วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

เมื่อวันที่ 30 กันยายน นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ พรรค พท. กล่าวถึงการทำงานของนายกฯและรัฐบาล กรณีหากได้นายกฯคนนอกที่มาจากการร่วมโหวตของ สว. แต่ในสภาผู้แทนราษฎรที่มีแต่เสียง สส. ไม่มีเสียง สว.สนับสนุนแล้ว ว่า ก็จะเสี่ยงที่จะทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ เพราะกฎหมายสำคัญๆ เช่น กฎหมายงบประมาณ หรือกฎหมายที่จะต้องนำมาใช้แก้ปัญหาประเทศ ถ้า สส.ไม่เอาด้วยก็ไม่ผ่าน และเมื่อไม่ผ่าน ผู้เสนอกฎหมายซึ่งก็คือรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ
แต่ทั้งนี้ ตนเข้าใจว่าเขาก็คงต้องมีการวางแผนที่จะทำพรรค หรือหาพรรคการเมืองที่จะมาเป็นฐานสนับสนุนอยู่ในสภา คงไม่มาคนเดียวหรอก คงจะมีการวางแผนไว้แล้ว เพราะกลไกการเลือกตั้งก็นำไปสู่การที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาดอยู่แล้ว ดังนั้นเสียงก็จะกระจัดกระจาย ซึ่งเขาก็คงมีพรรคหลักที่เขาเตรียมไว้แล้ว อาจจะรวบรวมกันได้อย่างน้อย 200 ก็พอไปได้ เพราะ พท.เองก็ไม่น่าจะถึงเสียงข้างมากเด็ดขาดเช่นกัน แต่ถ้าไม่มีพรรคที่สนับสนุนนั้นขอบอกเลยว่าทำงานยาก เพราะไม่มีพรรคสนับสนุน และบุคลิกผู้นำซึ่งขณะนั้นจะไม่มีอำนาจพิเศษอะไรแล้ว สมมุติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มาเป็น จะอยู่ได้หรือ เพราะแค่ผู้สื่อข่าวทักถามอะไรก็เป็นฟืนเป็นไฟแล้ว ถ้าอยู่ในสภาไม่มีใครกลัวใครแล้ว โดยจะมีการขุดเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาโต้กัน ตัวท่านจะทนไหวหรือ
เมื่อถามว่า พูดในลักษณะเหมือนว่าพรรค พท.เตรียมเป็นฝ่ายค้าน นายสามารถกล่าวว่า เราก็ยังหวังว่า ถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจ ได้เป็นเสียงข้างมากซึ่งไม่ได้เป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด แต่อาจจะมีเสียงมากกว่าคนอื่น เราก็ตั้งความหวังว่าพรรคการเมืองทั้งหลายที่มาจากประชาชน และไม่ต้องการให้คนนอกมาเป็นนายกฯก็น่าจะมาพูดจากัน มาตั้งรัฐบาลร่วมกัน อันนี้ก็เป็นไปได้ ยกเว้นเขาจะไม่เอาด้วย เราก็ไม่มีทางเลือก ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านของเราไป แต่ไม่ได้หมายความว่าวันนี้เราตั้งใจจะเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อถามว่า แบบนี้เป็นการบีบให้พรรค พท.และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จับมือกันหรือไม่ นายสามารถกล่าวว่า ถ้าจะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่อย่าบอกว่าจับมือ เรียกว่ามาเจรจากัน พูดกัน หากพรรค ปชป.เป็นตัวของตัวเอง ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องการคนที่มาจากประชาชนมาเป็นนายกฯ ปชป.ก็คงจะร่วมมือกับเรา มาตกลงกัน ฝ่ายใดได้เสียงข้างมากก็เป็นเบอร์ 1 ไป ซึ่งถ้าพูดด้วยหลักการก็ต้องเป็นแบบนี้ แต่ปัญหาคือใน ปชป.เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่ เราก็ไม่แน่ใจ
เมื่อถามว่า หาก พท.เกิดได้เป็นฝ่ายค้านขึ้นมาจะทำงานอย่างไรในสถานการณ์ที่นายกฯมาจากคนนอก นายสามารถกล่าวว่า ทำงานฝ่ายค้านง่ายจะตาย ก็ตรวจสอบตามกติกา ซึ่งกติกานี้เขาก็เป็นคนเขียนเอง และได้วางกลไกตรวจสอบไว้ละเอียดยิบ เราก็จะยึดศาสตราวุธทั้งหลายที่ท่านได้เตรียมไว้ ซึ่งความจริงคงจะเตรียมไว้ใช้กับพวกเรา เราก็จะได้เอามาใช้กับท่านเสียก่อน
อ่านข่าวนี้แล้ว ผมมีประเด็นที่อยากจะบอกดังนี้
1) เลิกเอาผี “นายกฯ คนนอก” มาหลอกหลอนตัวเองได้แล้วนะ หันกลับไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูพรรค ดูพลพรรค ดูแนวทางพรรค และเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้มันเป็นที่เชื่อถือ ไว้วางใจ และมีโอกาสได้รับเลือกจากประชาชนจะดีกว่า
2) ถามว่า กว่าจะไปถึงขั้นตอนของการ “เลือกนายกฯ จากนอกบัญชี” มันง่ายไหม? คิดดูสิครับว่า หลังการเลือกตั้ง เปิดประชุมรัฐสภา ให้เสนอชื่อคนเป็นนายกฯ โดย สส.ต้องเป็นผู้เสนอ จะเสนอกันกี่คนกี่ชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายที่ประชุมรัฐสภา อันประกอบไปด้วย สส. กับ สว. ต้องลงมติว่าจะรับรองใครให้เป็นนายกฯ โดยที่คนคนนั้นจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 375 เสียงขึ้นไป ถ้าเลือกได้ในชั้นนี้ก็จบ นายกฯ ไม่สามารถเป็นคน “นอกบัญชี” ที่พรรคการเมืองประกาศไว้ตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว
3) แต่ถ้าหากผ่านขั้นตอนนั้นแล้ว ไม่มีใครที่ได้คะแนนเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะเป็นนายกฯ ก็ให้เลือกใหม่ โดยให้ สส. กับ สว. เข้าชื่อกัน เสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้พิจารณางดใช้กฎหมาย ในมาตราที่บังคับเอาไว้ ว่าต้องเลือกนายกฯ จากรายชื่อบุคคลที่อยู่ “ในบัญชี” เท่านั้น จากนั้นก็ให้สภาลงมติอีก ว่าจะงดหรือไม่งด หากมติ 2 ใน 3 คือ 500 เสียงขึ้นไป เห็นชอบให้งด คราวนี้แหละ “คนนอก” จึงจะได้รับการ “เสนอชื่อ” มาสู่วงพิจารณาได้ เห็นไหมครับว่า ต้องผ่านด่าน สส. แทบทุกด่าน ดังนั้นจะกลัวอะไร
4) เมื่อรัฐสภาเห็นชอบให้งดใช้มาตราที่บังคับให้เลือกเฉพาะคนในบัญชี ถามว่าใครล่ะ จะเสนอชื่อ “คนนอกบัญชี” เข้าสู่การพิจารณาได้ ก็ต้องเป็น สส. อีกนั่นแหละ และไม่ใช่ สส.คนเดียวจะเสนอได้เลยนะ ยังมีกติกาว่า สส.ที่จะเสนอ ต้องอยู่ในพรรคที่ได้ สส. มากี่คน มีคนรับรองรายชื่อนั้นกี่คน และคนคนนั้น จะได้เป็นหรือไม่ได้เป็น ก็ต้องรอให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติ ด้วยคะแนนเกิน 375 เสียงอยู่ดี และในรอบนี้ สส.คนอื่นๆ ก็ยังมีสิทธิ์เสนอชื่อคนในบัญชีมาแข่งกับคนนอกบัญชีได้เหมือนเดิมด้วย แล้วจะต้องกลัวอะไร?
5) ผมว่านักการเมืองพวกนี้กลัว “บิ๊กตู่” ที่มี “คะแนนนิยม” ในหมูประชาชนมากเกินไป จนลืมควบคุมสติว่า เส้นทางของนายกฯ คนนอกนั้น มิใช่จะง่าย หากอาศัยแต่เสียง สว. หนุนหลังเป็นหลัก จนได้เป็นนายกฯ ถึงเวลาก็ใช่ว่าจะทำงานได้ราบรื่น เพราะหากไม่ได้เสียงส่วนใหญ่จาก สส. สนับสนุนด้วย ถึงเวลาที่แถลงนโยบาย เสนอกฎหมาย เสนองบประมาณ หรือกระทั่งถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จบแล้ว ดังนั้น ความเป็นไปได้ การดำรงอยู่ได้ ล้วนต้องเกิดจากการยอมรับของ สส. เป็นสำคัญทั้งสิ้น
6) พรรคเพื่อไทยอาจเคยมีประสบการณ์ควบรวมพรรคการเมืองต่างๆ มาเป็นของตนได้ ตั้งแต่ยุค นายทักษิณ ชินวัตร บริหาร ทั้งยังมีประสบการณ์ “ครอบงำสภา” ด้วยเสียงส่วนใหญ่มาแล้ว จึงกังวล ระแวง ว่าพฤติกรรมแบบนั้น จะมีคนนำไปใช้ละกระมัง
7) ทางที่ดี ทุกคนควรกลับไปดู “หน้าที่ของตัวเอง” แล้วทำหน้าที่นั้น ให้ดีที่สุดดีกว่า เช่น สมาชิกพรรคการเมือง ก็ควรเสนอให้พรรคตัวเองปฏิรูประบบภายในให้เป็น “ประชาธิปไตย” ดีกว่าเป็น “พรรคกงสีกับขี้ข้า” คือมีตระกูลเดียวที่จะเข้ามาเป็นใหญ่ภายในพรรค ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ สั่งซ้ายไปซ้าย สั่งขวาไปขวา หัวหน้าพรรคไม่ต้องเลือก ให้เจ้าของพรรคจิ้มเอาเลย จะใช้งานคนไหน อย่างนี้ ถามว่า ดีกว่า “คนนอก” ยังไงหรือ?
8) ผมคิดว่า อย่าไปสาละวนกับประเด็น “คนใน-คนนอก” จนเสียสติเลย หันไปสนใจประเด็น “คนดี-คนชั่ว” หรือ “คนโง่-คนฉลาด” ดีกว่า นายกฯ จากนอกบัญชี ถ้าเป็นคนดีและไม่โง่ ไม่เป็นแค่ตุ๊กตาเสียกบาล อีงั่งท่องบท การงานบริวารทำไป เกิดความเสียหาย ถูกกฎหมายตรวจสอบและเรียกค่าเสียหาย ก็เอะอะโวยวายว่า หนูไม่รู้เรื่อง หนูแค่จะช่วยประชาชน ทั้งๆ ที่มีทั้งตำแหน่งและหน้าที่ ตลอดจนมีความรับผิดชอบตามกฎหมายอยู่ในตำแหน่งนั้นๆ ด้วย แต่ไม่เคยจะใส่ใจเรียนรู้ ทำจริง หรือกำกับดูแลให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง กำจัดคนแบบนั้นออกไป แล้วหาคนที่จะ “แข่งดี” กับคนนอกนอก “แข่งฉลาดในการบริหารบ้านเมือง” กับคนนอก หรือแม้แต่กับพรรคการเมืองต่างๆ ด้วยกันจะดีกว่าไหม
9) ประชาชนเขาไม่สนหรอก คนนอก-คนใน เขาสนใจว่ามันเป็นคนชั่วหรือเป็นคนดี เป็นคนมีสมองหรือสมองกลวง มีภาวะความเป็นผู้นำไหม มีความรู้เพียงพอไหม มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองไหม มีความซื่อสัตย์สุจริตไหม บริหารบ้านเมืองได้ไหม นึกถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ไหม รับฟังฝ่ายต่างๆ ไหม ดำเนินการในทุกๆ เรื่องด้วยความมีเหตุมีผลไหม
10) คุณกลัวอะไรกับนายกฯ นอกบัญชี โดยเฉพาะชี้เป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลัวความดี ความเถรตรง ของเขาหรือไง? จะกลัวทำไมครับ ถึงเวลานั้น ท่านก็ไม่ยกมือให้ มันก็ไม่ง่ายแล้วที่เขาจะเข้ามา และหากเข้ามาได้จริงๆ บริบทของวันนั้นก็ไม่เหมือนกับวันนี้แล้ว เขาไม่ใช่ “รัฏฐาธิปัตย์” ไม่มีอำนาจล้นมือ ใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่เหมือนกับทุกๆ คน ถูกอภิปรายได้ ถูกตรวจสอบได้ ถูกวิจารณ์ได้ ถึงตอนนั้นก็ใช่ว่ามันจะง่ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ หรอกนะครับ
11) ผมว่า เอาเวลา 1 ปีที่เหลือ มาเปลี่ยนแปลง “สันดาน” ตัวเองกันดีกว่า ใครมีคดี มีปัญหา ก็สู้ในกระบวนการยุติธรรมไปอย่างองอาจ ผ่าเผย ไม่ไปสร้างเรื่องใส่ความ บิดเบือน เสมือนว่าถูกกลั่นแกล้ง คนที่ไม่มีคดีอะไร ก็ตั้งใจทำงานพิสูจน์ตัวให้ประชาชนเห็นว่า แม้เขาไม่มีตำแหน่ง สส. เขาก็ยังทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ทิ้งประชาชน ไม่ทิ้งอุดมการณ์ ไม่ให้ท้ายคนชั่ว ให้คนเขาเห็นว่า มีหลักการนะ แยกเป็นนะ อะไรดีอะไรชั่ว อย่าติดอยู่กับความเป็นสมัครพรรคพวก สี ภูมิภาค หรืออะไรก็ตาม ที่ทำให้คน “แตกแยก” กันโดยไม่จำเป็น
12) ประชาชนเองก็ต้องตั้งหลักว่า พอแล้วนะ กับคนชั่ว คนโกง คนเกียจคร้าน คนทำงานรับใช้แต่ “เจ้านายของตน” ไม่รับใช้ประชาชนเป็นหลัก ถึงเวลาเลือกตั้ง จงเลือกคนที่ดีเข้าไปในสภา เขาจะได้ไปเลือกคนดีๆ ขึ้นมาเป็นนายกฯ ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ก็ช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยกันจับคนทุจริตการเลือกตั้ง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น อีก 1 ปี ที่เหลือ ถอนตัวออกมาจากฝักฝ่ายค่ายสีต่างๆ กันเสียเถิด เลยเวลาแก้ตัวแทนนักการเมือง สู้แทนนักการเมือง ตายแทนนักการเมือง แล้วให้มันออกกฎหมายนิรโทษกรรมคนที่ฆ่าประชาชนได้เสียอีก
13) ประเทศไทยเปลี่ยนได้ โดยต้องเริ่มเปลี่ยนจากประชาชน ประชาชนต้องไม่ให้ท้ายคนผิด ไม่สนับสนุนคนไม่ดีให้เข้ามามีอำนาจ นโยบายใดที่แม้เราได้ประโยชน์ แต่ประเทศชาติเสียหาย ก็ต้องไม่ยินดี ต้องบอกว่า ฉันรอด แต่บ้านเมืองล่ม ฉันก็ไม่เอาหรอกนะ เรียนรู้ที่จะมีศักดิ์ศรีในตนเอง พึ่งตนเอง และเรียกร้องการสร้างระบบสวัสดิการที่เป็นธรรม มั่นคง ยั่งยืน และมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยการเข้าสู่ระบบการเสียภาษีอย่างยินดีและซื่อตรง
ผมว่า ประชาชนกับสื่อมวลชน อย่าแต่ “หมกมุ่น” ว่า “บิ๊กตู่” จะกลับมาเป็นนายกฯ อีกไหมเลย แต่ให้ช่วยกันส่งเสียงเวลา 1 ปีที่เหลือ บ้านเมืองควรจะเป็นอย่างไร ใครควรต้องทำอะไร การปฏิรูปไปถึงไหน จะให้ประชาชนเข้ามาเป็น หุ้นส่วนประเทศ
กำหนดอนาคต กำหนดเรื่องต่างๆ ได้สักแค่ไหน ด้วยช่องทางใด
มาเป็น “พลังของแผ่นดิน” ไปด้วยกัน เอาแรงรักแรงชังในตัวคน มายกแผ่นดินให้สูงจากหุบเหวด้วยกันจะดีไหม
อย่ารอแต่อำนาจของกฎหมาย เพราะหากไม่มีใคร “บังคับใช้” กฎหมายก็เป็นแค่ “เศษกระดาษ”
อย่ารอแต่ “วีรบุรุษ” แต่ทุกคนจงเป็น “พลเมืองดีของชาติ” เอาประเทศชาติเป็นหลัก เอาความถูกต้องก่อนความถูกใจ
ส่วนประเด็นที่เขาอ้อล้อ ว่าประชาธิปัตย์เขาจะจับมือกับเพื่อไทยหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องรีบออกมา “ทอดสะพาน” กันขนาดนี้หรอก ประชาชนไม่เคลิ้มไปด้วยเลย เพราะเวลานี้ ระหว่าง “นักการเมือง” กับ “ขี้” ผมว่าประชาชนยินดี “มือเลอะขี้” ดีกว่าต้องจับมือกับนักการเมือง “บางจำพวก” เสียอีก

กู้หน้าหมองให้กลับมาใส! 5 วัตถุดิบก้นครัว เปลี่ยนผิวไหม้เป็นผิวปังหลังสงกรานต์
จับตาเจรจารอบ2! ทรัมป์ ลั่นมั่นใจสงครามกับอิหร่านใกล้สิ้นสุด
สาวช็อก! จอดรถทำธุระ เจอแขกไม่ได้รับเชิญ 'งูเหลือม 4 เมตร' เลื้อยซุกซุ้มล้อ
ละมุนทุกมุม! แพนเค้ก เขมนิจ สวมชุดไทยงดงามออร่าจับ
อภิสิทธิ์ โต้พวกบิดเบือนไล่ วีระพงษ์ จากประชาธิปัตย์ บอกการทำหน้าที่ต้องชัดเจน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี