วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
“วัฒนธรรมและจริยธรรม” อาจเกิดก่อนหรือพร้อมกัน หรือภายหลัง “การปกครอง” ก็ย่อมได้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข มันมีมาแต่ยุคชนเผ่า แต่การปกครองด้วยอำนาจและกฎกติกาอย่างเดียวไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะเป็นการใช้อำนาจบังคับและลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎกติกา ไม่ใช่การแก้ปัญหา จึงต้องมีอุบายอื่นเข้าช่วย เช่น มีหมอผี ซึ่งหลายเผ่าหัวหน้าเผ่าก็เป็นหมอผีเอง ผีบรรพชน เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่จะทำให้คนเกรงกลัวหรือเคารพ เพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น
เมื่อชนเผ่าเติบโตขยายทั้งจำนวนประชากรและพื้นที่ก็กลายเป็น “เมือง” เริ่มมีการเลือกหัวหน้าเผ่า บ้างก็สืบต่อสายเลือดจากหัวหน้าเผ่าคนก่อน หัวหน้าเผ่านี้แหละต่อมาเรียกว่า “พ่อเมือง”“เจ้าเมือง” และ “กษัตริย์” (เขตต์ - เกษตร) แปลว่า “ผู้ว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” เพราะสังคมพัฒนาจากยุคล่าสัตว์ เก็บของป่าเข้าสู่ยุคการเกษตร พร้อมกันนั้นก็มี “การสร้างแบบแผนปฏิบัติและพิธีกรรมต่างๆ”เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์มากขึ้น อันเกี่ยวกับการทำมาหากินและความเชื่อต่างๆ ทั้งที่สืบทอดมาจากยุคชนเผ่าและสร้างขึ้นใหม่ เรียกว่า “วัฒนธรรม” ประกอบด้วย “พิธีกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ” ซึ่งมีทั้งของกษัตริย์และพลเมือง แต่ก็ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน
“วัฒนธรรม” หรือ “ขนบธรรมเนียมประเพณี”ก่อเกิดและสร้างสรรค์ขึ้นจากวิถีชีวิตในชุมชน ส่งต่อและแลกเปลี่ยนกันระหว่างชุมชนและเมืองใกล้เคียง
เมื่อศาสนาเกิดขึ้น มีการเผยแผ่ศาสนาไปยังดินแดนต่างๆ เมืองที่ยอมรับเอาศาสนาเป็นเครื่องมือสำหรับอบรมสั่งสอนพลเมือง ทั้งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผู้คนในสังคมไว้ด้วยกัน จึงมี “ตัวช่วย” เพิ่มขึ้นอีกคือ “ขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา”
เมื่อมีศาสนาเข้าผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม มันจึงเติบโตลงรากปักฐานแน่นหนาในสังคม กลายเป็น “ระบบจริยธรรมใหม่” ที่แข็งแรง ทั้งที่เป็นคำสอนโดยตรงและโดยผ่านขนบธรรมเนียมประเพณี ต่อมาศาสนาก็กลายเป็นแกนหลักทางวัฒนธรรมและจริยธรรมของสังคม ฝังอยู่ในจิตสำนึกและใต้สำนึกของผู้คนและสังคมอย่างยากที่ใครจะเปลี่ยนแปลงได้ตามใจตน
เพราะมันได้พิสูจน์แล้วว่ามันสร้างความสามัคคีและป้องกันปัญหาต่างๆ ในสังคมได้ เป็นการลดภาระของกฎหมาย
ดังจะเห็นได้จากหลายประเทศที่ปฏิวัติเปลี่ยนระบอบการปกครองจากระบอบเดิม (ราชาธิปไตย เผด็จการ ประชาธิปไตย) เป็น“รัฐสังคมนิยม” นั้น สามารถเอาชนะผู้ปกครองเดิมนั้นได้ แต่เอาชนะวัฒนธรรมและจริยธรรมไม่ได้!
ยกตัวอย่างจีน เมื่อปฏิวัติสำเร็จแล้ว พวกผู้นำสามารถบังคับกดขี่ผู้คนของตนได้ ให้ทำงานหนักได้ โยกย้ายอพยพได้ แต่ไม่สามารถบังคับให้พวกเขาเลิกยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีได้ อย่างคำสอนของขงจื๊อและพระพุทธศาสนา ประเพณีของต่างๆ ประจำถิ่นของตน รวมทั้งพิธีไหว้เจ้า-ไหว้บรรพชนด้วย จนพวกปฏิวัติเห็นว่ามันขัดขวาง “การสร้างวัฒนธรรมสังคมนิยม” และการปกครอง
นั่นคือ พวกเขาเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมและจริยธรรม (ทั้งจากศาสนาและลัทธิขงจื๊อ) จึงต้อง “สร้างวัฒนธรรมและจริยธรรมของลัทธิสังคมนิยม” ขึ้น เมื่อสร้างไม่ได้ เพราะสำนึกของพลเมืองยังผูกพันอย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมเดิม สุดท้ายก็ต้องปฏิวัติอีกครั้ง คือ “ปฏิวัติวัฒนธรรมและจริยธรรม”
คือการทำลายล้างวัฒนธรรมและจริยธรรมเดิม เพื่อสร้างวัฒนธรรมสังคมนิยม
จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในช่วง ค.ศ. 1966 - 1976ดำเนินการโดย เหมา เจ๋อตุง ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เริ่มต้นด้วยการตั้ง “กองกำลังยุวชนแดง” จำนวนมาก เมื่อสั่งสอนและปลุกระดมกันจนบ้าคลั่งแล้วก็ใส่รถไฟมาที่ปักกิ่ง การปฏิวัติมุ่งหมายทำลาย “สิ่งเก่าทั้ง 4” ได้แก่ ขนบธรรมเนียมเก่า วัฒนธรรมเก่า อุปนิสัยเก่าและความคิดเก่า และสร้าง“สิ่งใหม่ทั้ง 4” ของพวกเขาขึ้นทดแทน ด้วยการทำร้ายทำลายตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อคนจนถึงการตัดผมการประณาม ประจาน การจองจำ การบุกค้นบ้านทุบตีเข่นฆ่าแม้กระทั่งเพื่อน ญาติ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ ที่พวกเขาสงสัยว่ามีนิสัย 4 เก่า ทำลายทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ทำลายวัด ศาลเจ้า
แต่ไม่มีใครสามารถทำลายวัฒนธรรมและจริยธรรมที่ฝังอยู่ในใจคนได้
การปฏิวัติยุติไปนานแล้ว แต่จีนก็ไม่พัฒนา ซ้ำล้าหลังประเทศทุนนิยมมากขึ้นทุกที เพราะลัทธิสังคมนิยมเป็นตัวขัดขวางและทำลายทุกด้าน ทั้งแรงงานและการสร้างสรรค์ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ จึงเป็นการทำลายแม้กระทั่งตัวระบบเอง
เติ้ง เสี่ยวผิง จึงนำจีนเข้าสู่ยุคใหม่ ใช้ลัทธิทุนนิยม(ตลาดเสรี) เข้าพัฒนาประเทศจีน เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงศักยภาพทุกด้านที่เป็นประโยชน์แก่สังคม และแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เก็บซ่อนไว้ในใจตน เช่น การนับถือศาสนา มีผู้คนนับถือพระพุทธศาสนานับล้านคน ลัทธิขงจื๊อได้รับการฟื้นฟูเป็นสถาบัน
ดังนั้นใครก็ตาม ที่ประกาศล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างวัฒนธรรม ล้มล้างระบบจริยธรรม ล้มล้างความกตัญญูกตเวทิตา ต้องการทำลายสิ่งดั้งเดิมที่มีคุณค่า แม้พวกเขาจะปฏิเสธว่าไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ก็จงรับรู้ไว้ว่า พวกเขามีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พวกกเฬวราก” ที่ต้องการทำลายชาติให้ย่อยยับ (ทำลายสิ่งเก่าทั้ง 4 เช่นเดียวกับจีน) เพื่อจะได้สร้างวัฒนธรรมกเฬวรากของพวกเขาขึ้นแทน
วิมล ไทรนิ่มนวล

มาดูโร อดีตผู้นำเวเนฯ โพสต์ X ครั้งแรก จากในเรือนจำสหรัฐฯ
เฉลยแล้วที่ไหน! บุ๋ม ปนัดดา ตื่นเต้น เขียนใบสมัครงานในรอบ 30 ปี
ไทยคู่ฟ้า แจงยิบ เปิดความจริง ราคาน้ำมันไทย ทำไมต้องอิงสิงคโปร์
สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน
ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี