วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ล่าสุด คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาแตะเบรกข่าวที่ว่ารัฐบาล 300 เสียง ปิดดีลจบแล้ว เขี่ยกล้าธรรม ปชป. กับพรรคส้มเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่า ดีลยังไม่ได้เปิดเลย จะปิดดีลได้อย่างไร ขอให้รอ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจนก่อน การพูดคุยต้องรอให้สถานการณ์อยู่ตัวและนิ่งเสียก่อน
“ผู้สื่อข่าวอย่าลืม พวกผมทำการเมืองมา 20-30 ปี และผ่านการเลือกตั้งมา ตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญปี 2560 ครั้งนี้การเลือกตั้งครั้งที่ 3 แล้ว เราก็รู้ว่ากว่า กกต.จะสามารถรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่เคยเร็วกว่าหนึ่งเดือน แต่กฎหมายให้ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ ฉะนั้น เราจะไปชิงออกตัว หรือไปทำอะไรก่อนที่จะทราบผลหรือมีการรับรอง สส. อย่างเป็นทางการ ถามว่าถ้าทำไปแล้วก็พูดได้ไม่เต็มปาก รอให้มีความชัดเจนก่อน คราวนี้เร็วเลยโป้งเดียวจอดเลย” - นายอนุทิน กล่าว
1. ในความเป็นจริง ผมเชื่อว่า ประตูร่วมรัฐบาลยังไม่ปิดตายสำหรับกล้าธรรม
เพราะการขับเคลื่อนการบริหารประเทศระยะยาว ไม่ใช่ดูแค่จำนวนตัวเลข สส. สนับสนุน แต่ต้องดูด้วยว่า สส. และพรรคที่สนับสนุนนั้น ทำให้เกิดสมดุลในทางอำนาจต่อรองที่จะสร้างเสถียรภาพในรัฐบาลจริงๆ หรือเป็นระเบิดเวลารอวันสร้างแรงกระเพื่อม
2. สถานการณ์แวดล้อมหลังเลือกตั้ง กับการจัดตั้งรัฐบาล
(1) ภท. จะตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ถ้าไม่มีเสียงจากพรรคใดพรรคหนึ่งใน 3 พรรคนี้ ได้แก่ พท. กธ. พรรคส้ม
ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ชอบหรือไม่ ผลการเลือกตั้งมันออกมาแบบนี้ ก็ต้องเคารพเสียงที่ประชาชนเลือก สส. แต่ละพรรคมาครับ
(2) ถึงตอนนี้ ภท. มีเสียงหนุนแล้ว 290 กว่า (ภท. พท. พปชร. ศก. ประชาชาติ ฯลฯ) ไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงจาก กธ. อนุทินก็เป็นนายกฯได้แล้ว
(3) เสียงจาก กธ. จึง “ไม่จำเป็น” สำหรับการเป็นนายกฯ ขณะนี้
แต่อาจ “สำคัญ” สำหรับการบริหารเสถียรภาพรัฐบาลในระยะยาว
เพราะถ้ารัฐบาลไม่มี กธ. เกิดในอนาคต พท. ถอน รัฐบาลอนุทินจะล่มทันที
ถ้ามี กธ. ไม่มี พท. รัฐบาลจะยังมีเสียงเกิน 250
หรือไม่มี กธ. แต่ยังมี พท. รัฐบาลก็ยังไปต่อได้
การมี กธ. และ พท. ในรัฐบาล จึงทำให้เกิดการดุลอำนาจ
บทบาทนี้ เสียงของ ปชป. ทำแทนไม่ได้ เพราะ ปชป. มีแค่ 22 เสียงครับ
(4) กธ. ยังมีโอกาสร่วมรัฐบาล แต่อำนาจต่อรองไม่มากดั่งใจนึก เพราะการเดินหมากของ ภท. กุมความได้เปรียบไว้แบบเก๋าเกม
(5) รัฐบาล ภท. พท. ครั้งนี้ ต่างจากรัฐบาล พท. ภท. ครั้งโน้นคนละเรื่อง เพราะครั้งนี้คนกำหนดทิศทางการนำ คือ ภท. ไม่ใช่ พท.
ถ้า ภท. ไม่ได้คะแนนจนสามารถเป็นพรรคแกนนำ(ชนะพรรคส้ม และพท.) เราไม่มีทางได้เห็นคนอย่าง คุณศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ มีบทบาทสำคัญใน ครม. แน่นอนครับ
3. ทางเลือกการบริหารเสถียรภาพรัฐบาล ภท. หากไม่มีกล้าธรรมในรัฐบาล
ถ้า ภท. ไม่เอา กธ. ร่วมรัฐบาล ก็จะต้องมีแผนการ หรือวิธีการบริหารจัดการเสถียรภาพรัฐบาลในระยะต่อไป
เพราะการเดินหน้าประเทศไทย ตามแนวทางที่ ภท. ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนที่เทคะแนนให้จนพุ่งทะยานชนะพรรคส้มและ พท. ในครั้งนี้ ชัดเจนว่า จะต้องกระทบกระเทือนผลประโยชน์และฐานอำนาจของ พท. และตระกูลผู้มีอำนาจของ พท. นั่นย่อมจะกระทบเสถียรภาพรัฐบาล หากรัฐบาล ภท.ต้องยืมจมูก พท.หายใจ เสมือน ผูกชีวิตไว้กับ พท.
กธ. มี สส. 58 เสียง ซึ่งในบรรดา สส. เขต 56 เขตนั้น ล้วนแต่เป็นบ้านใหญ่ หรือเป็น สส. ที่ไม่ได้พึ่งแบรนด์ของพรรค ไม่ได้ผูกชีวิตไว้กับ กธ. โดย กธ. เป็นพรรคใหม่ มี สส. มากก็ด้วยการรวบรวม สส. เกรด A มาไว้ และเดินเกมยุทธวิธีในพื้นที่เลือกตั้ง ไม่ใช่สร้างกระแส สร้างชื่อเสียงพรรค หรือขายนโยบายพรรค แต่ขายความเชื่อมั่นในตัวบุคคลของ สส. เขตเหล่านั้นเอง
การที่ กธ. มี สส. มากถึง 58 คน หมายถึงต้นทุนภาระในการดูแล สส. ให้ภักดีต่อพรรค แล้วถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล ย่อมกระทบท่อน้ำเลี้ยง ไหนจะคดีความต่างๆ ที่แกนนำพรรค และเครือข่าย สส. จะต้องกังวล ดังนั้น จึงมีโอกาสที่ สส.เหล่านี้ จะมองหาช่องทางเข้าไปร่วมกับฝ่ายรัฐบาลหลังจากอนุทินได้เป็นนายกฯ
.jpg)
หากในอนาคต ถึงวันที่ พท.แข็งขืน (ถ้าไม่กังวลเรื่องคดีของนายใหญ่ คดีอดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร) พรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง ภท. ก็ยังมีทางเลือก รวบรวม สส. กธ. หรือพรรค กธ. เข้ามาสนับสนุนแทน
อันนี้ คือ ทางเลือกในการบริหารเสถียรภาพของรัฐบาล หาก กธ. ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลอนุทินตั้งแต่ต้น
อำนาจต่อรองของ กธ.ในวันนี้ จึงไม่มากดั่งใจหมาย และยิ่งเวลาผ่านไป อำนาจต่อรองจะยิ่งน้อยลงอีก
กธ. จึงยังมีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลตั้งแต่ยังเป็นพรรคที่มี สส. 58 คนในมือ แต่อาจจะต้องแลกกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขบางอย่างเพื่อเสริมภาพลักษณ์รัฐบาล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดความเสี่ยงที่จะถูกร้องคุณสมบัติบุคคลที่มาเป็นรัฐมนตรีอันอาจกระทบถึงตัวนายกฯ อนุทินด้วย
4. โอกาสของประเทศไทย กับรัฐบาลอนุทิน
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ค่อนข้างชัดเจนว่า ในรัฐบาลจะมีรัฐมนตรีคนนอก ได้แก่
คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์
คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และรมว.คลัง ฯลฯ
รายงานข่าวระบุว่า การจัดโครงสร้างรัฐบาลครั้งนี้ เน้น “ภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ” และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก ผ่านการผสมผสานนักการเมืองกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก
การตั้งรัฐบาลในสูตรดังกล่าว สะท้อนยุทธศาสตร์ของภูมิใจไทยในการ “คุมเกม–ลดแรงเสียดทาน–เร่งเดินนโยบาย” ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ต้องการความชัดเจนและความเชื่อมั่นจากทั้งในและต่างประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจในข่าวการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน นอกเหนือจากชื่อตัวบุคคลและพรรคการเมืองที่เข้าร่วมแล้ว ผมเห็นว่า คือ โอกาสของประเทศไทย ภายใต้การบริหารของรัฐบาลอนุทิน
สมาคมธนาคารไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปลายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดประเมิน โดย GDP ไตรมาส 4 เติบโต 2.5% ส่งผลให้ทั้งปีขยายตัว 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมสะท้อนสัญญาณฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจ แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า การขยายตัวดังกล่าวสะท้อนประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่มีการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด มาตรการต่างๆ ถูกออกแบบให้ตรงจุด โปร่งใส และวัดผลได้ โดยแนวทาง Reinvent Thailand และมาตรการ Quick Big Win มีบทบาทสำคัญต่อการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่การวางฐานระยะยาว
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาส 4 ปี 2568 ดีกว่าที่คาดสะท้อนโมเมนตัมเศรษฐกิจที่เร่งตัวชัดเจนภายใต้การบริหารของรัฐบาล เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้าย อาทิ “คนละครึ่งพลัส” การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI และการขับเคลื่อนเชิงรุกของทีมเศรษฐกิจ
บทบาทของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและ รมว.คลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่เร่งขยายตลาดต่างประเทศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ที่ผลักดันการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ถูกมองว่าช่วยเสริมความเชื่อมั่นและผลักไทยกลับสู่เวทีโลก
นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร ระบุว่า การเติบโตระดับ 2.4% สะท้อนว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มกลับมาทำงาน โดยเฉพาะการลงทุน (I) และการบริโภค (C) หากการเมืองนิ่ง การลงทุนจะฟื้น และเมื่อส่งออกดี รายได้เพิ่ม การใช้จ่ายก็จะขยายตัวตาม
สำหรับทีมเศรษฐกิจที่ถูกจับตา ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ถูกมองว่าเป็น “ดรีมทีม” ที่สร้างความเชื่อมั่นได้จากผลงานช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา
นายหลักชัยเชื่อว่า หากรัฐบาลเปิดทางให้ทีมเศรษฐกิจทำงานเต็มที่ และไม่มี “คลื่นใต้น้ำ” ทางการเมือง ภายใน 4 ปีจีดีพีไทยสามารถเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 3% ได้ โดยต้องวางยุทธศาสตร์ระยะสั้น–กลาง–ยาว ควบคู่กับการยกระดับเอสเอ็มอีเศรษฐกิจสีเขียว และการปราบคอร์รัปชัน–ทุนเทา เพื่อเสริมภาพลักษณ์ประเทศ
5. รอพิสูจน์ฝีมือทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน
คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันเดินหน้าภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างเข้มข้น หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% ดันทั้งปี
โต 2.4% สูงกว่าคาด เปรียบเพิ่งออกจากไอซียู ยังไม่หายป่วย สะท้อนแรงขับเคลื่อนจากนโยบายรัฐที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยแรงส่งสำคัญมาจากการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ การลงทุนของเอกชน
ลองนึกภาพ เศรษฐกิจประเทศไทยเหมือนเครื่องบินที่กำลังทะยานเทคออฟ ซึ่งจะต้องเร่งเครื่องยนต์ แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหากมีสุญญากาศ ไม่มีแรงส่งจากนโยบายใหม่เพิ่มเติม (เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ) ย่อมจะกระทบกับโอกาสของประเทศอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้น รอดูการรับรองผลการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล ว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มบริหารประเทศได้เต็มรูปแบบเมื่อใด
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Quick Big Win)
. คนละครึ่งพลัส เฟส 2 : กระตุ้นการใช้จ่าย ใช้งบจากงบกลาง 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มทักษะออนไลน์ให้ผู้ขาย
. ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus : แก้หนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 1 แสนบาท ใช้กองทุน FIDF ช่วยปรับโครงสร้างหนี้
. กองทุนภัยพิบัติ : รัฐจ่ายเบี้ยประกัน 1,000 บาท/ครัวเรือน หากเกิดภัยพิบัติ จ่ายเยียวยาทันที 1 แสนบาท
. 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย : Future Food (อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center, PCB, EV, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
นโยบาย “Thailand 10 Plus” (หรือ 10 พลัส) ของพรรคภูมิใจไทย ระบุถึงเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ระดับ 3% พลัส แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
ขาที่ 1: เติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth)
. คนตัวเล็ก พลัส : ค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาท/หน่วย (200 หน่วยแรก), ทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่
. สูงวัย พลัส: จ้างงานผู้สูงอายุลดหย่อนภาษี 2 เท่า, 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา, ศูนย์ดูแลครบวงจร
. SME พลัส (Made in Thailand) : จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, กลไกค้ำประกันใหม่
. ชุมชน พลัส : เสริมความเข้มแข็งท้องถิ่น สร้างงานในบ้านเกิด ลดการย้ายถิ่นฐาน
. ธุรกิจ พลัส : ส่งเสริมธุรกิจใหญ่ให้เติบโตคู่กับเศรษฐกิจฐานราก
ขาที่ 2 : เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth)
. การศึกษาเท่าเทียม พลัส (Skill Bridge) : เรียนฟรีมีงานทำ, Upskill/Reskill, แพลตฟอร์มออนไลน์ Learning Passport
. เศรษฐกิจสีเขียว พลัส: เร่งเป้า Net Zero เป็นปี 2050, โซลาร์เซลล์ชุมชน, การเงินสีเขียว, ตลาดคาร์บอนเครดิต
. ลงทุน พลัส : ใช้กองทุน Thailand Future Fund ดึงเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระหนี้สาธารณะ
. เทรด พลัส : บาร์เตอร์เทรด (ซื้ออาวุธพ่วงสินค้าเกษตร), หาตลาดใหม่สำหรับสินค้าไทย
. ไทยแลนด์ พลัส (BOI Fast Pass) : ปรับปรุงกฎระเบียบ เร่งรัดเม็ดเงินลงทุน 4.8 แสนล้านบาทสู่ระบบ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ยืนยันว่า Entertainment Complex ที่เราพูดถึง “ไม่มีกาสิโน” แต่คือ สวนสนุก สนามกีฬาระดับโลก ฮอลล์คอนเสิร์ต และพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลก สร้างรายได้ให้ประเทศไทย โดยไม่ต้องพึ่งการพนัน เช่นเดียวกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะเชิญชวนเอกชนเข้ามาลงทุน ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ฯลฯ
นโยบายอื่นๆ ที่มีผลผูกพันประเทศ เช่น เลิกเอ็มโอยู 44นโยบายชายแดนไทย-กัมพูชา ฯลฯ
ทั้งหมด รอพิสูจน์ฝีมือทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทินแบบเต็มๆ
สันติสุข มะโรงศรี

ทบ.โต้เฟคนิวส์ แจง 7 ประเด็นร้อนหลังเพจต่างชาติรับข้อมูลด้านเดียว ปมชายแดนไทย-เขมร
กองทัพภาค 2 เกาะติดไฟป่าชายแดนเขมร ปะทุ 3 จุดจ่อ 'อุบลฯ-ศรีสะเกษ' ยันยังคุมอยู่
ผลเลือกตั้งใหม่หน่วย 9 เขต 15 คันนายาว ปชน.ชนะทั้งแบ่งเขต-บัญชีรายชื่อ
ณัฐพงษ์ เผยถอดบทเรียนเลือกตั้ง แบ่ง 2 ภาพใหญ่ ชนะทางความคิด-แพ้พื้นที่
เลขาฯปชป.ยักไหล่! ไม่ดิ้นรนหาก ภท.เมินดีลดึงร่วมรัฐบาล ยันไร้ปัญหาร่วมงานกล้าธรรม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี