Logo วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / เส้นใต้บรรทัด
เส้นใต้บรรทัด

เส้นใต้บรรทัด

จิตกร บุษบา
วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560, 02.00 น.
ปรากฏการณ์ ‘ปลาช็อกน้ำ’ : เข็มขัด กระบะ แค็บ

ดูทั้งหมด

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

“รัฐบาลก็ขอโทษที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนในการใช้รถใช้ถนน แต่ทั้งนี้ ก็เพราะความห่วงใยจากใจ
พวกเราทุกคน”


นี่คือ “คำขอโทษ” จากใจชายชาติทหารที่ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชาฯ” คืนวันศุกร์ที่ 7 เม.ย. 2560

ไม่น่าเชื่อว่า เสียงสะท้อนกลับของมาตรการกำหนดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเพื่อป้องกันชีวิตคน จะมีแรงกระเพื่อม กระทบต่อ “ความรัก” ในตัว พล.อ.ประยุทธ์ อย่างมหาศาลขนาดนี้ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์เองก็คงไม่คาดคิด ซึ่งก็มีผู้แซวกันว่า เพราะเข็มขัดนิรภัยทางการเมืองของท่าน สั้น...จน “คาดไม่ถึง”

ศัตรูทางการเมืองของท่านยิ้มกริ่มกันแก้มแทบปริ มีบ้างที่ถือโอกาสซ้ำรัฐบาล หาความชอบใส่ตัวทันที

ลองวิเคราะห์ “ความผิดพลาด” ของเรื่องนี้กันหน่อยนะครับ

1) รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง กังวลกับ “ตัวเลขการเสียชีวิต”ของประชาชนมาก ครั้นใกล้เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งผู้คนจะเดินทางกันอย่างมหาศาล ด้วยความเป็นห่วงและปรารถนาดี จึงเร่งประกาศ ม.44 ออกมา โดยมีสาระใหญ่อยู่ที่เรื่อง “การรัดเข็มขัดนิรภัย” ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า “ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าว ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย”

2) จากข้อความดังกล่าว นำมาสู่การ “แปลง” เป็น “มาตรการ” ในทางปฏิบัติ มีการประกาศมาตรการออกมาอย่าง “สับสน” ในช่วงต้น ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จนประชาชนงุนงง สับสน วุ่นวาย ปั่นป่วนกันไปหมด เพราะกลัวว่าตัวเองจะทำผิดกฎหมาย กลัวจะถูกใบสั่ง กลัวจะเจอ “เตารีด” และ “ดาวไถ” ฯลฯ

3) เท่าที่พอจะ “จับความ” ได้ ผมก็ได้สรุปผ่านเฟซบุ๊ค “ปู จิตกร บุษบา” และบอกเล่าผ่านรายการวิทยุ “จิตกร ออนแอร์” เวลา 14.30-16.00 น. ทางคลื่น 105 สไมล์ ไทยแลนด์ ไว้เบื้องต้นว่า สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันให้กระจ่างก็คือ นี่เป็นเพียงมาตรการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่ แต่เป็นกฎหมายเดิม 2 ฉบับที่ปล่อยปละละเลยกันมานาน คือ กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ลดจำนวนหรือลดโอกาสการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ (ไม่ใช่ลดการเกิดอุบัติเหตุอย่างที่หลายคนกำลังเหน็บแนม อารมณ์เสียกันอยู่)

โดยวิธีปฏิบัติเท่าที่เงี่ยหูฟังดู ประกอบด้วย

1.รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน และรถแท็กซี่ ที่จดทะเบียนระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2531-31 ธ.ค. 2553 กำหนดให้ที่นั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า จะ “ต้องมี” และ “ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย” แปลว่าด้านหลังไม่ต้องมีและไม่ต้องคาดก็ได้ เอาที่ท่านสบายใจ 555 ถ้าเป็นแท็กซี่ จะบรรทุกผู้โดยสารไม่ได้เกิน 4 คน คือ ที่นั่งข้างคนขับ1 ที่นั่ง และที่นั่งเบาะหลังอีก 3 ที่นั่ง

2.รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รวมถึงรถกระบะ 2 ตอน หรือดับเบิลแค็บ และรถแท็กซี่ ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2554 เป็นต้นมา กำหนดให้ ทุกที่นั่ง “ต้องมี” และ “ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย” ซึ่งในกรณีของรถแท็กซี่ จะอนุญาตให้บรรทุกผู้โดยสารไม่ได้เกิน 4 คนเช่นกัน

3.รถกระบะตอนเดียว ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2537 เป็นต้นมา และรถบรรทุก // ที่นั่งผู้ขับขี่และคนนั่งด้านหน้า “ต้องมี” และ “คาดเข็มขัดนิรภัย” // ในส่วนที่เป็นแค็บ คือ ที่ว่างหลังเบาะนั่ง ห้ามบรรทุกคนโดยเด็ดขาด โดยเขาอธิบายว่า วัตถุประสงค์ของแค็บ คือ มีไว้เพื่อตั้งวางสิ่งของเท่านั้น ที่ผ่านมากลับมีการใช้บรรทุกคนจนเคยชิน โดยที่แคปนั้นไม่มีอุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยของผู้ที่นั่งอยู่ในแคป และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนนั่ง ทั้งนี้ ในการจับปรับรถกระบะที่บรรทุกคนโดยสารในแค็บนั้น เจ้าหน้าที่ไม่ได้จับปรับในข้อหาไม่รัดเข็มขัดนิรภัย แต่จะปรับในข้อหา ใช้รถยนต์ผิดประเภท ซึ่งถือว่าผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ 2522 มาตรา 21 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท นอกจากนี้กรณีที่ให้ผู้โดยสารนั่งข้างหลังกระบะก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน

4.รถตู้โดยสาร และรถตู้โดยสารสาธารณะ ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2555 เป็นต้นมา กำหนดให้ทุกที่นั่ง “ต้องมี” และ “ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย”

5.รถสองแถว และรถสามล้อเครื่อง ที่บังคับเฉพาะคนขับเท่านั้นที่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เนื่องจากไม่เหมาะแก่การติดตั้งเข็มขัดนิรภัยเพิ่มเติม

6.รถโดยสารหมวด 2 และหมวด 3 ไม่เกิน 20 ที่นั่ง ที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และวิ่งระหว่างจังหวัด รวมถึงรถบัสขนาดใหญ่ จะ “ต้องมี” และ “ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย” ทุกที่นั่ง

7.ในกรณีรถบุปผชาติ รถแห่เทียน รถแห่นาค รถแห่ศพ เขาอนุโลม

4) อย่างไรก็ตาม มีทั้งคนที่ “ยอมรับได้” ว่ากฎหมายมีแล้ว แต่ขาดการบังคับใช้ นำกลับมาเข้มงวดใหม่ เพื่อรักษาชีวิตของประชาชน ก็ควรเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องให้ความร่วมมือ กับคนที่ “ไม่อาจรับได้” เพราะไป “กระทบกับวิถีชีวิต” ของเขาเข้าอย่างจัง และอีกกลุ่มที่ไม่อาจยอมรับได้คือ ไม่เข้าใจว่า ในทางปฏิบัติ มันจะทำได้ยังไง วาทกรรมที่ “ร้ายแรงที่สุด” ของเรื่องนี้คือ รัฐบาลใช้กฎหมาย “รังแกคนจน”

5) ผมเรียกแรงต้านหรือปฏิกิริยาต้านจากประชาชนในครั้งนี้ว่า “ปรากฏการณ์ปลาช็อกน้ำ” ให้นึกถึง “ปลาเลี้ยง” ที่เขาเพาะพันธุ์ แล้วเอามาใส่ถุงขาย เพื่อให้คนใจบุญทั้งหลาย ซื้อไปปล่อยลงน้ำ ซึ่งในทางปฏิบัติ มีคำแนะนำว่า ให้ใช้เวลาให้ปลาในถุงได้ ไปรับตัว” ด้วยการค่อยๆ เท หรือใช้เวลาสั้นๆ นำน้ำจากแหล่งน้ำใหม่ ใส่เข้าไปในถุงปลาก่อน เพราะอุณหภูมิและองค์ประกอบในน้ำของ “สองน้ำ” นั้น มันไม่เหมือนกัน หากใช้วิธี “เทโครม” ลงไปเลย ปลาจะ “ช็อกน้ำ” แล้วอ่อนแอ หรือเสียชีวิตได้ มาตรการนี้
ของรัฐบาลก็เฉกเช่นกัน เทปลาน้อยจากถุงน้อยๆ ลงสู่แม่น้ำ บึงน้ำ สระน้ำขนาดใหญ่โดยไม่ให้โอกาส “ปลาน้อย” ได้ “ตั้งหลัก” มันก็เลย “ช็อกน้ำ” ดิ้นแกระแด่วๆ

6) บ่อยครั้งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างนี้ คือ คิดจะทำอะไร ก็สั่ง แล้วหวังว่าคนจะทำตามเลย คือ คุ้นเคยกับการเป็น “นายทหาร” เมื่อ “ออกคำสั่ง” ใดๆ มา ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะต้อง “รับคำสั่ง” และ “ทำตาม” แต่กับประชาชนนั้น ไม่เหมือนกันนะครับ ประชาชนโต้เถียงได้ทันควัน ตั้งคำถามได้ทันที และมีโอกาส “ดื้อแพ่ง” กับท่านได้ด้วย ซึ่งเคยสื่อสารไปยังท่านอยู่บ่อยครั้งว่า ก่อนจะมีมาตรการใดๆ บังคับใช้กับประชาชนนั้น ให้วางแผนเรื่อง “การสื่อสาร” เพื่อ “สร้างการรับรู้เชิงบวก” นำร่องออกมาก่อน ให้มีประสิทธิภาพ เมื่อประชาชนรับรู้ว่ากำลังจะมีมาตรการเพื่อตัวเขา ที่เขาต้องปฏิบัติ อย่างกรณีนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเอง อาจจะลำบากขึ้นนิด เสียประโยชน์ลงหน่อย แต่มันค่อยๆ รับรู้ในเจตนารมณ์ ในเงื่อนไข ในวิธีปฏิบัติ และมีเวลาให้ “ปรับตัว” ได้

7) แต่ครั้งนี้ ไม่มีเวลาใดๆ ให้ประชาชนได้เตรียมตัวเตรียมใจเลย แถมไม่มีการสื่อสารล่วงหน้า ขณะที่การสื่อสารเฉพาะหน้าของฝ่ายปฏิบัติก็ไม่ตรงกัน กรมการขนส่งพูดอย่าง ตำรวจพูดอีกอย่าง หรือแม้แต่ในกลุ่มตำรวจด้วยกัน ก็ให้สัมภาษณ์ไม่ตรงกัน ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ มันก็ไปเพิ่มความหงุดหงิด รำคาญใจ ให้แก่ประชาชนคนปฏิบัติเขา

8) จึงควรจะเป็น “บทเรียน” แก่รัฐบาลเลยว่า ต่อไปจะมีมาตรการอะไร ให้วางแผนการสื่อสารเพื่อสร้างความรับรู้เชิงบวก
อันจะนำไปสู่ความร่วมไม้ร่วมมือที่ดีเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่จะสั่งซ้ายหัน ขวาหัน เลียบอาวุธ กันในนาทีไหนก็ได้

9) นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญอีกประการของเรื่องนี้คือ กฎหมายที่มี ไม่ถูกบังคับใช้มาเป็นเวลา 20-30 ปี จนอะไรต่อมิอะไร
มันไม่เป็นไปตามกฎหมายหมดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น รถกระบะก็เติมแค็บในแบบที่ไม่รู้จะอยู่ในหมวดหมู่ไหนของกฎหมายออกมาขายกันเอกเกริก โฆษณาว่าแค็บกว้าง นั่งสบาย หมู่หมากาไก่ลูกเต้าข้าวของ ยัดใส่เข้าไปได้หมด แถมกระบะหลังยังขนของได้มาก อึด ทน คุ้ม คนเขาก็ไปซื้อมาใช้ เพราะเห็นว่ามัน “อเนกประสงค์” ดี โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด ชาวสวนชาวไร่ ที่ต้องขนทั้งพืชผักผลไม้ ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ไปพร้อมๆ กับการรับส่งลูกหลาน พ่อแม่ รับพระมาทำบุญบ้าน รับนักเรียนไปแข่งขันกีฬา ฯลฯ จนมันกลายเป็น “วิถีชีวิต” ไปแล้ว เป็น “เครื่องมือทำกิน” ไปแล้ว การที่วันนี้จะกลับมาบังคับใช้ มันจึงไม่ง่ายอย่างที่ท่านคิด และผมเชื่อว่า 100% ของคนที่คิดไม่ได้ใช่รถกระบะ โดยเฉพาะใช้แบบที่ “คนบ้านนอก” เขาใช้กัน

10) มาตรการมันจึงออกมาจากโลกทัศน์ของคนเมือง คนรวย ที่เห็นรถเป็นแค่รถ ซึ่งจดทะเบียนเป็นรถขนส่ง ก็เอาไปขนส่ง จดทะเบียนเป็นรถขนคน ก็ต้องทำได้แค่ขนคน ส่วนแค็บนั้น ในทางวิชาการ ในทางหลักการมันไม่ใช่ที่นั่งของมนุษย์ ไปนั่งแล้วก็ไม่ปลอดภัย เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา บาดเจ็บสาหัสหรือไม่ก็เสียชีวิตกันอยู่ในนั้น เพราะไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิต

11) รถกระบะก็เหมือนกัน มันไม่ได้มีไว้ “ขนคน” มันมีไว้บรรทุกของ แต่ก็น่าแปลก รถกระบะดัดแปลงเป็นรถสองแถวได้ เป็นรถตู้ได้

12) นั่งรถกระบะไม่ปลอดภัย แต่ยืนอัดกันในโบกี้รถไฟฟ้า ไม่ว่าจะบนดินใต้ดิน ยืนอัดกันอยู่บนถร ขสมก. ได้ ทั้งรถร้อนและรถแอร์ อัดกันแน่นในรถตู้ได้ วิ่งข้ามจังหวัด ทางไกล ใช้ความเร็วสูง มันปลอดภัยหรือ? ข้อโต้แย้งมันก็เลยเกิดขึ้นมาสารพัด และ “แรงชัดจัดเต็ม” ชนิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องออกมาเป็น “พี่ชายที่แสนดี” บอกว่าเรื่องนี้ ผมคิดเองกับเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ท่านนายกฯ และนายกฯ ก็ต้องออกมาขอโทษผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชาฯ” ดังที่กล่าวมา

13) คราวนี้ก็มาหาทางออกกันครับ ประการแรก หยุดด่าทอต่อว่ากันด้วยคำรุนแรงได้แล้ว รู้กันแล้วว่ามีคนเดือดร้อนจากมาตรการนี้ มีคนทั้งที่เห็นด้วยและเห็นค้าน สองกลุ่มนั้นก็ไม่ต้องด่ากันเอง แต่ควรช่วยกันอธิบายอย่างมีเหตุผล ว่าทำไมตนจึงเห็นด้วย ทำไมตนจึงเห็นต่าง เสียงที่ดังออกมา จะได้มีประโยชน์ เพิ่มพูนปัญญา และทำให้เห็นปัญหาได้รอบด้านขึ้น

14) เมื่อรัฐบาลถอย อนุโลม ยังไม่บังคับใช้จนกว่าจะผ่านสงกรานต์ไปก่อน ระหว่างนี้ก็จง “เงี่ยหูฟัง” ว่าปัญหาของคนที่เขา ไม่เห็นด้วย” นั้น เขาสะท้อนว่าอะไร โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ แต่ยังสับสนกับมาตรการปฏิบัติ ว่าจะเอาอย่างไรแน่ คิดกันให้เสร็จ ประชุมกันให้รู้เรื่อง และพูดให้เหมือนกันเสียก่อน แล้วค่อยออกมาบอกประชาชนนะ เพราะหากทำให้เขายิ่งงง เขาจะยิ่งหงุดหงิด

15) ในฐานะคนบ้านนอกคนหนึ่ง เข้าใจว่า รถกระบะกับคนต่างจังหวัดนั้น มันไม่ใช่แค่ “รถ” แต่มันเป็น “เครื่องมือหากิน” มีรถคันหนึ่ง คนงานสองสามคน ตระเวนไปรับจ้างสอยมะพร้าว ขุดมันสำประหลัง เก็บพริก ตัดปาล์ม ซ่อมบ้าน ฯลฯ ได้สารพัด ถึงเวลามีงานวัด ก็เอาแม่นั่งหน้า เอาลูกเมียนั่งแคปไปทำบุญกัน ไปกินข้าวนอกบ้างกันเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ขับเป็น “ตีนผี” แม่อยู่หมู่บ้านนั้น ลูกไปได้ผัวที่หมู่บ้านนี้ ไปมาหาสู่กันทีจะทำยังไง

จึงได้แต่หวังว่า สงกรานต์นี้ นายกฯ กับ “พี่ชายที่แสนดี” เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และพล.ท.ไก่อู จะได้ใช้เวลาล้อมวงคุยกัน ว่ามาตรการนี้จะเอาอย่างไรดี

ห่วงชีวิตประชาชนนั้น ซึ้งใจมาก ต้องกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

แต่หากกฎหมายมันไม่สอดคล้องกับการดำรงชีพและเกื้อหนุนโอกาส “ยังชีพ” ของประชาชนแล้ว มนุษย์ในฐานะผู้สร้างกฎ ก็สามารถทบทวน ผ่อนคลาย แก้ไข หากตรงนี้ไม่ปลอดภัย ไปจำกัดความเร็วแทนไหม ไปบังคับว่า เวลาจะคนขน ต้องมีหลังคา มีที่จับ ดีไหม คืออะไรก็ได้ ที่มัน “เป็นไปได้” สำหรับผู้ปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่ว่าเขา “ดื้อด้าน” จะเอาแต่ใจอย่างเดียว ลองฟังเขาบ้าง หากท่านฟังแล้ว ยังยืนยันมาตรการเดิม ก็หาวิธีสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ เกิดความร่วมไม้ร่วมมือให้ได้

อย่าให้รัฐบาลเข้ามาด้วยรถถัง แล้วต้องจากไปด้วยรถกระบะเลย เสียดายเพลง “อยู่นานๆ ได้ไหม” กับเพลง “อยู่ต่อเลยได้ไหม” ที่คนเขาเคยร้องให้ “ลุงตู่” ที่พวกเขารัก

งานนี้ ผมเชื่อว่า ลุงตู่ที่รักของใครต่อใครจะหาทางออกที่ดีได้ ผมจะรอดูครับ.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  
  • Breaking News
  • ข่าวยอดนิยม
  • คอลัมน์ฮิต
07:55 น. แบไต๋ก่อนวันศุกร์ ดีลลับยุติสงครามเป็นแค่เอกสารหน้าครึ่ง ทรัมป์ ลั่นข่าวดีกลางประชุม G7
07:54 น. ปลัดกทม. เผย เปิดการจราจรหน้าโลตัสบางกะปิแล้ว หลังระดมซ่อมถนนทรุดทั้งคืน
07:47 น. เริ่ม 1 ก.ค. นี้ รัฐบาลเดินหน้า ราชการทันใจ ยกระดับจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100%
07:44 น. คุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น เค สามถุยร์ หมิ่น วัน อยู่บำรุง ไร้เงินจ่ายค่าปรับ ต้องเข้าเรือนจำ
07:39 น. แหม่ม วิชุดา ฟาดเดือด! เจอหมายเรียกฉ้อโกง งงตาแตกโผล่เรียกเงินล้านแลกถอนชื่อ
ดูทั้งหมด
อาจารย์ฟูก ช่างแต่งพระพักตร์พระองค์หญิงสิริวัณณวรี โพสต์น้อมส่งเสด็จ พระองค์ภาฯ สู่สวรรคาลัย
'เจมส์ บอนด์' รถอัญเชิญพระศพ 'พระองค์ภา' สู่พระบรมมหาราชวัง
ในหลวง-พระราชินี เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงทักทายและประทานกำลังใจ แก่ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’
ภาพจากกล้องของผม! ช่างภาพดังย้ำความขันติพระราชหฤทัย ในหลวง-พระราชินี
ดูทั้งหมด
แกะรอยไอ้โม่ง ผู้ฉกฉวยประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน
ผู้เฒ่าเลี้ยงแกะ
‘ไทยช่วยไทยพลัส’ (60/40) กับร้านอาหารและฟู้ดเดลิเวอรี
ดีเหลือเชื่อ
บุคคลแนวหน้า : 17 มิถุนายน 2569
ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เริ่ม 1 ก.ค. นี้ รัฐบาลเดินหน้า ราชการทันใจ ยกระดับจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100%

แบไต๋ก่อนวันศุกร์ ดีลลับยุติสงครามเป็นแค่เอกสารหน้าครึ่ง ทรัมป์ ลั่นข่าวดีกลางประชุม G7

คุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น เค สามถุยร์ หมิ่น วัน อยู่บำรุง ไร้เงินจ่ายค่าปรับ ต้องเข้าเรือนจำ

เงินหมุนเวียนพุ่งทะลุ 2 พันล้าน รัฐบาล แนะ ดูบอลโลกให้สนุกหลีกเลี่ยงการพนัน หลังปิดเว็บไซต์ไปแล้ว 128 แห่ง

แหม่ม วิชุดา ฟาดเดือด! เจอหมายเรียกฉ้อโกง งงตาแตกโผล่เรียกเงินล้านแลกถอนชื่อ

นายกฯ เดินทางถึงเมืองคาซานของรัสเซีย เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

  • Breaking News
  • แบไต๋ก่อนวันศุกร์ ดีลลับยุติสงครามเป็นแค่เอกสารหน้าครึ่ง ทรัมป์ ลั่นข่าวดีกลางประชุม G7 แบไต๋ก่อนวันศุกร์ ดีลลับยุติสงครามเป็นแค่เอกสารหน้าครึ่ง ทรัมป์ ลั่นข่าวดีกลางประชุม G7
  • ปลัดกทม. เผย เปิดการจราจรหน้าโลตัสบางกะปิแล้ว หลังระดมซ่อมถนนทรุดทั้งคืน ปลัดกทม. เผย เปิดการจราจรหน้าโลตัสบางกะปิแล้ว หลังระดมซ่อมถนนทรุดทั้งคืน
  • เริ่ม 1 ก.ค. นี้ รัฐบาลเดินหน้า ราชการทันใจ ยกระดับจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100% เริ่ม 1 ก.ค. นี้ รัฐบาลเดินหน้า ราชการทันใจ ยกระดับจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100%
  • คุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น เค สามถุยร์ หมิ่น วัน อยู่บำรุง ไร้เงินจ่ายค่าปรับ ต้องเข้าเรือนจำ คุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น เค สามถุยร์ หมิ่น วัน อยู่บำรุง ไร้เงินจ่ายค่าปรับ ต้องเข้าเรือนจำ
  • แหม่ม วิชุดา ฟาดเดือด! เจอหมายเรียกฉ้อโกง งงตาแตกโผล่เรียกเงินล้านแลกถอนชื่อ แหม่ม วิชุดา ฟาดเดือด! เจอหมายเรียกฉ้อโกง งงตาแตกโผล่เรียกเงินล้านแลกถอนชื่อ
ดูทั้งหมด

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง

ความเจื้อยแจ้วของโฆษกพรรคส้ม

ความเจื้อยแจ้วของโฆษกพรรคส้ม

17 มิ.ย. 2569

น้ำพระทัยเพื่อคนทุกข์-คนคุก

น้ำพระทัยเพื่อคนทุกข์-คนคุก

14 มิ.ย. 2569

‘ทักษิณ’ จะไป ‘ดูไบ’ ?!

‘ทักษิณ’ จะไป ‘ดูไบ’ ?!

10 มิ.ย. 2569

กรุงเทพฯ ต้อง ‘สุจริต’

กรุงเทพฯ ต้อง ‘สุจริต’

7 มิ.ย. 2569

ใต้เส้นบรรทัด : กระชากหน้ากาก ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’

ใต้เส้นบรรทัด : กระชากหน้ากาก ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’

3 มิ.ย. 2569

‘เอกสิทธิ์’ กับความขี้ขลาดของ สส. และสภา

‘เอกสิทธิ์’ กับความขี้ขลาดของ สส. และสภา

31 พ.ค. 2569

ว่าด้วย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’

ว่าด้วย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’

27 พ.ค. 2569

ลากไส้ ‘ไอ้โม่งน้ำมัน’

ลากไส้ ‘ไอ้โม่งน้ำมัน’

24 พ.ค. 2569

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved