วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ไทย (สยาม)–สหรัฐอเมริกา คบหาสมาคมกันมาช้านาน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศตะวันตกที่มิเคยมีความอยากได้ดินแดนของไทย มีผู้นำเช่น ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน และประธานาธิบดีแฟรงกลิน โรสเวลต์ ที่ต้องการเห็นโลกได้รับการปลดปล่อยจากลัทธิอาณานิคม อยู่กันด้วยหลักการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) และสังคมเสรีประชาธิปไตยของสิทธิเสรีภาพ
ไทย–สหรัฐอเมริการ่วมกับฝ่ายพันธมิตรยุโรปต่อต้านการรุกรานแผ่ขยายของเยอรมนีภายใต้จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 และไทยมิได้ชื่นชมลัทธิชาตินิยมของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ที่ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยได้ต่อสู้กับญี่ปุ่น แต่ต้องกระทำอย่างโดดเดี่ยว ในที่สุดได้ยินยอมให้ญี่ปุ่นตั้งที่มั่นในดินแดนไทยและกรีธาทัพผ่านไปยังมลายูและพม่า เพื่อขับไล่เจ้าอาณานิคมอังกฤษ แต่เมื่อฝ่ายอักษะ(เยอรมนี ญี่ปุ่น อิตาลี) พ่ายแพ้สงคราม ไทยด้วยความตระหนักรู้เห็นเป็นใจของสหรัฐฯก็มิได้ถูกจัดให้เป็นประเทศพ่ายแพ้สงคราม มิให้อังกฤษและฝรั่งเศสเรียกร้องค่าเสียหายแบบให้ไทยต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ต้องจัดว่าสหรัฐฯมีมิตรไมตรีดีต่อไทย และความเป็นเอกราชมาโดยตลอด
เมื่อภัยคอมมิวนิสต์แพร่กระจายไปทั่วโลก ไทยและสหรัฐฯก็ได้ร่วมมือกันต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ กองกำลังของไทยร่วมรบเคียงข้างกับทหารสหรัฐฯทั้งที่เกาหลี ที่เวียดนาม และร่วมมือกันในการต่อกรกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน
ไทยและสหรัฐฯเป็นภาคีสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต้/สปอ.) ไทยเป็นที่ตั้งขององค์การซีโต้ สหรัฐฯให้ความร่วมมือช่วยเหลือไทยต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการร่วมมือช่วยเหลือการพัฒนาต่างๆ ของไทย
ในขณะเดียวกันไทยก็มุ่งมั่นการเป็นสังคมประชาธิปไตยด้วยอุดมการณ์เดียวกับสหรัฐอเมริกา
การเมืองของไทยมีขึ้นมีลง เสรีประชาธิปไตยไม่แข็งแรง ในขณะที่ฝ่ายกองทัพยังมีความนึกคิดแบบองค์กรการเมือง ฝ่ายการเมืองของไทยเมื่อมีอำนาจมักใช้อำนาจเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวมของชาติ
ช่วงหนึ่งไทยประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เรียกกันว่า “ต้มยำกุ้ง” สหรัฐฯดูนิ่งเฉย ไม่ดูดำดูดี แถมตั้งเงื่อนไขเข้ม ฝ่ายองค์กรธนาคารโลกและสถาบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ให้ไทยปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบไม่มีเยื่อใย
ขณะเดียวกันช่วง 10 กว่าปีของการเมืองประชาธิปไตยแบบล้มลุกคลุกคลานของไทยที่มีความขัดแย้ง แบ่งเป็นฝักฝ่าย ภาพก็ออกมาว่า สถานทูตสหรัฐฯในนามของรัฐบาลและประเทศสหรัฐอเมริกามองการเมืองไทยผิวเผินว่า ไทยมีประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งเป็นหลัก เมื่อมีปัญหาประชาธิปไตยชะงักงันก็มิได้ดูอย่างลึกซึ้ง ในเนื้อหาที่สลับซับซ้อน โดยตีความและตัดสินใจง่ายๆว่า ผู้ชนะเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ได้ดูว่า ผู้ชนะมีความเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่
แถมยังตีตราผู้คัดค้านว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยแบบขี้แพ้ชวนตี
ฝ่ายหนึ่งจึงได้โอกาสอิงสหรัฐฯว่า ตนเป็นนักประชาธิปไตยแท้แล้วประสบความสำเร็จในการตีตราบาปฝ่ายตรงข้ามว่า ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เท่ากับสหรัฐฯถือหางฝ่ายที่ตนคิดว่าเป็นประชาธิปไตย โดยไม่มองไปยังที่มาที่ไปของการคัดค้านและการขัดแย้ง ฝ่ายถูกตีตราก็เกิดปฏิกิริยาไม่ชอบ และรังเกียจสหรัฐอเมริกา (Anti-American)
แล้วเมืองไทยมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการปฏิวัติรัฐประหารถึง 2 ครั้งในช่วง 10 กว่าปีนี้ สหรัฐอเมริกาก็แสดงออกซึ่งความไม่พอใจโดยการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และมีการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารและประเทศไทยแบบนิ่มๆ เช่น ไม่ข้องแวะในระดับการเมือง ไม่ขายอะไหล่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ก็ยังมีการออกรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชน เช่น กรณีอุตสาหกรรมประมง เป็นต้น
ความสัมพันธ์ในช่วง 10 กว่าปีนี้จึงไม่ราบรื่น และดูมีอคติต่อกันและกัน
รัฐบาลทหารไทยแทนที่จะเพียรพยายามชี้แจงการดำเนินงานของตน ทั้งเหตุที่เข้ายึดอำนาจและเส้นทางการคืนประชาธิปไตยสู่สังคมไทย กลับราดน้ำมันเข้าสู่กองไฟความสัมพันธ์เข้าไปอีก ทำนองสหรัฐฯมิใช่พ่อ ไทยมีความเป็นตัวของตัวเอง อยู่เองได้ และแค่นั้นยังไม่พอ ยังกระแทกกระทั้นสหรัฐฯ ด้วยการวิ่งไปสยบจีนและรัสเซีย เป็นวิธีการทูตแบบแดกดัน
ณ วันนี้ สหรัฐอเมริกามีรัฐบาลใหม่ และมุ่งที่จะดำเนินความสัมพันธ์แบบทวิภาคี คือ ว่ากันเป็นรายประเทศ และเริ่มกับประเทศพันธมิตรระดับชั้นนำ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น อิสราเอล แคนาดา เป็นต้น และต่อไปก็คงจะเป็นประเทศพันธมิตรในระดับรองลงมา เช่น ไทย และฟิลิปปินส์
ฉะนั้น สถานการณ์ของการไม่ข้องแวะ หรืออยู่กันแบบห่างมือสไตล์โอบามาก็คงจะเปลี่ยนรูปโฉมมาเป็นการข้องแวะตัวต่อตัว
ก็ขึ้นกับว่ารัฐบาลประยุทธ์จะทบทวนตั้งหลักใหม่อย่างไร และฝ่ายสหรัฐฯต้องทบทวนว่ามองประเด็นปัญหาประชาธิปไตยไทยได้ครบถ้วน ลึกซึ้งเพียงใด แล้วถามตัวเองว่า จะยื่นมือเข้าเสริมสร้างสังคมประชาธิปไตยได้แค่ไหนอย่างไร หรือนัยหนึ่งต้องรู้จริงว่า ปัญหาความกระท่อนกระแท่นของสังคมประชาธิปไตยมันคืออะไรแน่จะได้เข้าใจดีขึ้น แล้วร่วมกันแก้ให้ตรงจุด ซึ่งเป็นเรื่องของการรับฟังและให้เกียรติต่อกัน กระชับความร่วมมือกันอย่างแข็งขันในฐานะที่เป็นพันธมิตรกันมาช้านาน
ส่วนรัฐบาลทหารไทย ก็ต้องตระหนักว่า การต่ออำนาจนั้น คงไม่พ้นแรงบีบคั้นแน่นอน แล้วการคบหาสมาคมแบบไม่ดูตาม้าตาเรือกับรัสเซีย และโดยเฉพาะจีนนั้น มิใช่ทางออกสำหรับรัฐบาล และสำหรับประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ต้องตระหนักด้วยว่าคณะรัฐบาลทหารและการอยู่ในอำนาจด้วยการยึดครองอำนาจนั้น มิใช่ทางออกของประเทศ ประเทศไทยมุ่งมาเส้นทางประชาธิปไตยมา 80 กว่าปีแล้ว ฝ่ายกองทัพต้องช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง มิใช่เป็นตัวถ่วงการไม่เป็นประชาธิปไตย ปฏิกิริยาของคนไทยก็จะมาในที่สุด และแรงบีบคั้นจากสหรัฐฯจะมาอย่างแน่นอน เพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตยเขาไม่เปลี่ยนแปลง และผู้นำชุดใหม่ของสหรัฐฯเป็นนักปฏิบัติมากกว่านักพูด เขาต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการเป็นประเทศพันธมิตรด้วยกัน
ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ อยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์ร่วมทางเสรีประชาธิปไตย ฝ่ายกองทัพเป็นรัฐบาล เป็นเรื่องเฉพาะกิจ ชั่วคราว แต่ร่วมบ่มเพาะประชาธิปไตยให้เข้มแข็งได้ และปูทางให้ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ มั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด
ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน
ทร.เอาจริงสั่งขังทันที! ฟันวินัยผู้กระทำเกินกว่าเหตุ ฝ่าฝืนคำสั่ง ผบ.ทร.
'ปรัชญา'ผงาดแชมป์!หวดเทนนิสเอทีพีที่สเปน
สงกรานต์ตรังอ่วม ตั๋วเต็ม-ค่าโดยสารพุ่งตามค่าน้ำมัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี