วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569
ช่วงประมาณกลางศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นได้ถูกบังคับให้เปิดประเทศโดยฝ่ายตะวันตก ขณะที่เวลาเดียวนั้นกันได้มีการปฏิวัติสังคมล้มระบอบโชกุนที่ขุนนางเป็นใหญ่ ให้กลับมาเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้ชื่อว่า Meiji Restoration(การฟื้นฟูเมจิ) ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมพร้อมด้วยแสนยานุภาพทางการทหารก่อนจะดำเนินการบุกรุก รุกรานจีน และสามารถมีชัยชนะเหนือรัสเซียในยุทธการนาวีและเดินทัพเข้ายึดครองเกาหลี และในที่สุด กองทัพญี่ปุ่นก็สามารถผลักดันเจ้าอาณานิคมยุโรปทั้งเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอังกฤษ ออกจากภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ จนกระทั่งเดินหน้าไปโจมตีสหรัฐอเมริกาที่หมู่เกาะฮาวาย กลายเป็นการเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2ด้านเอเชีย-แปซิฟิก แต่ในที่สุดญี่ปุ่นก็กลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อถูกระเบิดปรมาณูถล่มถึง 2 ลูกจากฝ่ายสหรัฐอเมริกา
หลังจากนั้น ญี่ปุ่นได้พยายามฟื้นตัวภายใต้การกำกับควบคุมของฝ่ายสหรัฐอเมริกา เริ่มตั้งตัวใหม่เป็นสังคมประชาธิปไตย และใช้เศรษฐกิจการตลาดเสรีแบบทุนนิยม จนสามารถถีบตัวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว และคู่ขนานกันญี่ปุ่นก็ได้ประกาศตัวเองเป็นสังคมประเทศที่ฝักใฝ่ในเรื่องสันติภาพ และไม่เรียกกองกำลังทหารเป็น “กองทัพ” แต่เรียกว่า “กองกำลังป้องกันตัวเอง” ทั้งหมดนี้ก็มีนัยว่าญี่ปุ่นเข็ดหลาบเรื่องการเป็นรัฐทหาร และไม่คิดอ่านที่จะรุกรานใครอีก
ทั้งนี้ญี่ปุ่นก็ฟื้นตัวและพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วภายใต้การปกป้องคุ้มครองของฝ่ายสหรัฐฯ และคล้อยตามไปกับสหรัฐฯ ในเรื่องการวางตัวในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นก็ได้เข้าร่วมในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 7 ประเทศ (Group of Seven – G7) ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ที่มีบทบาทสำคัญในการหันเหและกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองโลก
แต่ทว่าในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา โลกมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะทางด้านความมั่นคง เช่น ลัทธิการก่อการร้ายสากล การกลับมาผงาดขึ้นของทั้งจีนและรัสเซีย ซึ่งมีนัยของการต่อต้านและเผชิญหน้ากับฝ่ายตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและแพร่ขยายสังคมประชาธิปไตย และการล้มล้างสังคมเผด็จการ (Regime Change) โดยได้ดำเนินการเข้าไปแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศต่างๆ ที่มีนโยบายและโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เป็นมิตรกับฝ่ายตะวันตก
ในการนี้ ญี่ปุ่นก็ได้เริ่มปรับตัวเองให้สอดคล้องในการร่วมมือกับฝ่ายสหรัฐฯ และกลุ่ม G7 เช่นการตีความว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นข้อที่ 9 อำนวยให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมมือรักษาและป้องกันความมั่นคงระหว่างประเทศได้ (Collective Defense) ไม่จำกัดอยู่ที่หลักการป้องกันตัวเองเท่านั้นอีกต่อไป
ในช่วงประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทั้งจีนและรัสเซียก็ก้าวผงาดขึ้นมามีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ สืบเนื่องมาจากการมีเสถียรภาพทางการเมืองภายใน ในการมีผู้นำที่มีความเป็นผู้นำอย่างจริงจัง และทั้งสองประเทศก็ได้จับมือกันเป็นพันธมิตรแบบถาวรไร้ขอบเขต อีกทั้งรัสเซียก็ได้เสริมสร้างความเป็นพันธมิตรกับเกาหลีเหนืออย่างเข้มแข็งเข้มข้น ซึ่งหมายความว่าจากมุมมองของญี่ปุ่นมีการคุกคามจากประเทศรอบบ้าน3 ประเทศด้วยกันคือ จีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ แต่ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั่วโลก ที่เริ่มหวั่นไหวกับความเป็นประเทศผู้นำและคำมั่นสัญญา หรือพันธกรณีที่จะให้การปกป้องคุ้มครองประเทศพันธมิตรทั้งหลาย ซึ่งก่อให้เกิดความคิดอ่านว่าแต่ละประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ จะต้องคิดอ่านดำเนินการเสริมสร้างแสนยานุภาพและป้องกันตัวเองให้ได้เองมากขึ้น
ฉะนั้นจึงเริ่มมีการคิดอ่านอภิปรายถกเถียงในแวดวงการเมือง และสังคมของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองเพื่อป้องกันตัวเองจากการคุกคามของจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ ดังกล่าว ซึ่งความคิดอ่านดังกล่าวนี้ก็มีการคัดค้านต่อต้านจากชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่ง ที่ยังรักและหวงแหนการวางตัวเป็นรัฐแห่งสันติภาพของญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้คนที่เคยประสบกับความโหดร้ายของอาวุธนิวเคลียร์ที่นครฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 และเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2488 ที่นครนางาซากิ ที่ยังมีชีวิตอยู่พร้อมด้วยลูก หลาน เหลน ของผู้ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว และที่ยังรับเคราะห์กรรมด้วยโรคต่างๆ ที่คงอยู่และต่อเนื่องกันมา ซึ่งได้มีการรวมกลุ่มกันในการดำเนินการเพื่อให้สังคมโลกปราศจากซึ่งอาวุธนิวเคลียร์อย่างหมดสิ้น
วันนี้ สังคมญี่ปุ่นจึงถึงทางสองแพร่งที่ว่า จะเดินหน้าไปในทิศทางของการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตัวเองและช่วยตัวเอง หรือจะก้าวไปในทิศทางของผู้รักสันติ และเห็นว่าอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องของการทำลายล้างมนุษยชาติเท่านั้นและฉะนั้นสังคมญี่ปุ่นจากนี้ไปก็จะต้องมีการระดมความคิด อภิปรายโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง ว่าจะครอบครองหรือไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาหลายปี
ในโลกกว้างประชาชนพลเมืองโลกก็คงจะแบ่งออกเป็น2 ฝัก 2 ฝ่าย เช่นเดียวกัน ซึ่งผมก็อยากให้ทุกท่านได้ตระหนักว่า ในสงครามไม่ว่าจะใช้อาวุธใด ร้ายกาจเพียงไหน ก็จะไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะอันแท้จริง ซึ่งสงครามเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากมีแต่การทำลายล้าง และความเจ็บปวด โดยเฉพาะหากเกิดเป็นสงครามนิวเคลียร์แล้ว มันก็จะเป็นการร่วมกันทำลายล้างมวลมนุษยชาติให้สูญสิ้นเท่านั้น และฉะนั้นการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ก็จะเป็นการมีไว้เพื่อการขู่และการป้องปรามกัน แต่ก็หมิ่นเหม่ต่ออุบัติเหตุ และการไม่ยั้งใจทั้งๆ ที่รู้ว่าจะมีแค่ความหายนะที่ตามมาเท่านั้น ชาวโลกก็ต้องเริ่มคิดและขับเคลื่อนเรื่องการลดอาวุธเป็นการทั่วไปและใฝ่หาหนทางที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่มีอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด ซึ่งชาวโลกก็สามารถที่จะเริ่มต้นกันได้ที่แวดวงพรรคการเมือง แวดวงศาสนา และแวดวงการศึกษาเล่าเรียนให้กับเยาวชนให้ตระหนักเรื่องความโหดร้ายของสงครามและความจำเป็นที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันภายใต้ร่มธงของหลักสันติภาพ
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

นายกฯถึงบุรีรัมย์ ท้าเยาวชนรำมวยเตะก้านคอ พร้อมตั้งการ์ดรอรับ
แอปเรียกรถ และการทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร ปัญหาที่รอทางออกจากหน่วยงานกำกับดูแล
นายกฯ เยือนบุรีรัมย์ เปิดงาน MotoGP 2026 ยกระดับไทยสู่การเป็นฮับมอเตอร์สปอร์ต
นายกฯเรียกถก สมช.พรุ่งนี้ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางทุกมิติ
รัฐบาลแนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค.69

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี