วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง คนใหม่ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การพัฒนาประเทศ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ รมว.คมนาคม เสียงตอบรับจากภาคเอกชนต่อการดำรงตำแหน่ง รมว.คลังของนายอาคม ครั้งนี้จึงเป็นไปในทิศทางบวก เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทยที่จะได้เดินหน้าพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 3/2563 จะขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาสที่ผ่านมา เพราะสัญญาณเศรษฐกิจในเดือน ก.ค-ส.ค. มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นมากในไตรมาส 2/2564 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 ที่เศรษฐกิจหดตัวแรงมากทำให้ฐานต่ำ แต่ยังจำเป็นต้องจับตาดูนโยบายของท่าน “ขุนคลัง” คนใหม่ที่จะออกมาสนับสนุนและเสริมแนวโน้มในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น ภารกิจต่อจากนี้ของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจคือการเร่งดำเนินโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ และเร่งการกระตุ้นการใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอยู่ตรงที่ “รัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่เก็บรายได้น้อยลง”
ตัวเลขล่าสุดจาก “สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง” (สศค.)เผยว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 (ตุลาคม 2562 – สิงหาคม 2563) ภาครัฐบาลรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้ 2.34 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2.93 แสนล้านบาท หรือ 12.0% และคาดว่า การเก็บรายได้ของรัฐบาล ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 จะต่ำกว่าเป้า 3.9 แสนล้านบาท
หากดูตัวเลขจาก 3 กรม เก็บภาษีหลักทั้ง 3 แห่ง คือกรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ 90% ของรัฐบาล พบว่ากรมสรรพสามิตจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 8.78 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ14.9% เนื่องจากการบริโภคที่ต่ำลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 8.59 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.57 หมื่นล้านบาท หรือ 15.5% จากการหดตัวของมูลค่าการนำเข้า
ด้านกรมสรรพากร ก็จัดเก็บได้รายได้รวม 1.61 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 12.7% เนื่องจากรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล-บุคคลธรรมดา ลดลง จากภาวะเศรษฐกิจและการค้าที่หดตัว
ในขณะที่ รัฐบาลมีรายจ่ายจำนวนทั้งสิ้น 2.9ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 299 แสน ล้านบาทหรือร้อยละ 11.3 จากรายได้และรายจ่ายดังกล่าว ส่งผลให้ดุลการคลังภาครัฐบาลขาดดุล 614 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ3.9 ของ GDP แน่นอนว่ากลไกขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบครบวงจรต้องอาศัยงบประมาณเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จำเป็นต้องวางแผนสร้างเสถียรภาพในการหารายได้ในระยะยาว เพื่อสร้างสมดุลและรักษาวินัยการคลัง โดยวางแผนการจัดเก็บภาษีให้ประเทศมีรายได้พอเพียงกับรายจ่ายตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ต่อจากนี้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมา
การวางแผนเก็บระยะยาว ทั้งภาษีสรรพากร สรรพสามิต ศุลกากร และภาษีท้องถิ่น จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาและหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพิจารณาโครงสร้างการกระจายรายได้ให้ได้ทั้งระบบ เพื่อสร้างหลักประกันสำหรับรัฐบาลที่จะวางแผนรายได้ได้อย่างแน่นอน การ“รีด” “ลด” หรือ “เลื่อน” ภาษีปีต่อปี ที่นอกจากจะสร้างความไม่แน่นอนในการจัดเก็บรายได้แล้ว ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคประชาชนและภาคเอกชนต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

แผงโซลาร์เซลล์ระเบิด ในสถานที่วิจัยรถไฟฟ้า EV ย่านกำแพงแสน
ทรัมป์ ขู่ขึ้นภาษี ประเทศที่ต่อต้านไม่ให้ สหรัฐฯ ครอบครอง กรีนแลนด์
เลยเฝ้าระวังพิเศษ! ‘ฝนซ้ำหนาว’ กำชับ 14 อำเภอสำรวจเครื่องกันหนาวช่วย ปชช.
ทวี ยันคดีฮั้ว สว. ต้องเดินหน้า ยังอยู่ในอายุความ ย้ำไม่เคยแทรกแซง กกต.แจ้งข้อหาเอง
‘มาร์ค’ เป่าปาก! บอกไม่มีแล้ว คนพูด ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี