที่จะลงมือทำเป็นตัวอย่าง หากเราอยากให้เด็กไทยรักชาติ ประเทศนี้ต้องน่ารักพอให้รักหากเราอยากให้เด็กใส่ใจโลก ผู้ใหญ่ต้องเริ่มจากการหยุดทำลายทรัพยากรของประเทศด้วยความโลภ การเพิกเฉย และการคอร์รัปชันเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
เด็กอาจจดจำคำขวัญได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง แต่พวกเขาจะจดจำความจริงที่เกิดขึ้นของสังคมนี้ไปตลอดชีวิต และคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า คำขวัญวันเด็กปีนี้อยากให้เด็กไทยเป็นคนแบบไหน แต่ผู้ใหญ่ในสังคมไทยพร้อมที่จะเป็นแบบอย่างของสิ่งที่อยากให้เด็กเป็นแล้วหรือยัง
รักษ์ป่า อู่สุวรรณ

ไฟไหม้อาคารจอดรถ BYD ในเซินเจิ้น โชคดีไร้ผู้บาดเจ็บ
กองทัพเรือยืนยัน 'ข่าวปลอม' กรณีอ้างไทยเปิดทางส่งของไปกัมพูชา
ตุรกีระทึก! อดีต นร.บุกยิงในโรงเรียน เจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง
นายกฯโชว์โมเมนต์ประทับใจ อวยพรวันเกิดคุณแม่ ตรงวันผู้สูงอายุพอดี
เบสท์ คำสิงห์ ปล่อยลุคบิกินีสุดฮอตรับสงกรานต์ ออร่าความแซ่บพุ่งแรง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี