วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สองและการอุบัติขึ้นของโลกยุคสงครามเย็นของการแข่งขันต่อกรกันระหว่างฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยนำโดยสหรัฐอเมริกา และโลกฝ่ายคอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียต ก็จัดได้ว่าทั้งสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตต่างเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ในค่ายโลกของตน และเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายไปในช่วงปี ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534) พร้อมกับการสิ้นสุดของโลกยุคสงครามเย็น สหรัฐฯ ก็ผงาดขึ้นเป็นเจ้าโลกแต่ผู้เดียว และแบกรับพันธกรณีต่างๆ ที่มีต่อประเทศพันธมิตรและต่อองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติและองค์กรเครือข่ายเฉพาะกิจ เช่น สถาบัน IMF, ธนาคารโลก, องค์การอนามัยโลก, องค์การยูเนสโก เป็นต้น
สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำพาของประธานาธิบดี จอร์จ เฮอร์เบิร์ต บุช, ประธานาธิบดี บิล คลินตัน, ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช,ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ก็ได้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของบทบาทนำและการร่วมรับผิดชอบในเวทีโลกไว้อย่างแข็งขันต่อเนื่อง แต่เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้ามารับตำแหน่งช่วงปี ค.ศ. 2016-2020 ครั้งแรก ก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงบทบาทและท่าทีของสหรัฐฯ ด้วยการลดภาระและพันธกรณี และเมื่อประธานาธิบดี โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งต่อ ก็ได้เพียรพยายามรื้อฟื้นบทบาทนำของสหรัฐฯ ทั้งในเรื่องการส่งเสริมสังคมประชาธิปไตย และการเคารพในเรื่องสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการคงบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ แต่เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าสู่ตำแหน่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อต้นปี 2025 ก็ได้ดำเนินการตัดลดพันธกรณีต่อองค์การระหว่างประเทศต่างๆ โดยการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกประเทศในองค์กรต่างๆ และได้ล้มเลิกหน่วยงานความร่วมมือช่วยเหลือต่างประเทศ คือสำนักงาน USAID เป็นต้น อีกทั้งก็ได้เรียกร้องเชิงบีบคั้นให้ประเทศพันธมิตรต่างๆ เพิ่มงบประมาณทางทหาร เพื่อพัฒนากิจการทหาร และลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หรือการลดและยุติการที่สหรัฐฯ จะต้องแบกภาระแต่ผู้เดียวหรือเป็นหลักดังที่ได้เป็นมาโดยตลอด
ทั้งหมดนี้อาจจะจับความได้ว่า สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำพาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ในการเป็นประธานาธิบดีรอบที่สองนี้ ต้องการและมุ่งมั่นที่จะแยกตัว (Isolate) จากพันธกรณีต่างๆ และการไม่แบกภาระอีกต่อไป หรือนัยหนึ่งสหรัฐฯจะไม่ค้ำจุนความเป็นไปของโลกกว้างผ่านองค์การระหว่างประเทศต่างๆ และผ่านการเป็นพันธมิตรทางด้านการทหารและความมั่นคง แต่จะให้ประเทศพันธมิตรต่างๆ รับผิดชอบตัวเองมากขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างกันก็จะเป็นไปตามหลักการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างตอบแทน เพื่อมิให้สหรัฐฯ ต้องถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือตกอยู่ในสภาพที่ประเทศพันธมิตร “ตีกิน”ไม่ออกเรี่ยวแรงแต่อย่างใดอีกต่อไป
ลัทธิโดดเดี่ยวของประธานาธิบดี โดนัลด์ทรัมป์ จึงมีความหมายโดยสรุปว่า สหรัฐอเมริกาไม่แบกภาระอีกต่อไป สหรัฐฯ จะไม่ค้ำจุนสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ ด้วยการออกค่าบำรุงสมาชิกในสัดส่วนที่สูงสุด บ่งบอกว่าสหรัฐฯ ไม่ให้ความสำคัญหรือไม่ให้ราคาต่อองค์กรหรือสถาบันเหล่านี้ การจะทำอะไรร่วมกันก็จะอยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ซึ่งมีนัยของการตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นที่ตั้ง
ในสภาพการณ์นี้แต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ก็ต้องทบทวนตัวเองเป็นสำคัญ หลายๆ ประเทศก็เริ่มตีจากจากสหรัฐฯ และไปร่วมหาพรรคพวกเพื่อร่วมมือกันขยายตลาดเศรษฐกิจการค้า หรือร่วมมือกันในการพัฒนาขีดความสามารถทางด้านกิจการทหารเพื่อป้องกันตัวเองให้ได้มากที่สุด บางประเทศก็ตัดสินใจที่จะคงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ไว้ เพื่อจะได้พึ่งพาสหรัฐฯ ต่อไปในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย และก็ตอบสนองสหรัฐฯ ด้วยการเอาเงินเอาทองเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เช่น ประเทศญี่ปุ่น และประเทศซาอุดีอาระเบีย
สำหรับประเทศไทยเรา เรามีข้อตกลงบ่งบอกซึ่งความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา อีกทั้งเราเป็นประเทศที่ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ให้การยอมรับ รับรองว่า เป็นประเทศพันธมิตรอันสำคัญที่มิใช่สมาชิกองค์การนาโต แต่ประเทศไทยก็มิได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ หรือได้รับการเหลียวแลอย่างพึงควรแต่อย่างใดจากฝ่ายสหรัฐฯก็ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไทยก็ยังคิดที่จะกระชับความสัมพันธ์
หรือจะคงสภาพความสัมพันธ์ หรือจะอยู่ห่างๆ โดยฝ่ายไทยก็มีทางเลือกที่จะเพิ่มความสัมพันธ์ในกรอบประชาคมอาเซียนและในกรอบองค์การร่วมมือรอบอ่าวเบงกอล (BIMSTEC) และกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศทางใต้ (The global south) ด้วยการกระชับความสัมพันธ์และร่วมมือในกรอบของความสัมพันธ์องค์การสหประชาชาติ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเปลี่ยนแปลงบริบทโลก ความเป็นไปในโลกกว้างไม่เหมือนเดิม ทุกประเทศและทุกกลุ่มของการร่วมมือระดับภูมิภาคต้องปรับตัวและกำหนดท่าทีและทิศทางกันใหม่หมด ก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ของไทยจะได้มีความตระหนักในเรื่องนี้ ศึกษาเรื่องราวให้รอบคอบเพื่อจะได้กำหนดท่าทีและนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี