วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569
ถ้าประเทศนี้หรือโลกนี้มีเพียงระบอบเศรษฐกิจการเมืองเดียว ปัญหาของมนุษย์คงไม่มากมายอย่างทุกวันนี้ และคงไม่มีสงครามระหว่างความเชื่อในระบอบต่างๆ แต่เมื่อประเทศนี้และโลกนี้มีมากกว่า 1 ระบอบ มันย่อมเป็นปฏิปักษ์กัน “สงครามระบอบ” จึงไม่สามารถเลี่ยงได้
เพื่อช่วงชิงอำนาจหรือความเป็นใหญ่
ระบอบดั้งเดิมของประเทศไทย...กล่าวโดยรวมก็คือ “ระบอบกษัตริย์” หรือกษัตริย์เป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ในระบอบนี้ไม่ว่าจะมีการแย่งชิงอำนาจกันสักกี่ครั้ง ผู้ชนะก็จะปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์ หรือถ้ามีการสืบราชสันติวงศ์ก็จะมีการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างสันติ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายหรือวิธีการ ก็ยังคงอยู่ในระบอบเดิม
จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2475 จึงมีระบอบใหม่เกิดขึ้น เป็นระบอบที่ถูก “นำเข้า” มาจากประเทศตะวันตก(ฝรั่งเศส)
เพราะคนไทยได้ไปศึกษาหาวิชาความรู้ที่นั่น และพบว่าได้มีการปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศส เปลี่ยนระบอบกษัตริย์เป็นระบอบใหม่ที่เรียกกันว่า “สาธารณรัฐ” จึงเกิด “จิตกำเริบ” กระหายจะเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นอย่างประเทศฝรั่งเศสบ้าง จนได้จัดตั้งกลุ่มของตนขึ้นเรียกว่า “คณะราษฎร” เข้าแย่งชิงอำนาจจากกษัตริย์ได้สำเร็จ ( 24 มิถุนยน 2475)
ผู้ชนะไม่ต้องการเป็นกษัตริย์ แต่ต้องการสถาปนานระบอบใหม่ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ขึ้นมาแทนระบอบกษัตริย์ ส่วนจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ คนที่ “อ่าน” ประวัติศาสตร์กระแสหลักตามหนังสือทั่วไป และประวัติศาสตร์ที่อยู่ในรูปการบันทึกชั้นต้นก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจดี
เมื่อแย่งยึดอำนาจจากกษัตริย์ได้แล้ว ภายในกลุ่มคณะราษฎรเองก็ทำลายฝ่ายตรงข้าม(กษัตริย์) และทำลายกันเองเพื่อแย่งกันเป็นใหญ่ ทั้งหมดใช้เวลาถึง 25 ปี กว่าตัวละครในคณะราษฎรจะเสื่อมสลายไป และเข้าสู่ยุคเผด็จการทหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
พร้อมกันนั้นองค์พระมหากษัตริย์ก็เริ่มแผ่บารมีมากขึ้น
แม้คณะราษฎรจะเสื่อมสลายไปแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่จัดตั้งระบอบใหม่อยู่ในเงามืด นั่นคือ “คอมมิวนิสต์” โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ประเทศไทยจึงมี 2 ระบอบหลักที่ขัดแย้งและต่อสู้กันนับแต่นั้นมา คือ
1 ระบอบประชาธิปไตยที่นำเข้าโดยคณะราษฎร รวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์ที่อ้างว่ามีอุดมการณ์ประชาธิปไตยด้วย
2 ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ทั้ง 2 ระบอบนี้ต่อสู้กันมานับแต่ปี พ.ศ. 2475 ผ่านสงครามคอมมิวนิสต์ และการปฏิวัติของประชาชนใน 14 ตุลาคม 2516 (ขับไล่เผด็จการทหารออกนอกประเทศ) จากนั้นประเทศไทยเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตามแบบนานาประเทศ อย่างน้อยก็มีการเลือกตั้ง (ซึ่งก็มีการแย่งยึดอำนาจโดยทหารบ้าง)
ดูเหมือนว่า “การปรับสมดุล” ด้านการเมือง – การปกครองของ 2 ระบอบหลัก คือระบอบประชาธิปไตยกับระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกำลังจะดำเนินไปด้วยดี แต่แล้วก็เกิดวิกฤติการณ์ขับไล่เผด็จการทหารคณะเดิมที่เดินทางกลับเข้าประเทศไทย จนเป็นโศกนาฏกรรมในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และเป็นบาดแผลลึกที่เยียวยาไม่เคยหายมาจนวันนี้
นั่นคือการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นศูนย์ชุมนุมต่อต้านเผด็จการทหารกลับเข้าประเทศ มีการเข่นฆ่าผู้ชุมนุมอย่างโหดเหี้ยม และจับกุมคุมขังนักเรียน นักศึกษา ประชาชนจำนวนมาก (ส่วนพวกคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาจัดตั้งพวกนักเรียน นักศึกษาและกรรมกรนั้นรู้ตัวล่วงหน้าและถอยออกไปก่อนวันล้อมปราบแล้ว) ส่งผลให้มีคนจำนวนมากเจ็บแค้นและเข้าป่าไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์ กลายเป็นศึกสงครามที่ยืดเยื้อมาอีกหลายปี จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ ถูกปราบปรามและเสื่อมสลายไป ทั้งโดยนโยบายของรัฐและ “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” ของพรรคคอมมิวนิสต์เอง
ไม่ว่าใครหรือฝ่ายไหนจะผิดหรือถูก แต่สงครามระบอบก็ไม่เคยยุติ หากแต่ยังคงคุอยู่ในใจของผู้คนจำนวนไม่น้อย อันเป็นผลมาจากบาดแผลในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และปะทุให้เห็นเป็นบางครั้ง อย่างในปี พ.ศ. 2552-2553 เป็นต้น
วันนี้สงครามระบอบกำลังเผชิญหน้าและท้าทายกันอีกวาระ!
เป็นการเผชิญหน้าและท้าทายกันในระบอบประชาธิปไตย ที่แตกแยกเป็น 2 ฝ่ายหรือ 2ระบอบย่อย นั่นคือ ฝ่ายที่ต้องการมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญต่อไป กับฝ่ายที่ไม่ต้องการ
ฝ่ายแรกมีทหารเป็นแกนนำ
ฝ่ายหลังมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็นแกนนำ
แน่นอนว่าพลเมืองไทยส่วนมากก็ถูกแบ่งแยกด้วย ทั้งโดยเจตนาของตนและโดยกระแสลมปาก แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน สังคมไทยก็สะสมความร้อนระอุไว้เช่นเดียวกับลาวาภายใต้ภูเขาไฟ หากไม่มีสติ...สงครามกลางเมืองก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง!
บาดแผลเก่าจะถูกขยายให้กว้างและลึกมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มบาดแผลใหม่ด้วย
วิมล ไทรนิ่มนวล

ศุภจี เผยแผนการค้ารับมือผลจากสงคราม คาดปุ๋ยไทยใช้ได้ยัน ส.ค.นี้
พร้อมแล้ว 95% เลขาฯสภาฯ เผยยังไม่มี พ.ร.ฎ.เปิดประชุมรัฐสภา
อนุทิน เผย 14 มี.ค. ในหลวงเสด็จทรงเปิดประชุมสภา ปลุกสส.น้ำเงินเป็นปึกแผ่น
จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! สีหศักดิ์รับโลกปั่นป่วน สหรัฐฯฉีกกติกาหมดทุกอย่าง
ปิดประตูกล้าธรรม? อนุทิน ยกคำวินิจฉัยศาล รธน. ตั้ง รมต.ต้องเพลย์เซฟ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี