วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569
ขณะเขียนบทความนี้ ยังไม่ทราบผลการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ
แต่ขออนุญาตมองไปข้างหน้า ดังนี้
1.หากผลการออกเสียงประชามติ ไม่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การพยายามจะฉีกรัฐธรรมนูญ 2560 ก็คงจบ
ไม่ต้องไปเสียเงินทำประชามติอีก 2 ครั้ง ซึ่งจะต้องใช้เงินแผ่นดินอีกราวๆ 6 พันล้านบาท
ประหยัดเงินแผ่นดินได้ 6 พันล้านบาท
แต่นักการเมืองก็คงจะมีการพยายามแก้รายมาตราต่อไป
2.หากผลการออกเสียงประชามติ เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นั่นเท่ากับว่า นับหนึ่งกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่
การออกเสียงประชามติพร้อมวันเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการทำประชามติรอบแรกใน 3 ครั้ง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568
กำหนดว่า
รอบที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
รอบที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร?
รอบที่ 3 ภายหลังรัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
เมื่อครั้งนี้ จัดทำประชามติถามแค่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?”โดยที่ยังไม่มีกรอบเนื้อหาที่แน่ชัด (เพราะร่างแนวทางเดิมที่ยังตกลงกันไม่จบนั้น ตกไปพร้อมยุบสภาแล้ว)
ก็เท่ากับว่า การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หากผ่านเห็นชอบครั้งแรกนี้ไปแล้ว ก็จะยังต้องทำอีก2 ครั้ง
ประชามติอีก 2 ครั้งนั้น จะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินอีก ต่ำสุดต่อครั้ง น่าจะราวๆ 3,200ล้านบาท
หากจัดอีกสองครั้ง เท่ากับ 6,400 ล้านบาท
แล้วอาจยังต้องมีการจัดการเลือก ส.ส.ร. หรือรับฟังความเห็นในการยกร่าง รวมถึงการประชุมยกร่าง ก็จะมีค่าใช้จ่าย ค่าเบี้ยประชุม ค่าคณะทำงาน ฯลฯ น่าจะประมาณ 1,000 ล้านบาท
รวมแล้วประชามติอีก 2 ครั้ง คาดว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องล้วงเอาเงินแผ่นดินอีกประมาณ 7,400 ล้านบาท
3.ต้องติดตามว่า เนื้อหาสาระที่จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่นั้น จะครอบคลุมประเด็นไหนอย่างไร จะมีผลกระทบทางการเมืองต่อระบบยุติธรรมและระบบตรวจสอบที่จะตามมาหรือไม่ อาทิหลายคดีศาลตัดสินแล้ว ผู้ถูกลงโทษนักการเมืองอาจได้อานิสงส์ ไม่ต้องห้ามดำรงตำแหน่งอีกแล้ว ฯลฯ
.jpg)
.jpg)
จะกระทบต่อความมั่นคง สถาบันหลักของชาติ หรือไม่ อย่างไร?
ที่น่ากังวลกว่านั้น
หากเปิดประตูเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีพรรคที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายขับเคลื่อน ก็เสี่ยงจะนำไปสู่การฉวยโอกาสปลุกระดม ปลุกปั่นในสังคมด้วยเนื้อหาที่กระทบกับหมวด 1-2 ทั้งเรื่องสถาบัน องคมนตรี และความมั่นคงของประเทศ
อาจพยายาม “สอดไส้” วาระการเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันฯ ในนามรณรงค์ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อาจกระทบกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะรัฐธรรมนูญ หมวด 2 มาตรา 6 ที่ว่าด้วยสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฟ้องร้องมิได้ หากแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ฟ้องร้องได้ ก็จะกระทบกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามไปด้วย
อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ มีการเสนอแก้ไข 112 (หรือเลิก) โดยตรง ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการ “ล้มล้างการปกครอง” จนนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ยุทธศาสตร์จึงถูกเปลี่ยนจากการปะทะตรงๆ ไปสู่การ “รื้อโครงสร้างใหญ่” แทน
4.หากผ่านประชามติครั้งแรกแล้วหลังจากนี้ คงต้องพึ่งพา สส. และ สว. กำหนดกรอบแนวทางเนื้อหา
เชื่อว่า สส. พรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ฯลฯ (ยกเว้นพรรคส้ม) ล้วนให้คำมั่นว่าจะไม่แตะหมวด 1-2 จะต้องทำตามที่ประกาศไว้เป็นอื่นไม่ได้
นายนิกร จำนง ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย โพสต์ชี้แจงยืนยันแนวทางเจตนาเดิมของพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ยืนยันว่า แนวทางของพรรคภูมิใจไทย จะไม่ใช่การเซ็นเช็คเปล่า ที่ใครจะไปแก้ไขใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสถาบัน และการทำงานขององค์กรอิสระ
อย่างไรก็ตาม ก็ยังจะต้องไปทำประชามติอีก 2 รอบ และต้องผ่านทั้ง 2 รอบ จึงจะเสร็จสิ้นกระบวนการ
5. ส่วนตัว รู้สึกเสียดายเงินแผ่นดินกว่า 6,000 ล้านบาท
ถ้าไม่ต้องนำไปทำประชามติอีก 2 ครั้ง สามารถก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา แบบในภาพนี้ได้ความยาว 697 กิโลเมตร
โดยเป็นรั้วคอนกรีตสูง 2.8 เมตร + ถนนตรวจการณ์อย่างดี กว้าง 5 เมตร
ค่าก่อสร้างรวม 8.6 ล้านบาทต่อ กม.
ขณะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ยาว 798 กม.นั้นไม่จำเป็นต้องสร้างตลอดแนว เพราะบางจุดเป็นหน้าผาสูงชัน
เท่ากับว่า เราจะได้รั้วและถนนตรวจการณ์ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
แต่กลับต้องมาเสียไปกับการทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
.png)
3.สุดท้าย การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ก็จะต้องมีอีกหลายขั้นตอน
อาทิ
ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่/แก้ไขเพิ่มเติม
จะมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หรือกลไกที่กำหนดไว้ในกฎหมายเพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์หรือบทแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ได้รับมอบหมายจากผลประชามติ
ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ
การพิจารณาของรัฐสภา อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมตามกระบวนการทางนิติบัญญัติ
ยังจะต้องทำประชามติในขั้นตอนสุดท้ายอีกด้วย ว่าร่างฉบับใหม่นี้ ประชาชนเห็นชอบหรือไม่? ฯลฯ
จะต้องใช้เวลา และทรัพยากรของคนทั้งประเทศอีกมากมาย
ประกอบกับความเสี่ยงที่จะเกิดผลประโยชน์ทางการเมืองตกแก่นักการเมืองทุจริตประพฤติมิชอบที่ถูกลงโทษตามกลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งสุดท้าย อาจจะทำให้สังคมตื่นรู้ในบั้นปลายว่าทั้งหมดจะเกิดผลประโยชน์แก่นักการเมืองโกงที่ต้องการกลับมาสู่อำนาจรัฐอีกครั้งหรือไม่?
แล้วจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมืองในสังคมไทยเราอีกครั้งด้วย อย่างแน่นอน?
สันติสุข มะโรงศรี


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี