วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569
ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพบปะกับเพื่อนๆ ชาวมาเลเซียในระหว่างการประชุมสัมมนา ทั้งที่จัดในประเทศมาเลเซีย และในประเทศไทยเป็นระยะๆ ซึ่งก็มักเป็นเรื่องแรงงานอพยพ เรื่องผู้อพยพลี้ภัย เรื่องสิทธิมนุษยชน และเรื่องประชาธิปไตย
แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่มักมีการพูดคุยกันนอกเวทีด้วยความห่วงกังวลก็คือ ปัจจุบันนี้ได้มีข่าวคราวว่า มีชายชาวมาเลเซียนับถือศาสนาอิสลาม เดินทางข้ามฟากจากเขตแดนมาเลเซียมายังเขตแดนไทยทางภาคใต้เพื่อมาทำพิธี “การแต่งงาน” ชนิดประเดี๋ยวประด๋าว กับเด็กหรือสตรีเยาว์วัยชาวไทยมุสลิม ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้มีนัยของการค้ามนุษย์ หรือการหลอกลวง หรือบีบบังคับ ให้เด็กผู้หญิงและเยาวชนสตรีไทยมุสลิมตกเป็นเจ้าสาวแบบชั่วคราว โดยการอ้างการตีความตามการสั่งสอนของศาสนาอิสลามโดยเฉพาะในหมู่นิกายชีอะห์ว่า สามารถแต่งงานระยะสั้นๆ ภายใต้การดำเนินการของนักบวช (The Cleric)นั้นกระทำได้ เป็นความถูกต้อง เท่ากับว่าเป็นการบิดเบือนคำสั่งสอน หรือเอาการตีความทางศาสนามาบังหน้าเพื่อการนี้ (Sex Trade)
กรณีเหล่านี้ มีข้อเท็จจริงแค่ไหน สังคมไทยจะบอกว่าไม่มีผู้รู้เห็น และผู้รับผิดชอบก็คงไม่ได้ จะดูกระไรอยู่ ผมเองก็ขออนุญาตใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อบอกกล่าวปัญหาไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งจะมีพรรคและนักการเมืองใด ที่จะอาสาเป็นปากเป็นเสียงให้กับเด็กผู้หญิงเหล่านี้(ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน) ก็ขอให้รีบไปดำเนินการต่อเพื่อให้เกิดความถูกต้องทั้งทางศีลธรรม และสิทธิมนุษยชน
ที่ประเทศอิรัก สำนักข่าวบีบีซีได้ทำการสืบสวนเรื่องราวและจัดทำรายงานว่า มีกรณีที่เด็กผู้หญิงและเยาวชนสตรีถูกบังคับให้ “แต่งงาน” ชั่วคราว นับครั้งไม่ถ้วน โดยการแต่งงานชั่วคราวนี้เรียกว่า“การแต่งงานเพื่อความหรรษา (PleasureMarriage)” ภาษาอาหรับใช้คำว่า Zawaj al-Mutaa ซึ่งพิธีแต่งนั้น จะถูกดำเนินการโดยนักบวช (The Cleric)เมื่อแต่งแล้วก็มีเพศสัมพันธ์กันได้ แล้วหลังจากมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว การแต่งงานก็สิ้นสุดลงตามสัญญาชั่วโมง หรือวัน หรือเดือน หรือ ปี โดยเจ้าสาวได้ค่าสินสอดประมาณ 5-6 พันบาท โดยเฉลี่ย
ประเพณีนี้บอกกล่าวกันมาว่า เกิดขึ้นก่อนสมัยศาสนาอิสลามจะเกิดขึ้น และได้ตกทอดต่อมา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอิสลามบางสังคมมาจนบัดนี้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็คือการซื้อเพศสัมพันธ์นั่นเอง เพียงแต่หาความชอบธรรม ผ่านทางการกำหนดให้มีนักบวชทำพิธีการ “แต่งงาน” ขึ้น ซึ่งชื่อกระบวนการก็บอกแล้วว่า “เพื่อความหรรษา” มิใช่เพื่อการดำรงชีวิตคู่อยู่กันอย่างยั่งยืน จึงไม่ได้ต่างจากการอำพรางการค้ามนุษย์ ซึ่งเหยื่อก็มักจะเป็นเยาวชนเพศหญิงที่มาจากครอบครัวยากจนนั่นเอง
การเอารัดเอาเปรียบเด็กหญิงนี้เป็นความโหดร้าย เด็กต้องตกเป็นเหยื่อของตัณหาของชายที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ และที่เลวกว่านั้นก็คือผู้อ้างเป็นนักบุญ นักบวชนั้น ก็คือนักค้ามนุษย์ ผู้คุมตลาดประเวณีนั่นเอง
กรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองประเทศ และผู้นำศาสนา จะต้องร่วมกันพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้เกิดการคุ้มครองต่อเยาวชนหญิงโดยทั่วไป ดังนั้นเมื่อรับทราบแล้ว หากมีอำนาจแต่ละเว้นการดำเนินการที่จะแก้ไข ก็ต้องถือว่าเป็นบาป เพราะมันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของสตรีเพศเยาว์วัยอย่างชัดเจน และผิดศีลผิดธรรมด้วยประการทั้งปวง
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

ยิปซีพยากรณ์ ดวงรายวัน ประจำวันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ.2569
ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี
คนร้ายบุกชิงทองห้างดังย่านสุขุมวิท กวาดทอง 149 บ. เงินสดกว่า 1.7 แสน หลบหนีลอยนวล
ดร ธนชาติ หนุน เอกนิติ ความหวังใหม่ขับเคลื่อนประเทศด้วย AI
ปิดจ๊อบล่ามือยิง ตร.เชียงใหม่ หนีจากสันกำแพงถึงสระบุรี ไม่รอดเงื้อมมือชุดสืบฯ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี