วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
ช่วงนี้คงไม่มีเรื่องอะไรสำคัญหรือมีผู้คนติดตามมากเท่ากับการสู้รบระหว่างไทยกับเขมร รอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองสามจุด แต่เกิดขึ้นตลอดแนวชายแดน 7 จังหวัดภาคอีสานและตะวันออกของไทย
เหตุการณ์เหมือนเดิม คือเขมรเปิดฉากยิงก่อน จนมีทหารไทย 2 นายได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 จึงเป็นเรื่องชอบธรรมที่ไทยจะต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตัวเอง
แต่อย่างที่เคยเขียนไปเมื่อ3 สัปดาห์ก่อน ถ้าเป็นภาษามวยก็ต้องบอกว่า คราวนี้เขมร “เตรียมตัวมาดี”ศึกครั้งนี้จึงน่าจะไม่จบง่ายๆ
ตอนที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ก็เข้าสู่วันที่ 6 แล้ว ความเสียหายเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย มีการประเมินว่าทหารเขมรลงไปทอดร่างแบบไม่มีใครเก็บหรือดูดำดูดีราวๆ 165 ศพ ป้อมค่ายและฐานตั้งอาวุธถูกทำลายยับเยิน แต่เขมรก็ยังไม่หยุด
ความเลวร้ายที่สุดในการปะทะครั้งนี้ก็เหมือนเดิมอีกเช่นกัน คือ เขมรไม่สนกฎเกณฑ์กติกามารยาทใดๆ ยิงเข้าใส่เขตที่พักอาศัยของประชาชนไทย รวมถึงมีเป้าหมายไปที่โรงพยาบาลสองสามแห่ง แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ตกกลางโรงพยาบาล
ตัวเลขจากวันที่ 7 ถึง 14 ธันวาคม 2568 ทหารไทยเสียชีวิตในการสู้รบ 15 นาย, เสียชีวิตจากปฏิบัติการร่วม 1 นาย, และบาดเจ็บ 327 นายพลเรือนเสียชีวิตเพราะเหตุการณ์สู้รบ 1 คน, เสียชีวิตจากผลข้างเคียง9 คน, บาดเจ็บ 6 คน และผู้อพยพหนีภัยกว่า 256,000 คน
ขณะที่รบกันตูมตาม นักการเมืองไทยก็เล่นเกมกันในสภา โดยเฉพาะพรรคประชาชน ผู้แสดงตนเหมือนผูกขาดความถูกต้องไว้แต่เพียงผู้เดียว หัวหน้าพรรคออกมาส่งเสียงเข้มๆว่า หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เหมือนคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของตนไม่ผ่าน ก็ให้นายกรัฐมนตรียุบสภา อันเป็นกิริยาของผู้มีธาตุเผด็จการฝังอยู่ในจิตสำนึก และไม่รู้มีคำสั่งมาจากเจ้าของพรรคหรือเปล่า ถึงได้ออกแอ๊กชั่นขนาดนั้น
จริงๆ ก็คงแค่ขู่หรอก แต่เผอิญนายกฯ อนุทินชาญวีรกูล แกเป็นคนว่าง่าย เขาบอกให้ยุบ แกก็ยุบเสียทันทีในคืนวันนั้น
ทีนี้ก็ตกใจแต๋วแตกล่ะสิ เพราะนอกจากร่างรัฐธรรมนูญในฝันจะต้องหยุดชะงัก และอาจจะไม่คืบหน้าอีกเลย แม้กระทั่งผ่านเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม พรรคประชาชนเองก็ไม่แน่ว่า จะพร้อมเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งที่มาอย่างกะทันหันหรือเปล่า
พรรคอื่นๆ ก็คงสดุดีบรรพบุรุษหรือบุพการีของพรรคประชาชนอยู่ในใจ ฐานที่เป็นต้นเหตุให้ยุบสภาก่อนวันอันควร เพราะดูแล้ว นอกจากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยที่วางตัวผู้สมัครไว้ล่วงหน้าค่อนข้างจะครบ พรรคอื่นๆยังมะงุมมะงาหรา ตั้งตัวไม่ติด บางพรรคยังมีคนเดินเข้าๆออกๆ กันขวักไขว่ ยังไม่รู้ใครจะอยู่ ใครจะไป
และในห้วงเวลาที่ประเทศชาติต้องการการร่วมจิตร่วมใจ นักการเมืองอีกหลายคนก็สงบปากสงบคำไม่เป็น ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการของรัฐบาลและทหารแบบอวดรู้ ถ้าเอาสำนวนสมัยใหม่มาว่ากล่าวกัน ก็ต้องบอกว่า “ไม่พูดก็ไม่มีใครเขารู้ว่าโง่”
หลังจากติดตามข่าวสารต่อเนื่องมาหลายวัน สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้หมายความว่าผมชอบให้มีสงคราม เพราะถ้าไม่มีการรบกันก็คงไม่จำเป็นต้องมีศูนย์นี้ แต่เมื่อมีแล้วทำได้ดีก็ต้องชื่นชม
แม้จะเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียด แต่โฆษกร่วมต่างๆ ของ ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ก็จัดวางท่าทีที่พอเหมาะพอดี ดูแล้วไม่ชวนอมทุกข์พานจะเป็นโรคซึมเศร้า การนำเสนอข้อมูลก็ไม่จืดชืดเหมือนรูปแบบของข้าราชการเดิมๆ องค์ประกอบฉากเรียบง่าย แต่ทันสมัย ใช้จอแอลอีดีให้เป็นประโยชน์
ที่สำคัญ ทำให้เห็นว่าทหารไทยมีความรู้ความสามารถมากกว่าที่คนทั่วไปคิด และอาจจะทันโลกยิ่งกว่าพวกนักการเมืองหรือปัญญาชนอวดฉลาด ผู้มีท่าทียกตนข่มท่านทั้งหลาย
บางทีคนพวกนั้นอาจจะลืมไปว่า นายทหารเหล่านี้ไม่ได้โง่ เพราะอย่างน้อยก็สอบผ่านเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งได้ชื่อว่าเข้ายากระดับโหดหินไม่แพ้โรงเรียนสายสามัญชั้นนำของประเทศ นอกจากนั้นพวกเขายังร่ำเรียนด้านการยุทธ์ที่ปัญญาชนทั่วไปไม่ได้เรียน
แต่ในทางกลับกัน พวกเขาก็อาจจะอ่านหนังสือเล่มเดียวกับที่นักการเมืองปัญญาชนอ่าน เพราะหนังสือที่ตีพิมพ์ออกมาขาย คงไม่ได้ตั้งใจจะพิมพ์มาขายคนพวกใดพวกหนึ่งอ่านเท่านั้น
ย้อนไปสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, พล.อ.หาญลีนานนท์ หรือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คนเหล่านี้ก็อ่านหนังสือลัทธิเต๋า, อ่าน “สามก๊ก”, อ่าน “เดอะก๊อดฟาเธอร์”, อ่าน “จิตร ภูมิศักดิ์-นายผี-เสนีย์เสาวพงศ์” และ อ่านสรรนิพนธ์ของ เหมา เจ๋อตุง กันมาทั้งนั้น
นโยบาย 66/2523 ที่อ้าแขนโอบรับเพื่อนพ้องพี่น้องไทยด้วยกัน ไม่ได้หล่นมาจากฟ้าหรอก
ผมได้เห็นการใช้ภาษาไทยที่คล่องแคล่ว สละสลวย ของบรรดาโฆษกจากกองทัพต่างๆ รวมถึงคนจากหน่วยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ, สาธารณสุข ฯลฯ การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับนักข่าวต่างประเทศก็ไหลลื่น บางคนถึงกับพูดภาษาฝรั่งเศส
เคยถามนายทหารรุ่นหลังๆ (ความจริงรุ่นหลานๆ) ที่รู้จักกัน พบว่าหลายคนสามารถใช้ภาษาต่างประเทศที่แตกต่างกัน บางคนก็พูดจีนได้ บางคนก็พูดเยอรมันได้ ส่วนจะเป็นหน้าที่ที่ต้องศึกษาเพื่อรับกับภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงหรือเปล่า ผมไม่รู้
แต่ก็นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของทหารไทยไม่ได้ล้าหลัง เผลอๆ จะก้าวหน้ากว่าคนในแวดวงการเมืองเสียอีกเพียงแต่ทหารอาจจะมีกฎเกณฑ์และวินัยบังคับทำให้มีท่าทางแข็งๆ เป็นภาพจำของผู้คน
ทุกชีวิตมีเรื่องเล่า นักการเมืองก็เป็นนักแสดงชนิดหนึ่ง เล่าเก่ง แสดงเก่ง คุ้นเคยกับเสียงปรบมือหน้าเวทีหาเสียง จน...ภาษาปะกิดเรียกว่า look down คนอื่นจนติดเป็นนิสัย ทั้งๆ ที่นับ 1 ยังไม่ทันถึง 10 คนส่วนหนึ่งเขาก็อ่านออก แต่โชคดีที่ทำมาหากินในอาชีพนี้ได้เพราะยังมีคนส่วนใหญ่ที่อ่านไม่ออก
ทิวา สาระจูฑะ

นายกฯแสดงความยินดี โสภณ นั่งปธ.สภาฯ มัลลิกา-เลิศศักดิ์ นั่งรอง
บทเรียนราคา 4.5 ล้าน ‘มีนตรา อินทิรา’ เปิดหมดเปลือกหลังโดนผู้จัดการโกง
บรรทัดฐานใหม่! วัส ติงสมิตร สรุปล่อซื้อเสื้อลายการ์ตูน แบบไหนถึงติดคุก?
สระแก้วลุยตรวจเข้ม! รวบ 6 เขมรลอบเข้าเมือง-สารภาพหนีความอดอยาก
นายกฯเรียกถกทีม ศก. รับมือวิกฤตน้ำมัน-ราคาสินค้าพุ่ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี